บทที่ 1011 แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณหลอมหลี่จื่อเหมย
มณฑลรับเสด็จราชันมีรายงานลับครองกระบี่ ส่งอย่างเร่งด่วนมายังเขตปกครองผนึกสมุทร!
เจ้าวังโถงครองกระบี่เขตปกครองผนึกสมุทรเมื่อได้รับรายงานลับ ก็ส่งผู้แข็งแกร่งโถงครองกระบี่ให้มุ่งหน้าไปยังมณฑลรับเสด็จราชัน ขระเดียวกันก็รายงานเรื่องนี้กับสวี่ชิง
“เมื่อยี่สิบวันก่อน มณฑลรับเสด็จราชันมีสำนักชื่อว่าสำนักเซียนล้ำบารมี ประกาศจับลูกศิษย์ของสำนักตนหลี่จื่อเหมย ประกาศแจ้งแก่ทุกมณฑล สตรีผู้นี้กลายเป็นมาร ไม่ใช่เผ่ามนุษย์แล้ว สังหารศิษย์สำนักเดียวกัน เหี้ยมโหดเป็นอย่างยิ่ง”
“หลังจากนั้นได้หักหลังสำนักหลบหนี สำนักเซียนล้ำบารมีสังหารไล่ล่าอยู่สิบวัน”
“ในสิบวันนี้ กองกำลังเล็กๆ หลายสิบกองของสำนักเซียนล้ำบารมีถูกสังหารไปกว่าครึ่ง”
“ระหว่างทาง สตรีผู้นี้ได้พบกับชิงชิว ผู้ครองกระบี่กรมครองกระบี่มณฑลรับเสด็จราชันที่ออกไปปฎิบัติภารกิจข้างนอก ทั้งสองไม่ทราบว่าเกิดเหตุพิพาทขัดแย้งอะไรกัน หายตัวไปที่แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณ”
……
เจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นด้วยความทุ่มเททั้งหมดของสำนักเจ็ดเนตรโลหิต ทะยานข้ามทะเลต้องห้าม ใช้เวลาเพียงหนึ่งวันก็ข้ามผ่านมหาสมุทรใน ในยามที่ปรากฏตัวขึ้นที่มณฑลรับเสด็จราชัน สวี่ชิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในเจดีย์วิเศษ ก็ได้รับรายงานลับที่ส่งมาจากกรมครองกระบี่ฉบับนี้
“ชิงชิว…”
สวี่ชิงเก็บจิตเทพจากแผ่นหยก ในสมองมีเรื่องราวในอดีตในตอนที่อยู่ฐานที่มั่นคนเก็บขยะในตอนนั้น เงาร่างของเด็กหญิงคนนั้น และเรื่องในภายหลังที่กรมครองกระบี่ผุดขึ้นมา
และยังมีความยึดมั่นของอีกฝ่าย
ส่วนอีกชื่อหนึ่ง สวี่ชิงก็มีความทรงจำอยู่บ้าง นั่นเป็นหญิงสาวที่อยู่ในสำนักเจ็ดเนตรโลหิต ค่อนข้างคล้ายกับชิงชิว นิสัยค่อนข้างอ่อนแอ แต่มีใจที่รักศักดิ์ศรีสูงมาก
และภายหลังสำนักเซียนล้ำบารมีได้รับตัวไป เมื่ออดีตในตอนที่อยู่บนแม่น้ำบรรพกาลเร้นหมื่นเทพได้ประสานสายตากับสวี่ชิง
หลี่จื่อเหมยในตอนนั้นกำลังไปรับมรดก หลังจากนั้นสวี่ชิงมุ่งหน้าไปยังเขตปกครองผนุกสมุทร ทั้งสองขาดการติดต่อกันไป
“แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณ…”
สวี่ชิงมองหลิงเอ๋อร์ที่หลับลึกผาดหนึ่ง ในใจในยามที่ขบคิด น้องเก้าที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยราบเรียบ
“เจ้ามีเรื่องที่ต้องไปจัดการหรือ”
สวี่ชิงมองไปทางท่านปู่เก้า
“ได้รับรายงานลับของกรมครองกระบี่ มีสหายสองคนหายตัวไปในแดนต้องห้ามเสียงวิญญาณขอรับ”
น้องเก้าเมื่อได้ยิน สายตากวาดไปบนร่างหลิงเอ๋อร์ เอ้อร์หนิวที่อยู่ข้างๆ ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า
“แดนต้องห้ามเสียงวิญญาณหรือ แดนศักดิ์สิทธิ์ขนาดสักกะปิ๊ดหนึ่ง ทำลายไปเสียก็สิ้นเรื่อง! ใครหายตัวไปที่นั่น”
“ชิงชิว” สวี่ชิงเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
“ชิงชิว ยัยเด็กที่แย่งของวิเศษของโยวจิง จากนั้นก็มาเป็นผู้ครองกระบี่เหมือนกัน แล้วก็ไปแผ่นดินใหญ่คลื่นศักดิ์สิทธิ์กับพวกเราด้วยคนนั้นน่ะหรือ ข้านึกขึ้นได้ละ นางชอบแบกเคียว จากนั้นในเคียวนั่นมีวิญญาณศัสตรา ขณะเดียวกันก็เป็นผู้หญิงโรคจิตที่มีเขตแดนจิตโลหิต!”
เอ้อร์หนิวนึกย้อนครู่หนึ่ง นึกขึ้นได้ทันทีว่าคนที่สวี่ชิงพูดคือใคร จากนั้นสีหน้าก็เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
“อีกคนหนึ่งเป็นใคร”
“หลี่จื่อเหมย” สวี่ชิงตอบ
“หลี่จื่อเหมยหรือ ใครกัน ไม่มีความทรงจำ”
เอ้อร์หนิวค้นความทรงจำก็นึกไม่ออกว่าหลี่จื่อเหมยเป็นใคร เห็นได้ชัดว่าสำหรับเขาแล้ว หลี่จื่อเหมยไม่ว่าจะอยู่ที่สำนักเจ็ดเนตรโลหิตหรือสำนักเซียนล้ำบารมีล้วนไม่เป็นที่สนใจ
ตอนนี้น้องเก้าสายตาดึงมาจากร่างหลิงเอ๋อร์ที่หลับสนิทกลับมา เอ่ยราบเรียบ
“แดนต้องห้ามแดนหนึ่งเสียเวลาไม่เท่าไร อยากไปก็ไปเถิด”
สวี่ชิงพยักหน้า บังคับเจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์ผ่านไปจากท้องฟ้าเหนือสมาพันธ์แปดสำนักมณฑลรับเสด็จราชันไปอย่างรวดเร็ว พุ่งตรงไปยังเทือกเขาแห่งหนึ่ง
เทือกเขาแห่งนั้นรวมกลุ่มขึ้นจากภูเขาสีดำมหึมาทอดตัวสลับเรียงรายเป็นทิวแถว สูงต่ำต่างกันไป ทอดตัวสุดลูกหูลูกตา แผ่ไปยังส่วนลึกของมณฑลรับเสด็จราชัน มองไม่เห็นสุดปลายขอบฟ้า
มองไปไกลๆ เหมือนซากร่างสัตว์ยักษ์ มืดดำสลัวเลือนราง เหมือนมีภูตผีปีศาจซ่อนอยู่ ดูแล้วเต็มไปด้วยความน่าขนลุก
ยิ่งมีป่าปีศาจต้นไม้แปลกประหลาดตลอดจนสิ่งประหลาดนับไม่ถ้วน ตลบอวลอยู่ในนั้น
นี่ก็คือเทือกเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัยของมณฑลรับเสด็จราชัน!
บริเวณติดทะเลของเทือกเขาแห่งนี้ด้านหนึ่งคือสมาพันธ์แปดสำนัก อีกด้านหนึ่งคือเขาไตรวิญญาณสะกดมรรคาที่เคยมีชื่อเสียงเหี้ยมโหดเลื่องลือในมณฑลรับเสด็จราชันนั่นเอง
ตอนนี้เจดีย์วิเศษที่สวี่ชิงอยู่ทะยานไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตาที่มาปรากฏตัวอยู่กลางท้องฟ้าเขาล้ำบารมีพ้นเคราะห์ภัยก็พลันหยุดลง
จากทางเขาไตรวิญญาณสะกดมรรคามีเงาร่างสองร่าง ร่างหนึ่งสูง ร่างหนึ่งเตี้ยปรากฏตัวขึ้น กำลังมองมาทางเจดีย์อย่างตื่นตะลึง
ร่างสูงใหญ่ ร่างของเขาผอมแห้งราวฟืน เหมือนโครงกระดูกขนาดใหญ่ ในขณะที่กระดูกปูดโปน ที่หลังก็เหมือนภูเขาลูกย่อมๆ นูนขึ้นมา
มองไปให้ละเอียด จะเห็นได้ว่าภูเขาลูกเล็กที่นูนขึ้นมาลูกนั้นเป็นก้อนเนื้อขนาดมหึมา บนนั้นเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดงคล้ำ น่าสยดสยองขนลุกขนพองนัก เหมือนว่าก้อนเนื้อนี้ดูดเลือดเนื้อทั่วทั้งร่างของเขาไปหมด
ส่วนเงาร่างเตี้ยข้างกายเขาเป็นคนแคระคนหนึ่ง
คนแคระผู้นี้สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ ดวงตาเล็กเรียว หน้าผากโหนกนูนออกมา คิ้วทั้งสองข้างตกลงมาถึงแก้ม ขณะที่คางเว้าเข้าไปด้านใน ทำให้เคราของเขาแยกออก ปลายเครายกโค้งเข้าด้านใน คล้ายกับเขี้ยวอสูร
รอบกายของเขามีหมอกดำลอยวน แปรเปลี่ยนเป็นตะขาบเลื้อยพันไปมาอยู่ตลอด ส่งเสียงกรีดร้องแสบแก้วหูออกมา ส่งเสียงสั่นเครือ
เห็นได้ชัดว่า การปรากฏขึ้นและหยุดนิ่งของเจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งพลังกดดันที่แผ่ออกมาจากบนนั้นทำให้สองท่านนี้ ในใจสั่นสะท้านรุนแรง
จวบจนกระทั่งเงาร่างของสวี่ชิงเดินออกมาจากในเจดีย์ ทันทีที่ประสานสายตากับพวกเขา เงาร่างมายามหึมาสองร่างนี้ก็ถอนหายใจโล่งอก จากนั้นในดวงตาก็ฉายประกายแรงกล้า ต่างก้มศีรษะต่ำ โค้งคารวะมาทางสวี่ชิง
พวกเขาก็คือวิญญาณนภาไทกวงและวิญญาณปฐพีเจวี๋ยหยาง!
ตอนนั้นสวี่ชิงยืมพลังของพวกเขาผนึกแดนต้องห้ามมรณะ ได้ให้สัญญาเอาไว้ ในอนาคตจะช่วยพวกเขาทำลายพันธนาการกับจักรพรรดิภูต ได้เป็นอิสระโยสมบูรณ์
“ข้าไม่เคยลืมคำสัญญา รอเมื่อข้ามีพลังระดับเตรียมสู่เทวะ ก็จะมาทำตามคำสัญญา”
สวี่ชิงเอ่ยเสียงต่ำทุ้ม
วิญญาณนภาและวิญญาณปฐพีเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ในใจต่างมีความคิดเป็นระลอกคลื่นขึ้นมา เส้นทางการผงาดขึ้นของสวี่ชิงตลอดทางมานี้ แม้พวกเขาจะไม่อาจเห็นเป็นประจักษ์พยานได้โดยตรง แต่ในจุดที่เป็นจุดสำคัญสองเรื่อง พวกเขาล้วนเห็นเองกับตา
ครั้งแรกที่เห็นคือสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวยังเป็นโจรกระจอกที่แอบมาที่นี่ เตรียมขโมยเสื้อผ้าอาภรณ์ของโยวจิง ด้วยพลังบำเพ็ญในตอนั้น วิญญาณทั้งสามไม่ว่าตนไหนล้วนเพียงยกมือก็บดขยี้สังหารได้ทั้งนั้น
ส่วนครั้งที่สองที่ได้เห็นคือสวี่ชิงพาชิงฉินมาที่นี่ ขอให้วิญญาณนภาและปฐพีทั้งสองลงมือ
ในตอนนั้น สวี่ชิงได้แสดงเค้าลางของการผงาดขึ้นออกมาแล้ว ดังนั้นวิญญาณนภาจึงเลือกเดินหมากที่ไม่ได้หวังผลไปหนึ่งตา
แต่สำหรับวิญญาณนภาแล้ว หมากที่ไม่ได้หวังผลก็เป็นเพียงแค่หมากที่ไม่ได้หวังผล เขาเองก็ไม่ได้มั่นใจนักว่าในอนาคตจะสามารถใช้หมากนี้ได้จริงหรือไม่
แต่พวกเขาไม่ว่าจะอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่า นับจากนั้นสวี่ชิงจะประสบความสำเร็จราบรื่นมาโดยตลอด ออกจากเขตปกครองผนึกสมุทร เข้าไปในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา รวบแผ่นดินใหญ่คลื่นศักดิ์สิทธิ์ ไปเมืองหลวง…
จวบจนกระทั่งตอนนี้ ไม่เพียงแต่เป็นนายของสองดินแดนเท่านั้น ยิ่งเป็นพระอาจารย์ของรัชทายาท ทั้งยังเป็นมหาขุนพลฟ้าทมิฬ ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งโลกแดนบูรพาแห่งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
เพื่อเขาคนเดียว แดนศักดิ์สิทธิ์แดนหนึ่งดับสูญ
ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้น สวี่ชิงเดินออกไปจากเจดีย์วิเศษ ยืนอยู่กลางท้องฟ้า
แสงสลัวทำให้สรรพสิ่งทั้งหลายรางเลือน แต่สาดมาบนร่างเขากลับทำให้รางเลือดไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ร่างของเขาเหยียดตรง เงาร่างของเขาชัดเจน สายตาของเขาล้ำลึก
เอ่ยราบเรียบ
“นายแห่งแดนต้องห้ามแห่งนี้ ออกมาพบข้า”
ประโยคนี้ เก้าตัวอักษรนี้ ทันทีที่ดังออกมา แดนต้องห้ามทั้งแดนก็พลันส่งเสียงระเบิดนับไม่ถ้วนออกมา
มีเสียงลม มีเสียงใบไม้ไหว มีเสียงน้ำหยด มีเสียงหนองน้ำบนพื้นแผ่นดิน…
เสียงมากมายนับไม่ถ้วน รวมด้วยสรรพสิ่งทั้งหลาย รวมด้วยทุกอย่างในแดนต้องห้าม ในเสี้ยวขณะนี้ต่างส่งเสียงออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ทั้งหมด
ไม่ว่าเสียงใด ภายใต้อำนาจของสวี่ชิง ความเคลื่อนไหวใดๆ ล้วนอยู่ในความรอบรู้แห่งเทพของเขา
เสียงทุกเสียงที่ดังออกมาจากในแดนต้องห้ามแห่งนี้ ในเสี้ยวขณะนี้ไม่ใช่ของแดนต้องห้าม
เป็นของสวี่ชิง!
รวมเข้าด้วยกัน ผสานเก้าตัวอักษรที่เขาพูดออกมา ทำให้เก้าตัวอักษรนี้สั่นคลอนฟ้าดิน ระเบิดทุกอย่างกึกก้อง
ภายใต้อำนาจแห่งเสียง แดนต้องห้ามไม่ยอมสยบไม่ได้
ภาพนับไม่ถ้วน ความรู้ความเข้าใจนับไม่ถ้วน ในเสี้ยวขณะนี้ฉายมาเบื้องหน้าสวี่ชิง
เขาเห็นทุกอย่างในนั้น และมองเห็น…เงาร่างของหลี่จื่อเหมยในส่วนลึกของแดนต้องห้ามแห่งนี้
นางถูกฝังไปในต้นไม้แปลกประหลาดต้นหนึ่ง ผมยาวระพื้น ดวงตาทั้งสองปิดสนิท แต่สีหน้าเหี้ยมเกรียม รังสีอำมหิตแผ่อวล
ส่วนกลิ่นอายของนางก็แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง ใกล้จะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับแดนต้องห้ามแห่งนี้แล้ว
และในตอนนี้เอง ในพริบตาที่สวี่ชิงควบคุมแดนต้องห้ามทั้งแดน…
หลี่จื่อเหมยที่ถูกฝังในต้นไม้ โผล่เพียงแค่ศีรษะออกมา ดวงตาทั้งสองที่ปิดสนิทก็พลันลืมตื่นขึ้นมา เผยสายตาสีเลือดเข้มข้น ฉายความโหดเหี้ยมสะท้านสะเทือนออกมา
ใบหน้าเล็กๆ ที่แต่เดิมงดงาม ตอนนี้ท่ามกลางความเหี้ยมเกรียมยังเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีดำเป็นทางๆ รวมกลุ่มเป็นภาพหน้าผี มองมาทางสวี่ชิง
ภาพนี้ทำให้สวี่ชิงถอนหายใจเบาๆ ในใจ
เขานึกถึงจดหมายบอกลาที่หลี่จื่อเหมยทิ้งไว้ให้ตนก่อนจากฉบับนั้น
ภาพในอดีตฉายชัดในใจ
……
“ศิษย์พี่สวี่ชิง ข้าอยู่ที่สำนักเซียนล้ำบารมีสุขสบายดีทุกอย่าง…”
“ข้ากำลังจะไปเข้าร่วมพิธีสัมผัสรับรู้ของสำนักเซียนล้ำบารมี…หากสำเร็จ นิสัยของข้าอาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย”
“ข้าไม่รู้ว่าข้าจะทำสำเร็จหรือไม่ และไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปเช่นไร…แต่ข้าไม่อยากอ่อนแอต่อไป”
“ศิษย์พี่สวี่ชิง สุดท้ายนี้ขออวยพรท่านจากใจจริง ขอให้ท่านดียิ่งขึ้นไป ดียิ่งขึ้นไปตลอดกาล อยู่ดีมีสุขตลอดไป”
“หลี่จื่อเหมย”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา