ฉีเฟยอวิ๋นมีผลงานในการกลั่นสีผึ้งกุหลาบ พระพันปีจึงประทานปิ่นสีชาดคู่หนึ่งที่ได้รับบรรณาการมาจากทางปีกใต้ให้ ซึ่งว่ากันว่ามีเพียงแค่สองคู่
ไห่กงกงพาฉีเฟยอวิ๋นไปที่ประตูวังและชวนคุยไปตลอดทาง
“จ๋าเจียไม่เคยเห็นพระพันปีให้ความสำคัญกับใครเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว พระชายาแห่งจวนท่านอ๋องเย่ช่างมีวาสนาเสียจริง!” ไห่กงกงช่วยพยุงฉีเฟยอวิ๋นออกมาพลางประจบประแจงไปด้วย
ทุกวันนี้ฐานะของฉีเฟยอวิ๋นแตกต่างจากเดิมมาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็คงจะไม่มีทางเป็นอื่น
ทว่าฉีเฟยอวิ๋นไม่คิดอย่างนั้น ตอนนี้นางอยู่ในเกลียวคลื่น ถ้าไม่มีความสามารถมากพอ ไม่ช้าก็เร็วนางจะกลายไปเป็นผักปลาในเงื้อมมือของผู้อื่น
“กงกง ท่านสบายดีแล้วหรือ” ฉีเฟยอวิ๋นไม่อยากจะพูดอะไรมาก ไห่กงกงเองก็เป็นคนที่ฉลาดและรู้แก่ใจว่าฉีเฟยอวิ๋นเป็นนายที่เข้าใจอะไรๆ ดี ดังนั้นเขาจึงค่อยวางใจ
ดังคำกล่าวที่ว่าหากไม่ช่วงชิงก็จะไม่ได้มา และการช่วงชิงเหล่านั้นอาจจะมีจุดจบที่ไม่ดีนัก
สิ่งที่การเสี่ยงอันตรายนำมา ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่คุ้มเลยที่จะเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง!
“ดีแล้ว ดีขึ้นมากพ่ะย่ะค่ะ แม้แต่พระพันปีก็ยังทรงชมเชย บอกว่าช่วงนี้ข้ากระหม่อมกระฉับกระเฉงขึ้น”
“อืม ดีขึ้นก็ดีแล้ว สุขภาพของกงกงก็สำคัญ”
“ขอบพระทัยในความห่วงใยของพระชายาเย่ จ๋าเจียมาส่งแค่นี้นะพ่ะย่ะค่ะ พระพันปีกำลังรอให้จ๋าเจียกลับไปปรนนิบัติ ขอพระยาชาเดินทางโดยปลอดภัย!”
“อื้ม ขอบใจนะกงกง”
ไห่กงกงพยักหน้าและหันหลังเดินจากไป
ฉีเฟยอวิ๋นมองปิ่นทั้งสองอันที่อยู่ในมือ
นางไม่อาจพูดได้ว่าชอบมัน แต่สิ่งที่ตกมาอยู่ในมือซึ่งประดับประดาด้วยอัญมณีนี้จะต้องเป็นของที่หายากแน่นอน
น่าเสียดายที่นางไม่ชอบมัน ดังนั้นนางจึงเพียงแค่วางมันเก็บไว้ในกล่อง
หลังจากรอมาหนึ่งชั่วยาม ฉีเฟยอวิ๋นก็เตรียมจะออกจากวังเพื่อไปที่รถมา ขณะนั้นเอง นางก็เห็นคนสามคนเดินตามกันและตรงมาทางนี้
เมื่อมองดีๆ ฉีเฟยอวิ๋นจึงเห็นว่าคนที่อยู่ตรงกลางคือพระชายาตวน จวินฉูฉู่ ที่อยู่ทางขวาคือท่านอ๋องตวน หนานกงเหยี่ยน และคนทางซ้ายสุดซึ่งอยู่ห่างจากพวกเขาไปนิดหน่อยคือท่านอ๋องเย่ หนานกงเย่
ไม่น่าแปลกใจเลยแม้แต่น้อยที่ทั้งสามคนมารวมตัวกันอยู่เช่นนี้
ฉีเฟยอวิ๋นยังไม่ทันเก็บปิ่นหงส์สองอันที่อยู่ในมือเรียบร้อยดี ทั้งสามคนก็เดินมาอยู่ตรงหน้าแล้ว
ทั้งสามคนมองมาที่ปิ่นหงส์ในมือของฉีเฟยอวิ๋นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายและมีสีหน้าแตกต่างกันออกไป
โดยเฉพาะจวินฉูฉู่ที่ใบหน้ากลายเป็นสีขาวซีด ริมฝีปากซีดเผือดและพูดอะไรไม่ออก
อ๋องตวนที่อยู่ข้างๆ ถามอย่างไม่ลังเลว่า “พระชายาเย่ช่างบังอาจนัก ถึงกับกล้าหยิบของของพระพันปีมาเชียวรึ”
จวินฉูฉู่กำมือแน่น ในใจรู้ดีว่าท่านอ๋องตวนไม่ได้มีความสุขุมมากนัก ยิ่งมีทัศนะบางอย่างต่อฉีเฟยอวิ๋นอยู่แล้ว จึงมีเหตุผลที่เขาจะพูดแบบนั้น
แต่การพูดเช่นนั้นในเวลานี้ก็ทำให้คนฟังรู้สึกผิดหวังเช่นกัน
อ๋องตวนผู้สง่าผ่าเผยควรจะฉลาดปราดเปรื่อง แต่เวลานี้เขากลับพูดออกมาราวกับคนไร้สติปัญญา
จวินฉูฉู่เศร้าใจมาก นางอภิเษกกับอ๋องตวนได้อย่างไร
นางเสียใจเหลือเกิน!
ฉีเฟยอวิ๋นไม่อาจปล่อยอ๋องตวนไปง่ายๆ... เจ้ากล้ารังควานข้า ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าทำตามอำเภอใจ
“ท่านอ๋องตวน แม้ว่าท่านจะเป็นพี่รอง แต่ท่านก็ไม่ควรพูดกับข้าเช่นนี้ นี่คือสิ่งที่พระพันปีพระราชทานให้ข้า ท่านอ๋องตวนได้โปรดใช้สมองตรองให้ดีก่อนพูด ถามให้ชัดเจนก่อนค่อยกล่าวออกมา” ฉีเฟยอวิ๋นเมินไปทางอื่นอย่างเหยียดหยาม หันไปมองหนานกงเย่ “หม่อมฉันพบท่านอ๋องแล้ว”
“อืม”
หนานกงเย่เอ่ยเรียบๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่ปิ่นหงส์ในมือของฉีเฟยอวิ๋น
ปิ่นหงส์ที่ได้รับเป็นบรรณาการมาจากทางปีกใต้ ว่ากันว่าตอนนั้นมีอยู่เพียงสองคู่เท่านั้น บังเอิญมีสองคู่พอดี จะมอบให้พระมเหสีหวาไว้คู่หนึ่งและเสด็จแม่เก็บไว้อีกคู่หนึ่งก็ได้
แต่ไม่ว่าอย่างไรเสด็จแม่ก็ยืนกรานว่านี่คือสิ่งที่มีแต่ฮองเฮาเท่านั้นที่จะเพลิดเพลินกับมันได้ สุดท้ายจึงไม่ได้ประทานให้พระมเหสีหวา ด้วยเหตุนี้พระมเหสีหวาจึงนำเรื่องไปกราบทูลพระอัยยิกา แต่ในเวลานั้นพระอัยยิกามีพระชนมายุมากแล้วและไม่ยอมยุ่งกับทั้งสองตำหนัก จึงปล่อยเรื่องราวเอาไว้อย่างนั้น
ไม่คิดว่าตอนนี้เสด็จแม่จะมอบสิ่งนี้ให้นาง!
แม้ว่าฮองเฮาจะเข้าไปในตำหนักแต่ก็ไม่เคยได้รับอะไรเช่นนี้เลย เสด็จแม่คงจะโปรดสีผึ้งกุหลาบมากจริงๆ นางจึงเป็นที่โปรดปรานเช่นนี้!
“เจ้าบังอาจหาว่าข้าสมองไม่ดีงั้นรึ ฉีเฟยอวิ๋น เจ้าอย่าคิดนะว่าพอมีพระพันปีหนุนหลังแล้ว ข้าจะไม่กล้าทำอะไรเจ้า ข้า...”
หนานกงเหยี่ยนเอ่ยออกไปแล้วก็นึกเสียใจขึ้นมา เมื่อคิดได้จึงหยุดพูด
ฉีเฟยอวิ๋นกลอกตาและเหลือบมองอ๋องตวนอย่างเหยียดหยาม “ให้เกียรติว่าท่านคือพี่ของข้า ข้าจึงเรียกท่านว่าอ๋องตวน ถ้าหากท่านใช้อารมณ์ พูดจาอย่างไร้เหตุผลและมองไม่เห็นหัวผู้อื่นเช่นนี้ วันหลังเมื่อข้าเข้าเฝ้าฝ่าบาทข้าจะทูลเรื่องของท่านให้พระองค์ทราบ ข้าเป็นราษฎรที่ซื่อสัตย์ของต้าเหลียงเมือง บ้านเมืองมีธรรมเนียมมีประเพณี แต่ท่านกลับปฏิบัติต่อน้องสะใภ้อย่างข้าเช่นนี้ การดูถูกอย่างไรมารยาทเช่นนี้ ถ้าพูดออกไปไม่กลัวว่าผู้คนจะหัวเราะเยาะหรือ”
แววตาของฉีเฟยอวิ๋นเย็นชา ท่าทีเคร่งขรึมเอาจริงเอาจังจนจวินฉูฉู่ตัวสั่น นี่มันใช่คนหัวขี้เลื่อยอย่างฉีเฟยอวิ๋นจริงหรือ
ในเวลานั้นอ๋องตวนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เนิ่นนานกว่าจะพูดออกมาว่า “อ๋องเย่ เจ้าก็ไม่ว่าอะไรงั้นหรือ”
อ๋องเย่เหลือบมองอ๋องตวนอย่างไม่ใส่ใจนัก “พี่รองพูดถูก ถึงอย่างไรกลับไปแล้วข้าก็จะต้องอบรมสั่งสอนให้อยู่ในวินัย สตรีเจ้าเล่ห์เช่นนี้ถ้าไม่ดูแลให้อยู่ในกรอบ ในภายภาคหน้าจะไม่แย่หรอกหรือ”
น้ำตาของจวินฉูฉู่แทบจะหยาดหยดลงมา ปากของหนานกงเย่บอกว่าจะควบคุมให้อยู่ในกรอบ แต่สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงออกอย่างที่พูดว่าจะควบคุมเลยสักนิด
เหตุใดนางจึงไม่หวาดกลัวเลย!
เป็นความผิดของนางจริงหรือ
เมื่อเห็นท่าทางที่ดูอ้างว้างของจวินฉูฉู่ ฉีเฟยอวิ๋นจึงไม่อยากจะใส่ใจ นางหันไปหาหนานกงเย่และเห็นว่าเขาเองก็ไม่อยากให้จวินฉูฉู่เป็นแบบนั้น ดังนั้นจึงไม่พูดอะไรอีก
จวินฉูฉู่รู้สึกว่าร่างกายของตนเองไหวคลอนเล็กน้อย นางมองหนานกงเย่อย่างเศร้าสร้อย ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์แต่กลับดูเหมือนกำลังยิ้มให้ฉีเฟยอวิ๋น ซึ่งนั่นทำให้หัวใจของนางรู้สึกราวกับถูกเข็มทิ่มแทง
ไม่มีคำพูดใดๆ อีก จวินฉูฉู่ดึงหนานกงเหยี่ยนให้เดินออกไปทางประตูวัง เอ่ยว่า “เราไปกันเถิด”
เมื่อทั้งสองคนจากไปแล้ว ฉีเฟยอวิ๋นจึงหันไปมองหนานกงเย่และเอ่ยว่า “เสด็จแม่ให้รางวัลข้า”
“เช่นนั้นก็เก็บเสียเถิด ของสิ่งนี้แม้แต่ฮองเฮายังไม่มี เจ้าควรจะเก็บไว้ดีๆ ถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องนำออกมา”
เมื่อหนานกงเย่ออกจากวังหลวง ฉีเฟยอวิ๋นจึงตามไปที่รถม้า จากนั้นทั้งสองคนจึงกลับไปที่จวนอ๋องเย่ด้วยกัน
ฉีเฟยอวิ๋นลงจากรถม้าและมองดูปิ่นหงส์ทั้งสองอันที่อยู่ในมือ ดูแล้วไม่เห็นจะสวยตรงไหนเลย
สีผึ้งกุหลาบอันแปลกใหม่ของฉีเฟยอวิ๋นมีประโยชน์ ดังนั้นนางจึงได้รับของรางวัล จวินฉูฉู่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เมื่อกลับมาถึงจวนอ๋องตวน อยู่ๆ จวินฉูฉู่ก็ปวดหัวขึ้นมาและนอนอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ