“พระชายาเพคะ ที่ผ่านมาเป็นบ่าวเองที่ไม่ดี บ่าวสมควรตาย เวลาที่พระชายาอยู่ในจวน บ่าวเห็นว่าท่านอ๋องทรงไม่เจริญหูเจริญตา จึงใส่ร้ายพระชายาไว้ไม่น้อย และยังเคยโบยพระชายา ไม่ให้พระชายาทรงเสวยอาหาร พระชายาโปรดทรงเมตตาสงสารบ่าวด้วยเถิดเพคะ บ่าวยังมีครอบครัวที่ต้องดูแล หากไม่มีบ่าวแล้ว พวกเขาจะมีชีวิตอยู่กันได้อย่างไรเพคะ !” แม่นมคุกเข่าและร้องไห้อย่างน่าอนาถใจ
ฉีเฟยอวิ๋นถามว่า:“เรารู้จักกันด้วยหรือ ?”
“พระชายาทรงลืมไปแล้วหรือเพคะ บ่าวเป็นแม่นมที่ดูแลจัดการเรื่องภายในจวน ตอนที่เกิดเรื่องขึ้นกับพระชายาเป็นบ่าวที่ยื่นมือเข้าไปช่วย”
ฉีเฟยอวิ๋นเพิ่งจะจำเรื่องในตอนนั้นได้ มิน่าล่ะ นางถึงได้รู้สึกคุ้นหน้า
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องในอดีตแล้ว และเจ้าก็ไม่ต้องคุกเข่าร้องไห้เช่นนี้ ในเมื่อเจ้าเป็นคนในจวนอ๋องเย่ และเคยช่วยข้าไว้ ข้าจะไม่สนใจได้อย่างไร เจ้าลุกขึ้นมาก่อนเถิด แล้วค่อยพูดคุยกัน”
ฉีเฟยอวิ๋นมองดูผู้คนที่อยู่ในสวนหลังจวน มีคนอยู่ค่อนข้างมาก
จวนอ๋องเย่มีคนอยู่เยอะจริง ๆ
“แยกย้ายกันไปกันเถอะ ข้าไม่ได้มาแสดงกายกรรม”
ฉีเฟยอวิ๋นเดินไปที่ห้องอื่น นางไม่อยากจะยืนอยู่ข้างนอกท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น
เมื่อมาถึงด้านในห้องฉีเฟยอวิ๋นก็นั่งลง แม่นมยืนตัวสั่น ดูไปแล้วก็น่าสงสาร อายุปูนนี้แล้วยังต้องมารับโทษอีก
“หงเถา เอานั่งเก้าอี้มาให้แม่นม”
หงเถานำเก้าอี้มาวางลง และแม่นมก็นั่งลง นางเช็ดเหงื่อและน้ำตา
“พระชายาเพคะ” แม่นมอดไม่ได้ที่จะร้องไห้
“อื้ม แม่นม เจ้าได้รับพิษมาได้อย่างไร ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ แม่นมก็เริ่มร้องไห้ เดิมทีใบหน้าที่แก่ชราก็มีรอยย่นเต็มหน้าจนไม่น่ามองอยู่แล้ว และยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งไม่น่ามองมองขึ้นไปอีก
ฉีเฟยอวิ๋นทนเห็นคนที่ร้องไห้เช่นนี้ไม่ได้ ช่างไม่น่ามองเลยจริง ๆ
“แม่นม ข้าถามเช่นไรเจ้าก็ตอบเช่นนั้น ข้าไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลนัก แต่หากเจ้าไม่พูดให้ชัดเจนก็รอให้ท่านอ๋องเสด็จกลับมา และให้เขามาถามเจ้า” ฉีเฟยอวิ๋นไม่ได้ต้องการจะทำให้แม่นมกลัว แต่นางไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ คงต้องรอให้หนานกงเย่มาจัดการด้วยตัวเอง
แม้ว่านางจะเป็นพระชายาเย่ แต่นางก็ไม่มีอำนาจ
ถ้าไม่ใช่เพราะหนานกงเย่มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับนางทั้งวันทั้งคืนก็คงจะไม่แพร่กระจายไปทั่วทั้งจวนอ๋องเย่ และเกรงว่าคนในจวนไม่ได้ให้เกียรตินางขนาดนั้น
แม่นมกล่าวอย่างอึดอัดใจว่า:“พระชายาเพคะ บ่าวก็อยากจะพูด แต่บ่าวไม่รู้ว่าได้รับมันมาได้อย่างไร บ่าวจึงไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรเพคะ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ?” ฉีเฟยอวิ๋นประหลาดใจ
“เมื่อสองสามวันก่อนตอนที่บ่าวตื่นขึ้นมาในตอนเช้า บ่าวก็รู้สึกเจ็บแปลบที่แขนตอนที่สวมเสื้อผ้า บ่าวจึงเปิดดูและเห็นว่าที่แขนเป็นจ้ำ บ่าวคิดว่ามีแมลงเข้ามาในห้องแล้วกัดบ่าว จึงไม่ได้สนใจมากนัก จนผิวหนังหนาขึ้นมา คนที่ไม่มีความรู้คนหนึ่ง ใส่ใจเรื่องเช่นนี้ที่ไหนกันเพคะ แต่แขนกลับหนักขึ้นและปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากบ่าวเกาไปสองครั้ง ผิวหนังก็เริ่มเป็นแผลพุพองเพคะ
บ่าวคิดว่าเป็นเพราะแมลงกัดมาโดยตลอด บ่าวเคยเกาจนแผลกลายเป็นหนอง แต่ก็ไม่กล้าเปิดเผย เพราะกลัวว่าพ่อบ้านจะไล่บ่าวออกไป”
แม่นมพูดไปพลางร้องไห้ไปพลาง ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกหมดหนทาง
สมัยก่อนก็เป็นเช่นนี้ ถ้าผู้น้อยไร้ประโยชน์ก็ไล่ออกไป ถ้าป่วยเป็นโรคแล้วไม่ตีให้ตายก็นับว่าเมตตามากแล้ว เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่จะปล่อยให้มีผู้คนติดเชื้ออยู่ในจวน
“พิษของเจ้าไม่มีอะไรมากนัก อีกเดี๋ยวข้าจะให้พ่อบ้านนำยาไปให้เจ้า เจ้ากินยาแล้วอาการก็จะดีขึ้น”
“ขอบพระทัยพระชายาเพคะ ขอบพระทัยพระชายาเพคะ !” แม่นมขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉีเฟยอวิ๋นไม่อยากพูดอะไรมากนัก นางลุกขึ้นและกลับไปรอที่สวนดอกกล้วยไม้
กว่าหนานกงเย่จะกลับมาก็ดึกดื่น แม้ว่าเขาจะไม่อยู่ แต่เมื่อกลับมาเขาก็ถามถึงเรื่องแม่นมในทันที
ในขณะที่นั่งลง ฉีเฟยอวิ๋นก็ถามว่า:“ท่านอ๋องทรงทราบได้อย่างไรเพคะ ?”
“ไม่มีอะไรที่ข้าไม่รู้ หรือเจ้าคิดว่าข้ามีความสามารถแค่ตอนที่นอนด้วยกันกับเจ้าเท่านั้น ?”
หนานกงเย่ถอดเสื้อคลุมออกและนั่งลง เขาบีบคางของฉีเฟยอวิ๋นและจูบนาง
ฉีเฟยอวิ๋นกลอกตา พูดจาลอย ๆ ไร้หลักฐาน แล้วต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำด้วยหรือ ?
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ