บทที่ 1131 ตัวตนแท้จริงปรากฏ สร้างกาลอวกาศ!
“นี่คือลักษณ์แปดวิทูร!”
ในความว่างเปล่าสวี่ชิงลืมตาขึ้น กายเนื้อเขาอยู่ด้านบน จิตวิญญาณเขาลอยออกมาจากภาพผลึกวารีแตกละเอียด ยามหวนกลับความรู้แจ้งกระจ่างในใจ
เขานึกถึงตอนหยั่งรู้วิถีแปดวิทูรเมื่อปีนั้น ด้วยเคยเห็นผู้บำเพ็ญผมขาวคนหนึ่งในห้วงมิติ
วิถีแปดวิทูรของอีกฝ่ายต่างจากตน แต่ปัญจธาตุเหมือนกัน ทั้งก่อตัวเป็นรูปจำลอง
ตอนนี้เวียนว่ายตายเกิดสร้างแก่นปัญจธาตุก่อน ภายหลังแก่นปัญจธาตุค่อยกลายเป็นลักษณ์แห่งกฎเกณฑ์
เมื่อเป็นเช่นนี้ห้ายอดปัญจธาตุย่อมบรรลุถึงขั้นใหญ่
เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้นในใจสวี่ชิง ระหว่างคลื่นอากาศนอกตัวเขา รูปจำลองกายมรรคทั้งห้าพลันก้าวออกมา
ร่างแรกคือชายชราคนหนึ่ง สวมชุดขุนนาง มือถือกระบี่เหล็กเล่มหนึ่ง หน้าตาน่าเกรงขาม ท่าทางสง่างาม
ความมั่งคั่ง อำนาจ ทวนทอง รวมตัวเป็นชะตาธาตุทอง กลายเป็นรูปจำลองธาตุทอง
นั่นคืออัครมหาเสนาบดีสวี่จินหง!
ต่อจากนั้นคือร่างสอง พ่อค้าสวี่หง สวมชุดคหบดี หน้าตาอบอุ่น โดยรอบห้อมล้อมด้วยสายธารสีดำสายหนึ่ง ม้วนตัวทั่วทิศ แสดงอานุภาพสะเทือนใต้หล้า
ชะตาธาตุน้ำติดตัว กลายเป็นรูปจำลองธาตุน้ำ!
ต่อมาคือร่างสาม โจรป่าสวี่ซาน ทั้งตัวเปี่ยมเจตจำนงแห่งยุทธภพ ยิงฟันแสยะยิ้ม รอบตัวคือป่าเขา ยืนบนต้นไม้มหึมาหนึ่ง มือข้างหนึ่งกุมศีรษะ นัยน์ตาฉายแววอำมหิต ท่าทางวิกลจริต
ชะตาธาตุไม้เข้มข้น ปราศจากคลื่นลม กลายเป็นรูปจำลองธาตุไม้!
สุดท้ายร่างที่สี่กับร่างที่ห้าทยอยปรากฏ
ร่างที่สี่คือหมอสวี่อวี้ มือถือภูเขาไฟ เพลิงลุกโชนดับโลกปะทุไม่หยุด ทำให้เปลวไฟอัดแน่นทั่วร่าง ชะตาธาตุไฟรวมกัน กลายเป็นรูปจำลองธาตุไฟ
ร่างที่ห้าคือสวี่คุนในชุดผ้าหยาบ ร่างกายเหมือนอนุภาครวมตัว ก่อตัวจากทะเลทรายและฝุ่นละออง เจตจำนงหนักแน่นเด่นชัด ยามปรากฏตัวห้วงอากาศสั่นสะเทือน
ชะตาธาตุดินเหมือนรากฐาน ตกตะกอนเป็นรูปจำลองธาตุดิน
ตอนนี้รูปจำลองวิถีแปดวิทูรทั้งห้าปรากฏครบแล้ว ต่างฝ่ายต่างอานุภาพล้นฟ้า อานุภาพกดดันที่แผ่ออกมาใกล้เคียงกับร่างต้นของสวี่ชิง
สวี่ชิงหันกลับไปมอง รูปจำลองวิถีทั้งห้าจ้องมองเขาเช่นกัน
ความกระจ่างแจ้งเกิดขึ้นในใจแต่ละฝ่ายพร้อมกัน
‘ปัญจธาตุเกื้อกูลสะกดข่มกันและกัน อาศัยสิ่งนี้ก่อตัวเป็นวัฏจักร’
‘วัฏจักรกลายเป็นขั้วที่แปด…’
แต่สวี่ชิงขบคิดก่อนส่ายศีรษะ
‘แม้ว่าวัฏจักรลึกลับ แต่ยังมีหนึ่งวิถี แฝงวัฏจักรทั้งเหนือกว่าวัฏจักร นั่นคือยขั้วที่แปดซึ่งข้าตั้งใจไว้แต่แรก!’
นัยน์ตาสวี่ชิงฉายแววเด็ดเดี่ยว ทิ้งการยึดวัฏจักรเป็นมรรคา สายตาจับจ้อง… เสี้ยวผลึกวารีที่หกและเจ็ดจากสิบส่วน
นั่นคือเวลากับห้วงมิติ!
วิญญาณเขามุ่งตรงไปหาเสี้ยวผลึกวารีที่เป็นตัวแทนของเวลากับห้วงมิติ
หลอมรวมชั่วพริบตา…
วัฏจักรบรรจบ สรรพสิ่งก่อเกิด กฎกรรมมาเยือน กาลเวลาผันแปร
…
ข้ากำลังเสาะหา
ไม่รู้ว่าตามหาอะไร
คล้ายว่าเป็นภารกิจของข้า ด้วยข้ายังทำไม่สำเร็จ
บางทีอาจดำรงอยู่ บางทีอาจไม่มีตัวตน
ดำรงอยู่ด้วยฟ้าดารา ดินแดน สรรพสิ่ง สรรพชีวิต ข้าดำรงอยู่ทุกแห่งหน
วงจรนิรันดร์แห่งสรรพสิ่ง ความต่อเนื่องและลำดับการเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดคือหลักฐานว่าข้ามีตัวตน ทั้งเป็นวิธีแสดงออกว่าข้ายินดีให้สรรพสิ่งสัมผัสได้
ดังนั้นข้าจึงเหมือนสายธาร หลั่งรินท่ามกลางสิ่งที่รับรู้และไม่อาจระบุ
วนเวียนระหว่างวัตถุรวมถึงเรื่องราวมากมาย
ไหลผ่านอดีต ปัจจุบัน อนาคตของสรรพสิ่ง แม้ว่าเป็นดวงดาวหรือจักรวาลก็ต้องการข้าผลักดัน
ไม่ว่ารัตติกาลมืดมิดหรือกลางวัน ไม่ว่าวัฏจักรหรือกฎกรรม ไม่ว่าระเบียบหรือกฎเกณฑ์ ทั้งหมดล้วนมีเพื่อข้า
หากข้าเก็บตัว ทุกอย่างย่อมหยุดนิ่ง
หากข้ายืนหยัด ยุคสมัยย่อมเปลี่ยนแปลง
แต่ข้ากลับไม่มีตัวตนเช่นกัน
ด้วยข้าถูกรับรู้ได้ แต่กลับมองไม่เห็น ถึงขั้นมีต้นกำเนิดจากอุดมคติในหลายสถานะ
ข้าถูกพิจารณาว่าเป็นสิ่งตั้งต้น เริ่มมีตัวตนจากสิ่งไม่อาจระบุ ก่อนหน้านั้นไม่มีคำอธิบาย
ดังนั้นเมื่อก่อนข้าเลยถูกมองว่าไม่มีตัวตน ทั้งไม่มีความหมายแม้แต่น้อย
ด้วยตัวตนและการมีอยู่ของสรรพสิ่งจึงมีข้า ทำให้ข้ามีความหมายเช่นกัน
ทั้งมีคนคิดว่าข้าไม่ใช่กฎเกณฑ์บางอย่างที่มีตัวตนจริงในจักรวาล ข้าเป็นเพียงแนวคิดอย่างหนึ่งที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของสรรพสิ่ง ถือเป็นสิ่งที่นำมาบรรยายความเร็ว
ทั้งมีคนคิดว่าข้าคือภาพลวงตาของสรรพชีวิต
ดังนั้นจึงมักมีคนลองตัดสินว่าข้ามีตัวตนจริงหรือไม่ ลองสัมผัสถึงตัวข้า ลองค้นหาข้า ลองทำความรู้จักข้า
ไม่ว่าคิดอย่างไร ไม่ว่าข้ามีตัวตนหรือไม่ ความจริงแล้วข้าไม่ใส่ใจ
ด้วยเป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาไม่มีข้อยกเว้น นั่นคือเพื่อครอบครอง
สิ่งที่ตามมาคือข้ามีชื่อเยอะมาก บางคนเรียกข้าว่าเวลา บ้างเรียกข้าว่ายาม บ้างเรียกข้าว่ากาล…
มากมายนัก
ทั้งหมดคือคำเรียกของพวกเขา
ไม่ใช่ตัวข้า
ข้าไม่สนใจ
ส่วนข้าคอยเสาะหาตลอด ตามหาสิ่งที่ข้าเองไม่รู้ว่าคืออะไร
เดิมคิดว่าการตามหาแสนน่าเบื่อทั้งไม่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดนี้ ไม่มีเรื่องอื่นที่ดึงดูดความสนใจข้าได้จริงๆ
กระทั่งข้าเจอบางคน พวกคนพิเศษบางส่วน
พวกเขาแข็งแกร่งนัก แข็งแกร่งถึงขั้นเห็นระดับข้าอย่างแท้จริง แข็งแกร่งถึงขั้นเป็นสหายข้าได้
ในบรรดาพวกเขาบ้างคุยกับข้าเป็นครั้งคราว มือถือดอกไม้ ถามข้าว่าสวยหรือไม่
บ้างนั่งเรือลำหนึ่ง ถอนใจแผ่วเบาตรงหน้าข้า
บ้างถามข้าว่าโชคชะตาคืออะไร
บ้างอยากให้ข้าเขียนสัญญาแจ้งหนี้แก่เขา
แต่ผู้อยู่เป็นเพื่อนข้ามากที่สุด นั่นคือคนชอบสวมชุดดำ ในการรับรู้อันยาวนานของข้า เขามักนั่งเหม่อลอยตรงหน้าข้า
ร่วมมองสรรพสิ่ง มองความไร้ขอบเขตพร้อมข้า
ทั้งบางครายังยกมือจนเกิดผลต่อทุกอย่าง ทำให้ทั้งหมดหวนกลับไป เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ครั้งแล้วครั้งเล่า… นับครั้งไม่ถ้วน
ข้าไม่เข้าใจ
แต่เขาบอกข้าว่าเขากำลังคืนชีพภรรยา

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา