บทที่ 1137 วังเซียนเปิด
การกวาดสายตาไปในเสี้ยวขณะนี้ ทำให้ผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในแดนดาราทิศใต้ซึ่งเป็นรองเพียงแค่ดวงดาวทั้งแปดเท่านั้น ก็พลันจดจำสวี่ชิงได้ทันที!
ภาพเหตุการณ์แต่ละฉากๆ ที่เคยไล่ล่าอีกฝ่าย และอีกฝ่ายก็ได้หนีเข้าไปในเรือคนพายเรือข้ามฟาก ก็ผุดขึ้นในห้วงความคิดของเขาในทันที
แต่สิ่งที่ตามมาในเสี้ยวขณะถัดไปคือความเหลือเชื่อ คือสายฟ้าที่ฟาดผ่าในจิตใจ คือพายุที่พัดโหมกระหน่ำในใจ
เขาย่อม…สัมผัสได้ถึงความแตกต่างออกไปของสวี่ชิง!
เขามองไม่เห็นธรรมนูญ ไม่อาจรับรู้และเข้าใจได้ แต่ด้วยสัมผัสวิญญาณที่เกิดจากพลังบำเพ็ญของเขา ทำให้ในในเสี้ยวขณะที่สายตาของเขามองไป ก็เกิดวิกฤตชีวิตเป็นตายที่รุนแรงจนขั้นไม่อาจบรรยายได้
วิกฤตนี้ หากจะใช้คำว่ามีมีดจ่ออยู่ข้างหลังมาบรรยายก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นสิ่งที่หยุดลง จึงไม่ใช่แค่ฝีเท้าของเขา
แต่ยังรวมถึงการเต้นของหัวใจ ทะเลความรู้สึก และความคิดของเขา
ทั้งหมดในในเสี้ยวขณะนี้ดุจเผชิญหน้ากับศัตรูแข็งแกร่ง!
สีหน้า เปลี่ยนไปอย่างมหาศาล
ส่วนสวี่ชิง สีหน้าเป็นปกติ มีเพียงความเยือกเย็นในดวงตาที่ส่งผลต่อมิติ ทำให้กาลเวลาปั่นป่วน ปิดผนึกห้วงกาลอวกาศ
ระหว่างเขากับหลี่เมิ่งถู่เป็นการชิงวิถี อีกฝ่ายก็ซื่อตรงเปิดเผย อีกทั้งหากสังหารเขา ตัวเขาเองก็จะถูกยืมวิถี ส่วนธรรมนูญกาลอวกาศของตัวเขาก็สอดคล้องกับผลกรรมเวรของบรรพจารย์อีกฝ่าย
รวมกับที่มา สุดท้ายสวี่ชิงจึงรามือ
แต่ชายหนุ่มผมแดงคนนี้ไม่เหมือนกัน!
ดังนั้น จิตสังหารจึงปะทุขึ้น กาลอวกาศเปิดออก!
ฟ้าดินพร่าเลือน สรรพสิ่งบิดเบี้ยว ภายใต้การแผ่ขยายของความคิดในสภาวะกาลอวกาศของสวี่ชิง ทั้งๆ ที่เขายังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่น แต่กลับมีเงาปรากฏขึ้นในกาลอวกาศแห่งนี้
การหยุดชะงักของชายหนุ่มผมแดง ดูเหมือนจะกลายเป็นนิรันดร์ ในสายตาของสวี่ชิงทุกสิ่งชัดเจนอย่างยิ่ง
ราวกับกลายเป็นภาพวาดภาพหนึ่ง
จะเป็นอดีตก็ดี หรือจะเป็นอนาคตอนาคตก็ช่าง ทั้งหมด…ล้วน ‘มองเห็น’ ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
จากนั้น สวี่ชิงก็ยกมือขึ้น จิ้มลงไปเบาๆ
ราวกับคนที่อยู่นอกภาพวาด ยื่นมือไปจิ้มภาพวาด ทำให้ผืนภาพวาดใบมีรูโบ๋ และทำให้คนในภาพวาด พร้อมทั้งสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาแตกสลายไป
สิ่งปรากฏในความเป็นจริงคือรอบตัวชายหนุ่มผมแดง มิติพังทลายลงในทันที กาลเวลาปั่นป่วนในพริบตา
ร่างกายของเขาในเสี้ยวพริบตานี้ถูกพลังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจบรรยายได้และเกินขีดจำกัดของเขากดทับลงมาทันที
วิญญาณของเขาก็ไม่อาจหลบหนีได้ ส่งเสียงคร่ำครวญโหยหวนน่าเวทนาออกมา
ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ดิ้นรนเพียงใด ปะทุพลังเพียงใด ก็…ไม่อาจหลบเลี่ยง ไม่อาจต้านทานได้!
กายและดวงจิตเห็นท่าว่าจะแตกดับแล้วเต็มที
แต่ในเสี้ยวขณะนี้เอง เจียงฝานซึ่งเป็นคนจากแดนใต้เหมือนกัน ก็เงยหน้าขึ้น กระแอมเบาๆ ออกมาครั้งหนึ่ง
“สหายเต๋าผู้นี้ ไยต้องโมโหถึงเพียงนี้”
“มีเรื่องอะไร ก็พูดคุยกันเถอะ ไม่จำเป็นต้องเจอหน้าก็ใช้ธรรมนูญทำร้ายกัน”
จากคำพูดของเขาที่ดังออกมา หมอกกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่ามาอยู่รอบตัวชายหนุ่มผมแดง ปกคลุมเขาเอาไว้ทั่วทั้งร่าง บดบังทุกสิ่ง
ราวกับทาสีดำลงบนผืนภาพวาด
และภาพฉากนี้ ผู้ที่ไม่มีธรรมนูญจะมองไม่เห็น
มีเพียงผู้มีธรรมนูญเท่านั้นจึงจะมองเห็นแก่นแท้ มองเห็นหมอกที่ปกคลุมชายหนุ่มผมแดงนั้น
หมอกนี้เหนือธรรมชาติ มีพลังแห่งธรรมนูญ
ทำให้สวี่ชิงไม่ ‘เห็น’
เมื่อพลังแห่งผืนแผ่นดินลอยขึ้น แต่สวรรค์ไม่ตอบรับ จึงเกิดเป็นหมอก หมอกนั้นจึงเรียกว่าความมืดมัว
ธรรมนูญของเจียงฝาน คือความมืดมิด สิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นคือหมอ
ภายใต้การบดบังของหมอกมืดนี้ ราวกับว่าชายหนุ่มผมแดงไม่มีตัวตนอยู่ เหมือนถูกดึงออกมาจากธรรมนูญแห่งกาลอวกาศของสวี่ชิง
สิ่งที่สามารถต้านทานธรรมนูญได้ มีเพียงธรรมนูญเท่านั้น!
นี่เป็นครั้งแรกที่สวี่ชิงได้สัมผัสการเผชิญหน้าระหว่างธรรมนูญกับธรรมนูญด้วยตัวเอง
หมอกนั้นปั่นป่วน แฝงไว้ซึ่งความลับ อำพรางจิตสังหาร หล่อเลี้ยงความตาย สำแดงความน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้คนภายนอกใจสั่นไหว แต่ในความคิดของสวี่ชิงแล้ว…
ธรรมนูญของหมอกมืดนี้ แม้จะไม่ธรรมดาและแปลกประหลาด แต่ก็ค่อนข้างอ่อนด้อย
ดังนั้น สวี่ชิงจึงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่เดิม และกล่าวเสียงเรียบๆ ออกมา
“ณ ห้วงเวลานี้คือมิติของข้า มิตินี้เป็นห้วงเวลาของข้า สลาย!”
ขณะที่คำพูดดังออกมา สวี่ชิงก็ยกมือขึ้น ไม่สนใจการแผ่กระจายของหมอกมืด คว้าไปยังบริเวณที่หมอกมืดอยู่
ภายใต้การคว้าลงไปนี้ ห้วงกาลอวกาศก็แผ่ระลอกคลื่นอย่างรุนแรง
ระลอกคลื่นนี้มาจากอดีต ทำให้อดีตเริ่มพังทลาย อนาคตจะกลายเป็นฟองอากาศ ปัจจุบันกำลังกลายเป็นธุลี
กาลอวกาศได้รับผลกระทบตามไปด้วย แผ่ระลอกคลื่นจากเวลาที่ต่างกัน
ระลอกคลื่นเหล่านี้รวมตัวกัน สุดท้ายก็ก่อเกิดเป็น…พายุกาลอวกาศ
และเมื่อพายุพัดหอบ หมอกมืดของเจียงฝานคงอยู่ได้เพียงไม่กี่อึดใจ ก็ไม่อาจยืนหยัดได้อีกต่อไป พลันแตกสลายไป
พลังจากผืนแผ่นดิน เมื่อสวรรค์ไม่ตอบรับ จึงกลายเป็นหมอก
หากสวรรค์ตอบรับ หมอกนี้ย่อมไม่อาจคงอยู่ได้!
ดังนั้น ชายหนุ่มผมแดงที่ถูกซ่อนอำพรางเอาไว้ ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
ยังคงอยู่ในห้วงกาลอวกาศของสวี่ชิง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
อีกทั้งเมื่อหมอกมืดของเจียงฝานสลายไป มือที่สวี่ชิงยกขึ้น ก็ไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ อีกต่อไป ซัดลงมา
คว้าอดีต อนาคต และปัจจุบันของชายหนุ่มผมแดงเอาไว้!
บีบอย่างแรง!
เสียงกร๊อบดังสะท้อนก้องอยู่ในหูของสรรพชีวิตทั้งหลายที่อยู่ที่นี่
ชายหนุ่มผมแดงสะท้านเฮือกไปทั้งร่าง ความคิดที่ไม่ยอมแพ้กลายเป็นนิรันดร์ อารมณ์สิ้นหวังกลายเป็นความว่างเปล่า
อดีตของเขา ทุกสิ่งที่เคยมีอยู่ ล้วนพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงในในเสี้ยวขณะนี้นี้ แตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
อนาคตของเขา ทุกสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นล้วนแตกสลายเป็นฟองอากาศในชั่วพริบตา ถูกทำลายล้างโดยสมบูรณ์
เหลือเพียงร่างในปัจจุบัน ที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวในกาลอวกาศนี้
แต่เมื่อไม่มีอดีตค้ำจุน ไม่มีอนาคตเหนี่ยวรั้ง ปัจจุบันนี้…ก็กลายเป็นไม้ไร้ราก
ไม่อาจคงอยู่ได้
ดังนั้น ในสายตาของคนทั้งหลาย ร่างกายตลอดจนวิญญาณของชายหนุ่มผมแดง ก็สลายไปอย่างเงียบงัน แตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อร่วงหล่นลงมา ก็กลายเป็นธุลี
“และเหตุผลที่ยืนยันชั้นที่ตนเองเข้าไปได้นั้น คือแต่ละชั้นจะมีหลักเขตที่บ่งบอกชั้นนั้นๆ”
“โดยทั่วไปแล้ว โลกที่ผู้บำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัวเข้าไปคือโลกชั้นที่สาม และเป็นได้เพียงชั้นที่สามเท่านั้น เว้นแต่จะมีธรรมนูญหรือเป็นระดับเตรียมสู่เซียน จึงจะสามารถเข้าไปยังชั้นที่สี่และชั้นถัดไปได้”
“เพื่อรับโอกาสและวาสนาที่มากขึ้น ตำนานกล่าวว่า หากสามารถเข้าสู่โลกชั้นที่แปดได้ จะได้รับโอกาสในการสำเร็จเป็นเซียนคิมหันต์”
“นี่คือเหตุผลที่ดึงดูดผู้บำเพ็ญระดับเตรียมสู่เซียนให้มาที่นี่!”
“และเมื่อดินแดนเซียนแตกดับเปิดออก หลังจากทุกคนก้าวเข้าไปแล้ว จะอยู่ในบริเวณเดียวกัน ที่นั่นคือโถงต้อนรับของวังเซียน”
“ทุกคนจะต้องเลือกเส้นทางที่จะไปที่นี่ และมีสามเส้นทาง”
“เส้นทางแรกอยู่ด้านหน้า ว่ากันว่าตรงนั้นมีสะพานอยู่แห่งหนึ่ง”
“เส้นทางที่สองอยู่ด้านซ้ายมือ นั่นเป็นเส้นทางเล็กๆ ที่เงียบสงบสายหนึ่ง”
“ส่วนด้านขวา เป็นแม่น้ำสีดำที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ตรงนั้นคือเส้นทางที่สาม”
“การเข้าสู่วังเซียนแสงเรืองรอง ตั้งแต่สมัยโบราณมา มีเพียงสามเส้นทางนี้เท่านั้น”
“และใต้เท้าโปรดจำไว้ว่า สะพานนั้นห้ามเหยียบย่างไปเด็ดขาด จากบันทึก ผู้ที่เหยียบย่างสิบคนมีห้าต้องสังเวยชีวิต”
“เส้นทางด้านซ้ายมือ แม้จะอันตราย แต่ผู้ที่เข้าไปสิบคนจะรอดแปดคน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”
บรรพจารย์ตี้หลิงไม่ปิดบังข้อมูลใดๆ เล่าข้อมูลที่เขาทราบทั้งหมดอย่างซื่อสัตย์
“แล้วทางขวาเล่า”
สวี่ชิงถามขึ้น
คนที่ตอบเขาไม่ใช่บรรพจารย์ตี้หลิง แต่เป็นหลี่เมิ่งถู่ที่อยู่ข้างๆ
“ตายหมดไร้คนรอด”
พูดจบ หลี่เมิ่งถู่ก็มองไปทางสวี่ชิง
“คนผู้นี้กล่าวเป็นความจริงอย่างแน่แท้ สามเส้นทาง มีเพียงเส้นทางด้านซ้ายมือเท่านั้นที่ปลอดภัยที่สุด แต่มีความแตกต่างกันไม่น้อย”
“เดินตามเส้นทางเล็กๆ ด้านซ้ายมือ เมื่อถึงปลายทาง จะเข้าสู่โลกชั้นที่สามโดยตรง ไม่มีทางไปชั้นที่หนึ่งและสองได้”
“เดินตามสะพาน ปลายทางคือโลกชั้นที่สอง แม้จะอันตราย แต่มีโอกาสและวาสนามากกว่า อย่างไรก็ตาม การเดินตามเส้นทางนี้ จะไม่สามารถเข้าสู่ชั้นที่หนึ่งได้”
“ส่วนการเดินไปทางขวาสมบูรณ์ที่สุด จะเข้าสู่โลกชั้นที่หนึ่งได้ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครเคยได้ยินว่ามีใครรอดชีวิตจากการเดินเส้นทางนี้”
สวี่ชิงพยักหน้า กำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นจิตใจก็เกิดความหวั่นไหว มองไปยังแกนกลางที่ราบซึ่งเป็นที่ตั้งของหลักศิลา
ที่นั่นพลังวิญญาณพลุ่งพล่าน เสียงก้องกังวานสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางเสียงเลื่อนลั่นสะท้านสะเทือนพลังวิญญาณดุจคลื่น ทำให้ที่นั่นราวกับกลายเป็นดวงตาแห่งทะเล ปะทุออกมา
ลมกระโชกแรง
คลื่นวิญญาณปรากฏ
พัดกวาดไปทั่วทุกทิศทางในทันที ครอบคลุมทั่วทั้งที่ราบ
มองไปไกลๆ วิญญาณราวกับน้ำขึ้นน้ำลง พัดผ่านร่างของทุกคน ราวกับอยู่ในทะเล
ขณะเดียวกัน วังเซียนอันยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนทะเลวิญญาณนี้
เพียงพริบตา แสงพรายรุ้งหลากสีสันเจิดจรัส พูดได้ว่ายิ่งใหญ่ตระการตา
ผู้คนเมื่อเทียบกับสิ่งนั้นแล้ว เล็กจ้อยอย่างยิ่ง ราวกับเข้าไปในอาณาจักรยักษ์
และในที่ไกล มีร่างจำนวนมากยิ่งขึ้นพุ่งมาอย่างรวดเร็ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา