บทที่ 1005 องค์ท่านควรเป็นเทพแท้จริง
………………..
ห้วงสมุทรบรรพกาล
จากการหายไปของปลาอสูรกลืนเอกภพ บนผิวน้ำที่เงียบสงบผืนนี้ ความรู้สึกอันตรายแปลกประหลาดกลุ่มหนึ่งก็ประชิดมาอย่างเงียบงัน
แผ่ระลอกกระทบความมืด บิดม้วนครรลองสายตา เกิดเป็นพลังกดดันที่ส่งไปยังจิตใจ
ท่ามกลางความรางเลือนยังมีเสียงพึมพำที่ทำให้คนคลุ้มคลั่งดังออกมาอย่างทึบๆ จากในน้ำ
คล้ายว่าความตายกำลังเดินมา
นี่ก็คือห้วงสมุทรบรรพกาล มหาสมุทรที่มีอันตรายลงมาเยือนทุกชั่วขณะ
สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
แต่ว่าพวกเขาอยู่ที่มหาสมุทรแห่งนี้มาเดือนกว่าแล้ว ในประสบการณ์แต่ละครั้งล้วนสัมผัสได้ถึงมหาสมุทรที่อันตรายแห่งนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
ตอนนี้คนหนึ่งควบคุมเรือเวทพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว อีกคนหนึ่งแผ่ประสาทสัมผัสรับรู้สังเกตรอบๆ อย่างละเอียด ประสานปางมือสำแดงวิชาซ่อนอำพราาง ทำให้เรือเวทที่อยู่แปรเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของมิติมืดมิด
แม้เรือศึกบรรพกาลก่อนหน้านี้ จะพังทลายไปแล้วจากการกลืนกินของปลาอสูรกลืนเอกภพ ตอนนี้สิ่งที่ทั้งสองเอามาใช้เดินทางในทะเลบนมหาสมุทรแห่งนี้จะมีเพียงเรือเวทสำรอง แต่ภายใต้การเพิ่มพลังจากะลังต้นกำเนิดเทพในร่างสวี่ชิง เรือเวทลำนี้ก็เหมือนคลุมเสื้อคลุมของเทพเจ้า ความเร็วน่าตื่นตะลึงนัก
หลังจากนั้นหนึ่งก้านธูป ไม่รู้ว่าเป็นโชคของพวกสวี่ชิงทั้งสองคน หรือเป็นกลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากปลาอสูรกลืนเอกภพ หรือจะเป็นวิชาซ่อนอำพรางของเอ้อร์หนิวส่งผลแล้ว
ความตายที่เดินมานั่นไม่ได้ใกล้เข้ามาจริงๆ
ดังนั้นทั้งสองภายใต้การทะยานไปอย่างตึงเครียด ก็ค่อยๆ ไปไกลจากมหาสมุทรแถบนี้
จวบจนกระทั่งผ่านไปอีกหลายชั่วยาม รู้สึกว่าอันตรายแบบนั้นค่อยๆ ลดลง สุดท้ายก็หายไป
สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
ทั้งสองคนมองหน้ากัน ต่างเห็นคิ้วที่ขมวดแน่นของกันและกัน
“หลงทางเสียแล้ว…” สวี่ชิงเอ่ยเสียงต่ำทุ้ม
พวกเขาก่อนหน้านี้ขณะที่เดินทางก็คอยสังเกตตำแหน่งของตัวเองมาโดยตลอด ป้องกันไม่ให้หลงทิศในมหาสมุทรนอกที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้
ทว่าการกลืนกินจากปลาอสูรกลืนเอกภพตัดการรับรู้ ตอนนี้พวกเขาไม่รู้ว่าอยู่ที่พื้นที่บริเวณไหน
สิ่งที่เห็นรอบๆ มีเพียงความมืดมิดอันไร้ขอบเขตเท่านั้น
“ไม่รู้ว่าตาแก่อวี้นั่นเป็นอย่างไรบ้าง แม้เจ้านั่นจะไม่ถูกปลาอสูรกลืนเอกภพกลืนกิน แต่ข้ารู้สึกว่าเขาอยู่ในมหาสมุทรนอกก็เหมือนจะไม่ได้ฉลาดปราดเปรียวสักเท่าไร”
เอ้อร์หนิวถอนหายใจ
“คำนวณพลาดเสียแล้ว หากรู้แต่แรกว่าเป็นแบบนี้ พวกเราจะหาเหตุผลไม่มาที่นี่แล้ว”
สวี่ชิงเงียบนิ่ง หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็พลันเอ่ยขึ้น
“ข้ามีวิธี น่าจะหาทิศทางได้ แต่ขณะที่ดำเนินการอาจจะดึงดูดความสนใจจากตัวตนที่ไม่รู้บางอย่างเข้า”
สวี่ชิงพูดจบก็มองไปทางเอ้อร์หนิว
เอ้อร์หนิวได้ยิน หลังจากคิดๆ ก็เอ่ยขึ้น
“อาชิงหน้า ตอนเจ้าสำแดงวิชาต้องใช้เวลาเท่าไร”
“หนึ่งก้านธูปก็พอแล้ว”
สวี่ชิงคำนวณครู่หนึ่งก็บอกเวลาที่แน่นอนออกมา
“อย่างนั้นไม่เป็นปัญหา เจ้ารอข้าเตรียมตัวสักหน่อย แต่ว่าเจ้ามีเรือลำเล็กหน่อยหรือไม่”
เอ้อร์หนิวมองเรือที่อยู่ ลังเลเล็กน้อย
สวี่ชิงเอาเรือเวทที่เล็กกว่าออกมาลำหนึ่ง หลังจากแทนเรือเวทที่อยู่ตอนนี้ เอ้อร์หนิวทางนั้นก็กัดฟัน ยกมือขึ้นชกไปที่อกทันที ฝืนบีบให้ตัวเองกระอักเลือดออกมา เดินไปมาบนเรือเวทลำนี้
สำหรับการกระทำของเอ้อร์หนิว สวี่ชิงไม่แปลกใจแม้แต่น้อย หลายปีมานี้ เขารู้เป็นอย่างดีว่าเลือดของศิษย์พี่ใหญ่หลายๆ ครั้งก็เหมือนว่าจะมีพลังครอบจักรวาล
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่นานจากนั้น ในยามที่ภายนอกและในของเรือเวททาไปด้วยเลือดของเอ้อร์หนิวทั้งลำ เอ้อร์หนิวนั่งลงตรงนั้นด้วยใบหน้าขาวซีดเล็กน้อย โบกไม้โบกมือให้สวี่ชิง
“ข้าใช้เลือดตัวเองลอกเลียนแบบการซ่อนอำพรางของไร้อักษร ในหนึ่งก้านธูป พวกเราน่าจะไม่เป็นอะไร!”
สวี่ชิงไม่ลังเลใดๆ ทั้งมิ้น หลับดวงตาทั้งสองลงทันที ความรอบรู้แห่งเทพแผ่ออก พลังอำนาจเทพแห่งเสียงในร่างพลันกระเพื่อมแผ่ระลอก เสี้ยวขณะต่อมา…มหาสมุทรนอกที่เงียบสงบ เมื่ออยู่ภายในความรอบรู้เทพของสวี่ชิงก็มีเสียงดังขึ้น
นั่นเป็นเสียงของคลื่นมหาสมุทร นั่นคือเสียงของความมืดมิดที่ไหลไป ทั้งยังมีเสียงของซากปรักหักพังบนผิวน้ำและเสียงพึมพำของสิ่งที่ไม่รู้บางอย่างใต้ทะเล
เสียงมากมาย ในเสี้ยวขณะนี้ปะทุขึ้นมาในทุกด้าน
จากเวลาที่ไหลไป เสียงเหล่านี้ส่งออกมาไม่หยุด ปกคลุมไม่หยุด ระหว่างนั้นยังมีเจตจำนงน่าครั่นคร้ามแผ่จิตเทพน่าหวาดกลัวออกมาด้วย
มีเสียงหัวเราะ มีเสียงร้องไห้ มีคำถามที่สุภาพ มีเสียงคำรามโกรธเคือง
ในนั้นมีเสียงมากมายที่ทำให้สวี่ชิงตัวสั่นเทา เขาทำได้เพียงปิดกั้นอย่างสุดกำลัง แผ่กระจายพลังอำนาจเทพไปในระลอกคลื่นน้ำทะเลให้ไกลออกไป ตามหาทิศทางของตัวเอง หาเส้นทางเดินทางกลับ
ขณะที่ใช้วิชา ความกดดันรอบๆ ก็รุนแรงยิ่งขึ้น เอ้อร์หนิวทางนั้นเคร่งเครียดเป็นอย่างยิ่ง ลุกขึ้นกระอักเลือดออกมาหลายครั้ง เพิ่มการซ่อนอำพราง
จวบจนกระทั่งเวลาหนึ่งก้านธูปในที่สุดก็ผ่านไป
ดวงตาทั้งสองของสวี่ชิงพลันลืมขึ้นมา หลังจากกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำหนึ่ง ในดวงตาของเขาฉายประกายเย็นเยือกออกมา ยกมือชี้ไปทางหนึ่ง
“ตรงนั้นก็คือที่ที่มหาสมุทรในอยู่!”
เอ้อร์หนิวไม่ลังเล เพิ่มพลังเรือเวทร่วมกับสวี่ชิง ทำให้ความเร็วของเรือเวทลำนี้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พุ่งทะยานไปยังทิศทางที่สวี่ชิงสัมผัสรับรู้
เวลาไหลไปช้าๆ ครึ่งเดือนผ่านไป
นับจากที่ถูกปลาอสูรกลืนเอกภพกลืนกินจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ แล้ว
ตอนนี้ในพื้นที่ที่ถูกปลาอสูรกลืนเอกภพกลืนกินในตอนนั้นไปทางตะวันออกแปดสิบล้านลี้ ในตอนที่เรือเวทที่พวกสวี่ชิงอยู่ ในพริบตาที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นน้ำทะเลก็พลันระเบิดขึ้นมา
เสียงเลื่อนลั่นดึงกึกก้อง สายธารเชี่ยวกรากราวน้ำพุประดุจสายธารต้อนรับสวรรค์พุ่งทะลักมาจากใต้ทะเล ในขณะที่ปกคลุมไปทั่วทุกทิศ ก็พัดพาเรือเวทของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวทั้งสองคนให้ขึ้นไปยังท้องฟ้า
“กระจายออกไปจนถึงขีดสูงสุด อ่อนแรงเป็นอย่างยิ่ง ไม่อาจคืนสู่เทพแท้จริง ยิ่งอยู่ริมขอบของแท่นเทวะ!”
จากการเอ่ยขึ้นของอวี้หลิวเฉิน พลังอำนาจแห่งเทพของเขาแผ่ออกไป ผสานไปในท้องฟ้า ประทับตรามหาสมุทร เกิดเป็นสัจจะวาจา ใช้ชื่อจริงของเขาพรรณา
“นับจากนั้น ในที่สุดห้วงสมุทรบรรพกาลก็เกิดเพลิงจุติ เดิมคิดจะพักผ่อน ฝึกบำเพ็ญแสนปี…ทว่าในชะตาชีวิตขององค์ท่านมีเคราะห์วิบาก วิบากนี้มาจากผู้เป็นเทพ อวี้หลิวเฉิน!”
“อวี้หลิวเฉินใช้ผลกรรมเวรแห่งเซียนคิมหันต์พันผูกเผ่ามนุษย์สองคนเป็นเหยื่อล่อ จากเวลาผ่านไปสองเดือน เทพแท้จริงที่กลับมาจากห้วงสมุทรบรรพกาล ณ ที่นี้…จงปรากฏตัวขึ้น!”
“เทพที่ปรากฏขึ้น พลังอำนาจอ่อนแรง พลังเทพต่ำเป็นอย่างยิ่ง นามแท้จริงรางเลือน ความจำย่ำแย่”
คำพูดเมื่อดังออกมา ฟ้าดินคำรามลั่น น้ำทะเลรอบๆ ซัดคลื่นท่วมฟ้าดินขึ้นมา คล้ายว่ามีเสียงคำรามต่ำทุ้มดังสะท้อนไปทั่วทุกสารทิศ
มีเพียงอวี้หลิวเฉิน ยืนอยู่กลางผืนฟ้า เสียงราวสายอัสนี ดังขึ้นเรื่อยๆ กึกก้องขึ้นเรื่อยๆ
“ดังนั้น ภายใต้การจับตามองของอวี้หลิวเฉิน เทพองค์นี้แตกดับไปเอง หายไปชั่วนิรันดร์!”
เสี้ยยวขณะต่อมา ฟ้าดินเปลี่ยนสี เสียงคำรามสะท้อนก้อง สัจจะวาจาของเขาเกิดสัญญาณแตกร้าว
อวี้หลิวเฉินขมวดคิ้ว เอ่ยต่อไป ปรับแก้เรื่องราว
“แต่อำนาจหลงเหลือของเทพองค์นี้ยังคงอยู่ ภายใต้การดิ้นรนก็ฝ่าดวงตาอวี้หลิวเฉินไปได้ แต่อวี้หลิวเฉินมีการเตรียมตัวนานแล้ว สำแดงพลังอำนาจสูงสุด กลืนกินเทพที่กลับมาลงไป!”
สัจจะวาจาคำรามลั่น ตราประทับแตกร้าว เห็นได้ชัดว่ายังไม่สำเร็จ
“การกลืนกินแม้จะล้มเหลว แต่เทพที่กลับมานามแท้จริงรางเลือนยิ่งกว่าเดิม เหลือเพียงเศษเสี้ยว หวังจะหนีไป แต่ทุกอย่างนี้ล้วนอยู่ในแผนการของอวี้หลิวเฉิน สิ่งที่เขารอก็คือช่วงเวลานี้นั่นเอง เขาไล่ตามไป!”
ครั้งนี้บนตราประทับแม้จะมีเสียงดังกึกก้อง แต่กลับไม่แตกร้าว
อวี้หลิวเฉินเห็นเป็นเช่นนี้ คำพูดก็ดังต่อไป
“ไล่ตาม…เป็นเวลาหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดวัน ในที่สุดก็ดูดซับนามแท้จริงของเทพที่กลับมาองค์นี้ได้สำเร็จ และเข้าแทนที่!”
“เพราะอวี้หลิวเฉินเล่าเรื่องนี้ อีกทั้งทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ดังนั้น องค์ท่านควรเป็นเทพแท้จริง!”
นามแท้จริงเกิดรอยพังทลายอีกครั้ง
อวี้หลิวเฉินแววตาฉายประกายประหลาด ทั่วทั้งร่างแผ่แสงเลือดท่วมฟ้า เพิ่มพลังให้กับสัจจะวาจา
“เพราะอวี้หลิวเฉินเล่าขานเรื่องนี้ อีกทั้งยังทำให้เรื่องนี้จบลง ดังนั้น องค์ท่านควรสำเร็จระดับแท่นเทวะสุดยอด ยิ่งมีโอกาสทะลวงขั้นสู่เทพแท้จริง”
ทันทีที่พูดจบ อัสนีสวรรค์ครืนครานเลื่อนลั่น มหาสมุทรซัดโหม ตราประทับแต่ละทางๆ ยิ่งเจิดจ้าพร่างพราย คล้ายสำเร็จเป็นสัจจะวาจา
เสี้ยวขณะต่อมา ท่ามกลางจิตใจที่ซัดโหมของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวที่จากไปไกล บนผิวน้ำพื้นที่ที่แต่เดิมพวกเขาอยู่บริเวณนั้น น้ำทะเลพวยพุ่งน่าครั่นคร้าม เสียงพึมพำนับไม่ถ้วนดังท่วมฟ้า
ก่อเป็นพลังกดดันสูงสุด ควบคุมโลก
เสียงพึมพำเหมือนเพลงโบราณดังก้อง
ความกดดันนั่นที่เหมือนเวลาที่คืนกลับมาหลอมรวม
บนท้องฟ้า อวี้หลิวเฉินสายตาฉายประกายประหลาด เขาวางแผนมาหลายหมื่นปี ตัวละครหลักในเรื่องเล่าที่ตัวเองเลือกอย่างตั้งใจรอบคอบ ในที่สุด…ก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา