………………..
สำหรับจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลแล้ว หลายปีมานี้ แม้องค์ท่านมักจะทรงหิวอยู่บ่อยๆ แต่ปากกลับเลือกกินขึ้นมาเล็กน้อยอย่างไม่ทันรู้ตัว
ตอนนั้นองค์ท่านไม่ว่าจะเห็นสิ่งมีชีวิตคุณสมบัติเทพประเภทใดก็ตาม ล้วนเบิกตาโตหมด ความหิวในใจมากพอที่จะท่วมจมซึ่งทุกสิ่ง กลืนกินลงไปในคำเดียวอย่างไม่ลังเลอีกทั้งไม่มีพฤติกรรมเลือกกิน
ไม่ว่าคนอื่นจะรู้สึกว่าอร่อยหรือไม่อร่อย อย่างไรเสียองค์ท่านก็รู้สึกว่าอร่อยเลิศล้ำ
ดังนั้นท่าทางการกินจึงไม่น่ามองเอามากๆ
แต่ตอนนี้…สำหรับตุ๊กตาไม้ตัวนี้ความจริงแล้วองค์ท่านในใจดูแคลนนิดๆ
ในเมื่อ มื้อที่แล้วขององค์ท่านเป็นเนื้อชุ่มเลือดของชื่อหมู่เชียวนะ
เทียบกับเนื้อชุ่มเลือดของชื่อหมู่แล้ว ตุ๊กตาไม้ตัวนี้ไม่ต่างอะไรกับเนื้อยุงเลย
ดังนั้น สำหรับสวี่ชิงทางนั้น ในใจของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลซับซ้อนนัก ปากแม้จะสบถก่นด่าว่าอย่าได้มาอีก แต่ในใจกลับคำรามเสียงต่ำทุ้มเลื่อนลั่น
แต่หากสวี่ชิงไม่มาแล้วจริงๆ องค์ท่านความจริงแล้วก็อาลัยอาวรณ์อยู่นิดๆ เหมือนกัน
ความคิดที่ซับซ้อนเช่นนี้ทำให้ในใจจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลยิ่งหงุดหงิด ตอนนี้ในตอนที่เอ่ยปาก โลกวิญญาณบรรพกาลทั้งใบก็คำรามเลื่อนลั่น ภายใต้การบังคับขององค์ท่าน คลื่นวนมหึมาลูกหนึ่ง ก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าเหนือพวกสวี่ชิงทั้งสามคน แรงดูดมหาศาลที่ส่งออกมาฉุดกระชากโลก
สำหรับวิธีต้อนรับแขกที่เหมือนกับถูกขับไล่แบบนี้ น้องเก้าไม่ได้ไปคิดเล็กคิดน้อย ถือปราณจักรพรรดิทั้งสิบสามกลุ่มเอาไว้ ไม่พูดไม่จา ก้าวไปทางคลื่นวน
เอ้อร์หนิวทางนั้นก็ไม่สนใจสถานการณ์ที่ถูกขับไล่แบบนี้เหมือนกัน เขาชินเสียแล้ว…ตอนนี้เลียริมฝีปาก ในดวงตาฉายประกายวาววาบขึ้น พุ่งไปยังคลื่นวน
ส่วนสวี่ชิง เขาย่อมมีมารยาท ดังนั้นก่อนจาก จึงโค้งคารวะไปทางจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลก่อน
“เช่นนั้นผู้เยาว์ก็ไม่รบกวนฝ่าบาทปิดด่านแล้ว ขอให้ฝ่าบาทเส้นทางราบรื่น ออกจากด่านในเร็ววัน”
ไม่ว่าประโยคนี้จะแฝงด้วยความจริงใจมากน้อยเท่าใด ตอนนี้ได้ยินสวี่ชิงพูดออกมา จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลแม้ในใจจะหงุดหงิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าสวี่ชิงล้วนมีมารยาทเกรงอกเกรงใจตนมาโดยตลอด
เทียบกับน้องเก้าคนหยาบช้าป่าเถื่อนที่แค่เห็นหน้าก็ชักกระบี่ใส่กัน ทั้งยังมีเจ้าคนโง่หน้าตาเจ้าเล่ห์ ทำให้คนเมื่อเห็นเพียงผาดเดียวก็ต้องกังวลว่ากระเป๋าเงินของตัวเองหายไปแล้วหรือเปล่านั่น
ความเคารพนอบน้อมของสวี่ชิงก็ยิ่งเด่นชัด
“ฝ่าบาท ป้ายคำสั่งก่อนหน้านี้อันนั้นใช้การไม่ได้แล้ว และผู้เยาว์จากนี้อาจจะพบเจอเครื่องสังเวยที่ดียิ่งกว่า หากเป็นเพราะป้ายคำสั่งทำให้ไม่อาจส่งกลับมาได้ทัน…”
สวี่ชิงมองไปทางจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาล สำหรับกำลังรบที่ใช้ได้เป็นอย่างดีเบื้องหน้านี้ เขาไม่อยากล้มเลิกไปง่ายๆ แบบนี้
จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลเงียบนิ่ง หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็แค่นเสียงออกมา เพียงพริบตา คลื่นวนเหนือศีรษะสวี่ชิง แรงดูดพลันปะทุเพิ่มขึ้น แรงผลักที่มาจากโลกใบนี้ยิ่งพลุ่งพล่าน
เห็นเป็นเช่นนี้ ในใจสวี่ชิงแม้จะเสียดาย แต่ก็ไม่ได้ฝืนดื้อรั้นดึงดัน ร่างเพียงไหววูบก็พุ่งตรงไปยังคลื่นวน
และในยามที่ที่เงาร่างของเขาไปในคลื่นวน ในเสี้ยวพริบตาที่จะหายไป ป้ายคำสั่งแผ่นหนึ่งก็ลอยมาจากความว่างเปล่า พุ่งเข้ามาในคลื่นวน เสี้ยวขณะต่อมา คลื่นวนส่งเสียงดังกึกก้อง หายไปจากโลกวิญญาณบรรพกาล
โลกวิญญาณบรรพกาลทั้งใบเงียบสงัดทันที
จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลสุดท้ายแล้วก็ส่งป้ายคำสั่งออกไป
ดวงตามหึมาหลับลงช้าๆ
เพียงแต่ องค์ท่านไม่ได้ค้นพบว่า ในโลกวิญญาณบรรพกาล ในโคลนบนพื้น ในโครงกระดูกมหาศาลมีโครงกระดูกเล็กโครงหนึ่ง ตอนนี้ในดวงตาฉายประกายแสงสีฟ้าที่ฉายวาบแล้วหายวับไป
ในกระดูกของโครงกระดูกโครงนี้มีหนอนสีฟ้าตัวหนึ่งแอบซ่อนอยู่
บนตัวหนอนแผ่พลังแอบซ่อนของตำราหินไร้อักษรอยู่ อำพรางกลิ่นอายทั้งหมดของตัวมัน
นี่ย่อมเป็นสิ่งที่เอ้อร์หนิวทิ้งเอาไว้
ในวันเวลาในอนาคต โครงกระดูกเล็กอยู่ในโลกแห่งความตายใบนี้ ก็ค้นหาไปที่ละเล็กทีละน้อย สำรวจไปทีละนิด หาของวิเศษที่ร่างจริงได้กลิ่น…
ท่านปู่เก้าเดินทางจากไปแล้ว พาหลิงเอ๋อร์ไปด้วย
ในยามที่ปราณจักรพรรดิทั้งสิบสามกลุ่มผสานไปในร่างหลิงเอ๋อร์ทั้งหมดแล้ว คำสาปสายเลือดของหลิงเอ๋อร์ ในที่สุดก็ถูกควบคุมโดยสมบูรณ์ ในเวลาสั้นๆ ไม่มีทางเกิดปัญหาใดๆ อีก
พลังบำเพ็ญของนางก็ยกระดับขึ้นอย่างราบรื่น เริ่มทะลวงระดับสมบัติวิญญาณ
เพราะความพิเศษของคุณสมบัติกายเผ่าวิญญาณบรรพกาล ดังนั้น ในช่วงที่การยกระดับพลังบำเพ็ญช่วงนี้จึงไม่ติดขัดอะไร แต่กลับต้องหลับใหล
แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ในปัจจุบัน ควันปืนลอยทั่วทุกทิศ เทียบกันแล้วแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราปลอดภัยกว่า
ในเมื่อเรื่องที่หลี่จื้อฮว่ากำลังจะกลับมา เผ่าแข็งแกร่งในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ล้วนรู้ทั้งสิ้น กระทั่งว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนไม่ลงมาเยือนที่แผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา
ดังนั้น ให้หลิงเอ๋อร์กลับแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราไปปิดด่าน ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
แต่เดิมสวี่ชิงก็คำนึงเหมือนกันว่าจะกลับไปแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราสักรอบดีหรือไม่
แต่ราชโองการที่มาจากเมืองหลวงเผ่ามนุษย์ ทำให้ความคิดของสวี่ชิงต้องเปลี่ยน
“เรียกสวี่ชิง อาจารย์แห่งองค์รัชทายาทกลับเมืองหลวงเผ่ามนุษย์เข้าเฝ้า จงส่งกองทัพเขตปกครองผนึกสมุทร แบ่งเป็นสามกลุ่มให้ทยอยมุ่งหน้าเดินทัพมา”
ไม่ว่าจะเนื่องจากอดีตที่ผ่านมาของเผ่ามนุษย์ หรือจะเป็นการเตรียมการของจักรพรรดินีหลังจากที่ตนหายไป ในการเผชิญหน้ากับการลงมาเยือนของแดนศักดิ์สิทธิ์ในวันนี้ ทางทิศตะวันออกบริเวณเผ่านภาคิมหันต์ตลอดจนแผ่นดินใหญ่เมืองหลวงเผ่ามนุษย์ ในขั้นที่สงครามขนาดเล็กปะทุอยู่เรื่อยๆ
สวี่ชิงไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธการเรียกเข้าเฝ้า
ดังนั้น หลังจากที่มองเงาร่างของท่านปู่เก้าค่อยๆ จากไปไกลจนลับสายตาแล้ว สวี่ชิงก็มองไปยังศิษย์พี่ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ
เอ้อร์หนิวไม่ได้สนใจว่าน้องเก้าจะจากไปหรือไม่ และไม่สนใจราชโองการของจักรพรรดินี ตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของเขาอยู่ที่หนอนที่ตนทิ้งเอาไว้ในโลกวิญญาณบรรพกาลตัวนั้น
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เอ้อร์หนิวดวงตาเป็นประกายวาบ
“สัมผัสได้ ฮ่าๆ”
เอ้อร์หนิวตื่นเต้นดีใจ
สวี่ชิงเพียงแค่ผาดเดียวก็รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่จะต้องวางแผนในโลกของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงเตือนขึ้นประโยคว่า
“ศิษย์พี่ใหญ่ โลกความตายของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาล ข้าเคยไปมาหลายครั้ง”
เอ้อร์หนิวมองไปทางสวี่ชิง
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่ค่อยมีความรู้สึกเท่าใด แต่ครั้งนี้…บางทีอาจเป็นเพราะความแตกต่างของพลังบำเพ็ญ และบางทีอาจเป็นเพราะความแตกต่างของกายเนื้อของข้า ข้าสัมผัสได้ถึงประหลาดอัศจรรย์บางอย่าง”
บางเขตถูกสำรวจ อย่างตำหนักที่วิชาเซียนเก็บอยู่ วิชาเซียนในนั้น ตอนนี้เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของเขตปกครองผนึกสมุทร
และบางเขตก็ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่ที่ห้ามเข้าไป ยกตัวอย่างเช่นตำหนักหงส์
เป้าหมายของสวี่ชิงในตอนนี้ ก็คือตำหนักนี้นั่นเอง
เขาเดินมาทีละก้าวๆ มาถึงยังข้างหน้าตำหนักหงส์ เงยหน้าจ้องมองพื้นที่ที่เคยอัศจรรย์ลึกลับแห่งนี้
ตอนนั้นเขาอยู่ที่นี่ก็ได้สูญเสียความทรงจำไปส่วนหนึ่ง
ภายหลังในที่สุดก็ได้รู้ว่า ตำหนักแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ธิดาของจักรพรรดิโบราณเสวียนโยวแตกดับ ซึ่งก็เป็นที่เก็บของตะเกียงดำจื่อเสวียน
ยิ่งเป็น…สถานที่ที่จื่อเสวียนรับมรดกในตอนนี้
ยืนอยู่นอกตำหนัก สิ่งแรกที่สวี่ชิงสัมผัสได้คือกลิ่นอายของบรรพจารย์สำนักวัชระ
แทบจะในเสี้ยวพริบตา เหล็กแหลมที่บรรพจารย์สำนักวัชระอยู่ จากกระเบื้องบนหลังคาก็พุ่งทะยานออกมาทันที หลังจากที่แปลงเป็นเงาร่างของโหยวหลิงจื่อ ก็คุกเข่าคำนับสวี่ชิงทันที
“คารวะนายท่าน!”
บรรพจารย์สำนักวัชระใบหน้าตื่นเต้น
เจ้าเงาที่อยู่ใต้ร่างสวี่ชิงก็แผ่ระลอกคลื่นเล็กน้อย แปรเปลี่ยนเป็นดวงตา สำรวจศัตรูตัวฉกาจที่อยู่ข้างหน้าชาตินี้ของตัวเอง
“จื่อเสวียนเป็นเช่นไรบ้าง”
สวี่ชิงเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
“เรียนนายท่าน หลังจากที่นายหญิงเข้าไปในตำหนักก็ไม่ได้ออกมาเลย ระหว่างนี้ข้าน้อยคอยคุ้มกันอยู่ที่นี่ ไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนเข้าใกล้ทั้งนั้นขอรับ”
“นอกจากนี้นายหญิงก่อนที่จะเข้าไปในตำหนักได้พูดไว้ว่า หากนายท่านมาที่นี่ ก็อย่าได้ฝืนบุกเข้าไปในตำหนักนี้ ให้เวลานางสักหน่อย ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด นางสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง เมื่อสำเร็จแล้ว นางจะไปหาท่าน”
บรรพจารย์สำนักวัชระรีบเอ่ย
สวี่ชิงเมื่อได้ยิน สายตาก็จับจ้องไปที่ตำหนัก ความรอบรู้แห่งเทพของเขาอยู่ที่นี่ไม่อาจแผ่เข้าไปได้ ทำได้เพียงสัมผัสได้เล็กน้อยเท่านั้น ระลอกคลื่นในนั้นอยู่ในสภาวะเสถียร
ดังนั้นเขาจึงเก็บความรอบรู้แห่งเทพลงไป นั่งลงเงียบๆ ที่นอกตำหนัก ดวงตาทั้งสองหลับลง ขัดสมาธินั่งสมาธิ
เวลาหนึ่งคืนผ่านพ้นไป
คืนนี้ บรรพจารย์สำนักวัชระเคร่งขรึม เจ้าเงาระมัดระวัง ทั้งสองฝ่ายต่างมีความคิดมากมาย คิดวิธีต่างๆ มาจัดการอีกฝ่ายในอนาคต
แต่ว่า แม้จะสบตากันในบางครั้งแต่การแสดงออกมาไม่เหมือนกัน เจ้าเงาเต็มไปด้วยจิตปฏิปักษ์ บรรพจารยย์สำนักวัชระกลับยิ้ม
จวบจนเมื่อท้องฟ้าเขตปกครองผนึกสมุทรราตรีมืดมลายหายไป อาทิตย์รุ่งอรุณลอยขึ้น สวี่ชิงลืมตา หลังจากมองไปทางตำหนักหงส์อีกครั้ง เขาหันหลังไปจากที่นี่
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม ภายใต้การน้อมส่งของตัวแทนฝ่ายต่างๆ เขตปกครองผนึกสมุทร ค่ายกลเขตปกครองผนึกสมุทรโคจรกึกก้องกัมปนาท เงาร่างของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวก็รางเลือนไปในค่ายกล
จวบจนหายลับไป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา