บทที่ 1027 แอบกินจริงๆ ด้วย!
………………..
ไม่มีความเข้าใจต่อความเป็นมนุษย์และความเป็นเทพมากพอไม่มีทางพูดแนวคิดที่อัศจรรย์ไม่ธรรมดา ลึกล้ำเหนือความคาดหมายแบบนี้ออกมาได้
ดังนั้นคำพูดของเอ้อร์หนิวเพียงดังออกมา แนวคิดของสวี่ชิงก็ถูกขัดจังหวะ
ตอนนี้เขาที่ความเป็นมนุษย์กลับคืนมา ก็ไม่ได้มีความคิดเป็นเหตุเป็นผลขั้นสุดอย่างก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้น คำพูดที่น่าตื่นตะลึงของเอ้อร์หนิวจึงแผ่ระลอกกระทบจิตใจ
ในเมื่อ…คนทั่วไปไม่มีทางขบคิดปัญหาแบบนี้
คำพูดของจักรพรรดินีไม่ว่าจะฟังอย่างไรล้วนแฝงไว้ด้วยความหมายที่จะดูแล เตือนพวกเขาว่าในสงครามวุ่นวาน อย่าได้ไปทำเรื่องที่อันตรายบางอย่าง สงบจิตใจฝึกบำเพ็ญถึงจะเป็นเรื่องสำคัญ
แต่เห็นได้ชัดว่าในความเข้าใจของเอ้อร์หนิวไม่ใช่เช่นนั้น
ดังนั้น สวี่ชิงจึงเอ่ยเตือนอย่างอดไม่ได้
“ศิษย์พี่ใหญ่ เบาๆ หน่อย…จักรพรรดินีอาจจะยังไม่ไป”
เอ้อร์หนิวตกใต มองไปรอบๆ โดยสัญชาตญาณ เอ่ยเสียงดัง
“ฮ่าๆ ข้าล้อเล่น เอ่อ…ในวิญญาณเฟิงหลินเทาซ่อนมรดกไว้ใช่ไหม ข้าจะไปตรวจดูเดี๋ยวนี้ว่าเป็นมรดกอะไรกันแน่”
พูดแล้วเอ้อร์หนิวก็รีบล้วงวิญญาณเฟิงหลินเทาออกมา ถือไว้ในมือจ้องอย่างโหดเหี้ยม
เฟิงหลินเทาตัวสั่นเทา หลังจากประสานสายตากับเอ้อร์หนิว ความรู้สึกสั่นสะท้านในใจก็ยิ่งรุนแรง โดยเฉพาะเขาคนนี้เป็นคนขี้ระแวง และคนขี้ระแวงก็มักจะมีจินตนาการกว้างไกล
ตอนนี้ในจินตนาการของเขามีภาพนับไม่ถ้วนที่ตัวเองถูกวิธีที่โหดเหี้ยมต่างๆ นานาบีบเค้นถามมรดกผุดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค้นวิญญาณ หรือเป็นหลอมวิญญาณ หรือจะเป็นส่งตัวเองเข้าไปในร่างอสูรร้ายทำการทรมาน…
ความคิดพวกนี้ก่อเป็นคลื่นลูกใหญ่ ซัดกระหน่ำไปในทะเลวิญญาณของเขาไม่หยุด ทำให้เมื่อเอ้อร์หนิวทางนั้นยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เฟิงหลินเทาก็เป็นฝ่ายพูดออกมาอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณสหายเอ้อร์หนิวที่ช่วยชีวิต ข้าแซ่เฟิงไม่มีอะไรจะตอบแทน ยินดีมอบมรดกให้!!”
“มรดกนี้ดูเหมือนรางเลือนเป็นภาพมายา แต่แท้จริงกลับไม่ใช่เช่นนั้นเสียทั้งหมด นั่นเป็นตราประทับตราหนึ่ง ทันทีที่สัมผัสรับรู้สำเร็จก็จะสามารถแปลงเป็นรอยเต๋าอำนาจมากมาย!”
เฟิงหลินเทาชิงเอ่ยปากก่อน
เขาไม่กล้ามีความคิดเป็นอื่น เพราะเขานึกย้อนว่าหลังจากที่ตัวเองมาถึงแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ทุกครั้งที่ได้เจอกับเอ้อร์หนิวและสวี่ชิงล้วนแต่ซวยขั้นสุด เกือบตายเสียทุกครั้ง
ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่เขาคิดในใจคือรักษาชีวิตรอด
และการตอบรับอย่างรวดเร็วและให้ความร่วมมือเช่นนี้ของเขาทำให้เอ้อร์หนิวทางนั้นกะพริบตาปริบๆ ในใจเกิดความสงสัย ดังนั้นจึงทำท่าโหดเหี้ยมต่อไป หรี่ดวงตาทั้งสองลง มือที่บีบวิญญาณของเฟิงหลินเทาออกแรงอีกครั้ง
ทันทีที่เฟิงหลินเทาร่างวิญญาณเจ็บปวดก็ยิ่งร้อนรน รีบเอ่ยขึ้นต่อไป
“สหายอย่าได้ใจร้อน ข้ายังพูดไม่จบ”
“การเปิดมรดกนี้จะต้องมีเงื่อนไขที่กำหนดไว้เป็นพิเศษสามข้อ เงื่อนไขข้อที่หนึ่งคือหล่อเลี้ยงเป็นระยะเวลานาน ต้องใช้เลือดและวิญญาณมหาศาล ข้อนี้ หลายปีมานี้ข้าทำสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้สหายเอ้อร์หนิวพวกท่านไปเตรียมการอีก ข้าช่วยเตรียมให้พวกท่านเรียบร้อยแล้ว”
“เงื่อนไขข้อที่สองคือต้องทำในสภาวะที่เย็นยะเยือก ในร่างกายจะมีความร้อนแม้เพียงเศษเสี้ยวไม่ได้ เรื่องนี้ข้าก็เตรียมไว้ให้พวกท่านแล้วเช่นกัน จากที่นี่มุ่งไปข้างหน้าก็เป็นทิศเหนือของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์แล้ว”
“ที่นั่นเป็นธารน้ำแข็งทั้งหมด หาถ้ำน้ำแข็งถ้ำหนึ่งดำลงไป ก็จะหาสถานที่ที่เหมาะสมเจอ”
“เงื่อนไขข้อที่สาม คือต้องใช้วารีศักดิ์สิทธิ์พิสดารบันลือ นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมก่อนหน้านี้ข้าต้องไปเขตปกครองพิสดารบันลือ”
“ดังนั้น เงื่อนไขข้อสุดท้ายข้าก็ช่วยพวกท่านสหายเอ้อร์หนิวทำเสร็จแล้ว ต้องขอบคุณสหายทั้งสองที่ช่วยเหลือเมื่อตอนนั้น”
เฟิงหลินเทามองเอ้อร์หนิวอย่างประจบประแจง
ไม่พูดไม่ได้เลยว่า เฟิงหลินเทาเป็นคนที่พูดเป็น ปากประเดี๋ยวๆ ก็ช่วยพวกท่านเตรียมเรียบร้อยแล้ว ทำให้เอ้อร์หนิวได้ยินแล้วสบายใจนัก อีกทั้งก็มองออกว่าสิ่งที่เฟิงหลินเทาพูดน่าจะเป็นความจริง
ดังนั้นเขากระแอมออกมาทีหนึ่ง
“เจ้าเฟิงน้อย เจ้าวางใจเถิด ท่านปู่หนิวไม่ใช่คนที่ชอบสังหารให้สิ้นซากไร้ความปรานี ครั้งนี้เข้าก็นับว่าสร้างคุณงามความชอบ รอเมื่อพวกเรากินเนื้อเสร็จก็จะเหลือน้ำแกงไว้ให้เจ้า”
พูดจบ เอ้อร์หนิวก็คลายมือขวาเล็กน้อย ให้วิญญาณเฟิงหลินเทาไม่เจ็บปวดขนาดนั้น กระทั่งว่ามือซ้ายก็ยกขึ้น ลูบเบาๆ ไปที่วิญญาณของเฟิงหลินเทา
คำพูดตลอดจนการกระทำของเขาทำให้วิญญาณเฟิงหลินเทาสะท้านเฮือก รีบทำท่าทางซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งออกมา
ขณะเดียวกัน สวี่ชิงทางนั้นก็เดินไปทางเยวี่ยตงที่สลบไสล
วิชาเซียนที่จักรพรรดินีพูดไว้ก่อนจาก สวี่ชิงก่อนหน้านี้ก็ทำการทดลองด้วยตัวเอง ถึงจะไม่มีผลกับเขา แต่พลังของวิชาเซียนนี้แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
ไม่เพียงแต่สร้างหุ่นเชิดวิญญาณ ควบคุมอย่างไร้รูปร่างได้เท่านั้น ยิ่งสามารถเหนี่ยวนำเจ็ดจิตหกปรารถนา แปรเปลี่ยนเป็นคำสาปให้ปะทุ
พลังสังหารทำลายล้างเห็นได้ชัดว่าไม่น้อยเลย
วิชาเซียนประเภทนี้ย่อมไม่ธรรมดา
ดังนั้นสวี่ชิงตอนนี้ยืนข้างหน้าเยวี่ยตง ในดวงตาฉายประกายแสงเจ็ดสี แสงประกายอรุณของเขากำลังแผ่ลาม ลองคัดลอกวิชานี้ออกมา
แต่ความแปลกประหลาดของวิชาเซียนก็ปรากฏขึ้นโดยสมบูรณ์ในเสี้ยวขณะนี้
แสงประกายอรุณคัดลอกล้มเหลว!
ดวงตาสวี่ชิงฉายประกายเย็นเยือก มือขวายกขึ้นชี้ไปยังหว่างคิ้วของเยวี่ยตง
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง สวี่ชิงขมวดคิ้ว
เขาไม่อาจรู้สึกถึงเบาะแสใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาเซียนภายในร่างของเยวี่ยตงเลย วิชาเซียนนี้เหมือนนี้ไม่เคยมีอยู่จริง ไม่อาจเสาะหาได้แม้เพียงนิด
สำหรับค้นวิญญาณ นี่เป็นวิธีสุดท้าย
สวี่ชิงมีลางสังหรณ์ว่าหากค้นวิญญาณล้มเหลว เช่นนั้นวิชาเซียนจะดับสูญสลายไปพร้อมกับเยวี่ยตง
สวี่ชิงครุ่นคิด เขานึกถึงหน้ากากที่ได้มาจากตำหนักวิชาเซียนในตอนนั้นที่นายท่านเจ็ดพาเขาและศิษย์พี่ใหญ่เดินทางไปด้วยกัน
ดังนั้นมือขวาจึงแตะไปบนหน้าเยวี่ยตง
ทุกอย่างเป็นปกติ
“ไม่มีหน้ากาก หรือว่าวิชาเซียนหกรากราคะตัณหาจะพิเศษยิ่งกว่านั้น”
ในยามที่สวี่ชิงขบคิด เยวี่ยตงร่างสะท้าน ดวงตาทั้งสองพลันลืมตื่นขึ้น ตื่นขึ้นมาจากการสลบไสล จ้องสวี่ชิงเขม็ง เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
“เจ้ากำลังหาวิชาเซียนของข้าอย่างนั้นหรือ”
“แต่ว่า…”
เฟิงหลินเทาทำท่าลังเล
“สหายเอ้อร์หนิว สหายสวี่ชิง จากคำพูดของนังหญิงสารเลวเยวี่ยตง นำวิชาเซียนของนางประทับตรามาในอำนาจที่แปรเปลี่ยนมาจากมรดกของข้า แม้จะทำสำเร็จได้ แต่ก็สร้างได้เพียงตราเดียวเท่านั้น ทันทีที่สัมผัสก็จะกลายเป็นรอยเต๋าของตัวเอง พลังเพิ่มมหาศาล แต่ไม่อาจแบ่งแยกได้”
เฟิงหลินเทามองไปทางสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวอย่างระมัดระวัง
เขาไม่กล้ามีความคิดอะไรขึ้นมาสุ่มสี่สุ่มห้าจริงๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขายอมประนีประนอมจริงๆ ตอนนี้เขาคว้าโอกาสไว้ได้ ในประโยคไม่กี่ประโยคนี้ ฝังความคิดเสี้ยมให้แตกกันเอาไว้
อำนาจ ไม่ว่าผู้บำเพ็ญคนใดก็ตามล้วนแต่เฝ้าปรารถนา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอำนาจที่แฝงด้วยวิชาเซียน
แต่ตอนนี้สร้างได้แค่เพียงตราเดียว จะเป็นของใคร
เฟิงหลินเทาก้มหน้า
เพียงแต่แผนการของเฟิงหลินเทาบางทีอาจจะได้ผลกับคนอื่นอยู่บ้าง แต่สำหรับสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวแล้ว ไม่ควรค่าแก่การพูดถึง
เสี้ยวขณะต่อมา เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากปากเฟิงหลินเทา แผนการของเขาล้มเหลวแล้ว
สวี่ชิงไม่สนใจแม้แต่น้อย พาเยวี่ยตงที่ถูกเจ้าเงาควบคุมมุ่งตรงไปยังทิศเหนือ
เอ้อร์หนิวทางนั้นออกแรงบีบวิญญาณของเฟิงหลินเทา เอ่ยปากอย่างจะหัวเราะแต่ก็ไม่หัวเราะ
“เจ้าเฟิงน้อย สิทธิ์ดื่มน้ำแกงของเจ้า ไม่มีแล้ว”
พูดแล้ว ร่างของเอ้อร์หนิวก็ทะยานขึ้น ไม่กี่ก้าวก็ตามสวี่ชิงทัน มุ่งไปทางเหนือเช่นกัน
เวลาไหลผ่านไป ครึ่งเดือนหลังจากนั้น
ในยามที่สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวไปจากโลกแดนตะวันออกแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ เหยียบเข้ามาในที่ราบน้ำแข็งไร้ขอบเขตโลกแดนเหนือ ในเมืองหลวงเผ่ามนุษย์ที่ห่างไกลกับพวกเขาสุดขั้ว ในแดนต้องห้ามเมืองหลวง จักรพรรดินีนั่งขัดสมาธิทำสมาธิ
แสงสีขาวเป็นกลุ่มๆ ลอยออกมาจากในร่างของจักรพรรดินี หลอมรวมอยู่ข้างหน้านางไม่ขาดสาย ก่อเป็นเงาร่างมนุษย์ร่างหนึ่ง
เค้าโครงนี้ค่อยๆ ชัดขึ้น สุดท้ายก็แปลเปลี่ยนเป็นคนคนหนึ่ง!
เป็นลูกศิษย์ของมหาจักรพรรดิคนนั้น หลี่ว์หลิงจื่อ!
ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายหรือจะเป็นผลกรรมเวร หรือจะเป็นชะตา ล้วนเหมือนกับหลี่ว์หลิงจื่อตัวจริงทุกประการ
ข้อแลกเปลี่ยนของหลี่ว์หลิงจื่อกับจักรพรรดินีไม่ใช่แค่ล่อตระกูลหลันออกมาเท่านั้น ยังรวมถึงชื่อของเขาด้วย
เขามอบทุกอย่างของตัวเองออกไป สละทิ้งซึ่งทุกอย่าง ใช้การนี้มาตัดความสัมพันธ์กับแดนศักดิ์สิทธิ์โดยสิ้นเชิง นับจากนี้สามารถซ่อนตัวในดินแดนที่คนนอกหาไม่เจออย่างวางใจ ทำพิธีสำเร็จเทพ
ส่วนจักรพรรดินีตอนนี้รับทุกอย่างเอาไว้ เข้าแทนที่เขา
เสี้ยวขณะต่อมา “หลี่ว์หลิงจื่อ” ลืมตาขึ้น มองไปยังข้างบน
สายตาของเขาทะลุผ่านแผนต้องห้าม ทะลุผ่านค่ายกล ทอดสายตามองไปทางทิศเหนือ
หลังจากสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของสวี่ชิงและเอ้อร์หนิวอยู่ที่นั่นแล้ว เขาถึงจะมองไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมาร
“ตัวแปรทั้งหมด… ถูกลบล้างจนสิ้นแล้ว เผ่าปีกมาร… กำลังจะเปลี่ยนแปลง”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา