บทที่ 22 ศาลเจ้า
ค่ำคืนของพื้นที่ต้องห้าม สวี่ชิงไม่ได้รู้สึกแปลกที่แปลกทางเท่าไรนัก
ไม่ว่าจะเป็นซากปรักหักพังในเมือง หรือว่าป่าผืนนี้
อย่างแรกเขาใช้ชีวิตมาสิบกว่าวัน อย่างหลังเขาก็ผ่านมาแล้วหลายคืน
เวลานี้เขาที่หลบตัวอยู่ในร่องต้นไม้ยักษ์หรี่ตาลงมาครึ่งหนึ่ง ระหว่างที่งีบก็สูดหายใจเอาพลังวิญญาณที่มีไอพลังประหลาดหนาแน่นซึ่งปนเปอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้เข้าไป
หลังจากที่พลังวิญญาณเหล่านี้เข้าไปในร่างกายแล้วก็ถูกเคล็ดคีรีสมุทรแยกออกมา ส่วนที่บริสุทธิ์เข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ส่วนที่เป็นไอพลังประหลาดก็ผสานเข้าไปอยู่ในเงา
สวี่ชิงเคยชินกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้แล้ว
กระทั่งเขาเกิดความรู้สึกขึ้นรางๆ ว่าการฝึกบำเพ็ญในพื้นที่ต้องห้ามนี้ บางทีอาจเป็นเพราะเงา หรือไม่ก็เพราะอันตรายของที่นี่เป็นสาเหตุให้ตัวเขาระแวดระวังอย่างแรงกล้าตลอดเวลา
ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญก็เพิ่มขึ้นมาด้วยเช่นกันในขณะที่กำลังระแวดระวังนี้
ตอนนี้ห่างจากเคล็ดคีรีสมุทรขั้นที่สี่ไม่ไกลแล้ว
“เหมือนลับมีดเลย…” สวี่ชิงงึมงำเสียงเบา
เขาไม่เข้าใจเรื่องหลักมหามรรคาอะไรนั่น แต่เขาจดจำช่างตีเหล็กในถ้ำยาจกที่เคยพูดเอาไว้ว่า ดาบที่ดี ต้องใช้หินลับมีดที่ดียิ่งกว่า จึงจะสามารถเผยคมที่แท้จริงของมันได้
ซึ่งตอนนี้พื้นที่ต้องห้ามที่อันตราย ก็เหมือนเป็นหินลับมีดของสวี่ชิง
ระหว่างการฝึกฝนบำเพ็ญนี้ผ่านไปเนิ่นนาน สวี่ชิงที่ฝึกฝนผ่านไปหนึ่งวันเต็มถึงเสร็จสิ้นค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขาเงยหน้ามองลอดร่องไม้ออกไปยังความมืดของราตรีด้านนอก และค่ำคืนของพื้นที่ต้องห้าม เสียงคำรามของสัตว์ประหลาดก็ดังขึ้นอยู่ไกลๆ สะท้อนก้องในป่าราวกับเทพมารกำลังพึมพำอยู่
ความเย็นเยียบที่มีอยู่ทุกหนแห่ง จู่โจมมายังสรรพชีวิตของที่นี่ และรุกเข้ามาด้านในร่องไม้ที่สวี่ชิงซ่อนตัว แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเขาด้วย
หนาวมาก
เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเหมือนกลับไปยังซากเมืองครั้งนั้น คลื่นความโดดเดี่ยวค่อยๆ แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา
แต่สำหรับความโดดเดี่ยวนี้ สวี่ชิงก็คุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้ว ผ่านไปพักหนึ่ง เขาก็เริ่มหลับตาอีกครั้ง ฝึกบำเพ็ญต่อ
และเป็นเช่นนี้ เวลาก็ได้ผ่านไป
คืนนี้ถือว่าปลอดภัยนักเพราะจุดพักที่เขาหาเจอนั้นเหมาะสมมาก มีเพียงสิ่งเดียวก็คือเมื่อถึงเที่ยงคืน ข้างหูสวี่ชิงที่กำลังฝึกบำเพ็ญ ก็มีเสียงฝีเท้าจากภายนอกแว่วเข้ามา
สับสนวุ่นวายมาก ราวกับมีคนจำนวนมากเข้าแถวเดินไปเบื้องหน้า
สวี่ชิงเพ่งพินิจ หรี่ดวงตาลงมองออกไปด้านนอก แต่นอกร่องไม้ก็เป็นผืนสีดำสนิท ไม่มีอะไรเลย
แต่ในใจสวี่ชิงกลับดำดิ่งฉับพลัน เพราะขณะที่เสียงฝีเท้านั้นลอดเข้ามา เสียงคำรามของสัตว์ประหลาดในป่ารอบๆ ก็ล้วนหายไปในพริบตา ทำเอาความระแวดระวังของสวี่ชิงพุ่งขึ้นมาฉับพลัน
เขาคิดไปถึงฝีเท้าของเสียงเพลงที่เจอครั้งที่แล้ว แต่ความรู้สึกเวลานี้มันแตกต่างกัน
‘ไม่เหมือนกับฝีเท้าของเสียงเพลงวันนั้นเลย ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่มีเสียงเพลงปรากฏขึ้นอีกด้วย’
สวี่ชิงวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้กระทำการผลีผลามบุ่มบ่าม และพยายามกดข่มให้ตัวเองเงียบ กลั้นหายใจ จดจ้องออกไปยังความมืดด้านนอก
เสียงฝีเท้าแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าคนกลุ่มหนึ่งเข้าขบวนเดินใกล้เข้ามา
และขณะเดียวกัน ขอบเขตของความเย็นเยียบที่เย็นมากจนราวกับจะแช่แข็งร่างกายได้ ก็โถมเข้ามาอย่างรุนแรงในพริบตา
ความหนาวเย็นนี้ สวี่ชิงรู้สึกคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลงเมื่อวันนั้น หรือตัวตนสิ่งประหลาดที่ปรากฏออกมายามค่ำคืนในซากเมืองเหล่านั้น สิ่งที่แผ่ซ่านออกมาล้วนก็มีอุณหภูมิเช่นนี้
แต่เสียงเพลงในวันนั้นมีระดับที่แตกต่าง สามารถแช่แข็งจิตวิญญาณได้เลยทีเดียว ทว่าความหนาวเย็นในขณะนี้ แค่ทำให้เขาไม่ค่อยสบายตัวเท่านั้น ไม่ถึงขั้นสูญเสียการเคลื่อนไหวไป
‘เป็นสิ่งประหลาดประเภทหนึ่งที่คล้ายกับในซากเมือง!’ หลังจากที่สวี่ชิงทำการพิจารณา ก็กำเหล็กแหลมไว้แน่น สูดลมหายใจลึก สะกดคลื่นในใจตนเองเอาไว้ ฝืนปิดตาลง ไม่ลืมตาขึ้นมา
ไม่มอง ไม่สัมผัส ไม่พบเจอ
หลังจากที่สวี่ชิงหลับตา เสียงฝีเท้าจู่ๆ ก็เร่งขึ้น ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ราวกับคนนับไม่ถ้วนกับลังยืนล้อมต้นไม้ใหญ่ที่เขาพักพิงอยู่
จิตวิญญาณสวี่ชิงสั่นสะเทือน พยายามข่มความบุ่มบ่ามที่อยากจะเบิกตาดูให้ชัดว่าอีกฝ่ายมีลักษณะอย่างไรกันแน่เอาไว้
ผ่านไปเนิ่นนาน..ขณะที่ตะวันแรกโผล่พ้นขอบฟ้า ในที่สุดเสียงฝีเท้าวุ่นวายก็ไม่ป้วนเปี้ยนวนเวียน ทั้งยังค่อยๆ ห่างออกไป
ฟ้าสว่างแล้ว
สวี่ชิงไม่ได้ลืมตาขึ้นในทันที เขารออยู่พักหนึ่ง จึงค่อยๆ เปิดตาทั้งสอง มองเห็นร่องต้นไม้ที่ตนเองหลบอยู่ตรงนั้นมีน้ำแข็งหนาเกาะอยู่อย่างเห็นได้ชัด และตัวเขาทั้งตัวก็ถูกแช่แข็งไว้ด้านใน
แสงตะวันสาดลอดชั้นน้ำแข็งส่องลงมาบนตัวสวี่ชิง เขาสูดลมหายใจลึก มือซ้ายสัมผัสอยู่บนผิวน้ำแข็งออกแรงผลัก น้ำแข็งจึงร่วงลงมาบนพื้นพร้อมกับเสียงปริแตก
สวี่ชิงค่อยๆ มุดออกมาก่อนสังเกตไปรอบๆ มองไปยังด้านในป่า ศพหมาป่าที่เมื่อวานยังอยู่เหล่านั้น วันนี้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น ส่วนบนพื้น…ก็มีรอยเท้ามากมายมหาศาลประทับอยู่
เป็นรอยเท้าคนมากมายเต็มไปหมด ราวกับว่ามีคนนับร้อยเดินผ่านไปอย่างไรอย่างนั้น
และเรื่องที่มีคนนับร้อยคนเดินตรงเข้าไปในพื้นที่ต้องห้ามเช่นนี้ สวี่ชิงไม่เคยได้ยินมาก่อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…รอยเท้าเหล่านี้เป็นรอยเท้าจริงๆ ไม่ใช่รอยรองเท้า
สวี่ชิงนิ่งงันอยู่นานจึงถอนสายตากลับมา เขาได้สัมผัสสิ่งประหลาดในพื้นที่ต้องห้ามลึกขึ้นอีกหน่อยแล้ว จึงถือโอกาสตอนนี้ ช่วงที่พื้นที่ต้องห้ามฟ้าสว่าง อันตรายจะน้อยกว่าช่วงพลบค่ำ ไม่ถอดใจที่จะออกสำรวจ ไหวตัวพุ่งออกไป
ผ่านไปหลายชั่วยาม ในที่สุดสวี่ชิงก็มาถึงจุดที่มาไกลที่สุดของพวกเขาที่เข้ามาในครั้งที่แล้ว หุบเขาเล็กที่กลุ่มสายอัสนีเก็บเกี่ยวหญ้าเจ็ดใบ
ในหุบเขายังเป็นเหมือนตอนที่พวกเขาจากไป แสงตะวันสาดลอดผ่านเถาวัลย์ที่เชื่อมกันเป็นเพดานส่องลงมาบนพื้น กลิ่นดอกไม้ตลบอบอวล ตัดขาดอันตรายจากภายนอก ราวกับเป็นสวนท้อนอกโลกก็มิปาน
มาถึงที่นี่ สวี่ชิงก็ถอนใจโล่งออกมา เงยหน้ามองไปอีกด้านของหุบเขา หมู่ศาลเจ้าที่อยู่ห่างออกไปลิบๆ นั่น
จดจ้องอยู่ครู่หนึ่ง สวี่ชิงจึงถอนสายตากลับมามา ปรับสภาพง่ายๆ ครู่หนึ่ง จากนั้นตัวเขาก็พุ่งทะยานตรงไปยังหมู่ศาลเจ้าเหล่านั้น
ป่านอกหุบเขาเจริญงอกงามยิ่ง แสงตะวันที่นี่น้อยลงเรื่อยๆ
ไม่รู้ว่าเพราะหมู่ศาลเจ้าโบราณเหล่านี้ยังคงแผ่ซ่านความรุ่งโรจน์และความน่าเกรงขามในสมัยของพวกมันออกมาหรือไม่ ขณะที่หลังจากออกมาจากหุบเขาและเข้าใกล้ อันตรายถึงได้น้อยลงมาก
ป่าไม้เจริญงอกงาม กลิ่นอายเองก็ราวกับอ่อนโยนขึ้นมาไม่น้อย
กระทั่งป่าผืนนั้นที่อยู่ใกล้กับหมู่ศาลเจ้าที่สุดแทบไม่แตกต่างอะไรกับป่าไม้ที่สวี่ชิงเคยเห็นในโลกภายนอก ไม่บิดเบี้ยว ไม่มืดดำ
และหญ้าเจ็ดใบของที่นี่ที่มีอยู่บ้างเล็กน้อย ก็ถูกสวี่ชิงเก็บเกี่ยวไปแล้ว
สถานที่ทั้งหมดแห่งนี้ ทำให้สวี่ชิงรู้สึกประหลาดใจ แต่ความระแวดระวังก็ไม่ได้ลดน้อยลง ยังคงเข้าใกล้อย่างระมัดระวัง
จนผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ขณะที่แสงสายัณห์กำลังจะมาถึง เขาก็เดินออกจากป่า มาถึงด้านหน้าหมู่ศาลเจ้าเหล่านี้แล้ว
ที่นี่ต้นไม้น้อยมาก แสงตะวันขนาดใหญ่สาดส่องทำให้สายตาของสวี่ชิงพร่าเลือนไปเล็กน้อย
สิ่งที่สะท้อนในตาเขา เป็นสิ่งปลูกสร้างเพดานกลมขนาดใหญ่สูงหลายสิบจั้งหลายหลัง
ต่อให้พังทลาย ต่อให้เป็นแค่เศษซาก ต่อให้จะเต็มไปด้วยตะไคร่ดำ แต่ศาลเจ้าที่ก่อขึ้นจากหินอย่างเป็นระเบียบซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวเขาแต่ละแห่งนั้น ก็เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่รโหฐาน
และที่นี่ ยังเป็นแค่ชายขอบของส่วนลึกพื้นที่ต้องห้ามผืนนี้เท่านั้น ขอบเขตด้านในยังกว้างใหญ่ยิ่งกว่า ยากจะจินตนาการออกได้ว่าด้านในจะมีความน่ากลัวมากเพียงใด
สวี่ชิงไม่กล้าเดินหน้าต่อ ถอยฉากออกมาอย่างขวัญผวา
จนถอยมาถึงเขตของศาลเจ้า ความรู้สึกเข็มทิ่มแทงหลังจึงสลายไป
ราวกับว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นเส้นชายแดน คอยยับยั้งเจตนาชั่วร้ายที่มาจากส่วนลึกของพื้นที่ต้องห้าม
สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก ถือโอกาสช่วงสุดท้ายที่ตะวันกำลังจะตกดินออกค้นหาศาลเจ้าที่ยังพอดูสมบูรณ์เพื่อเข้าไปด้านใน
หาร่องหินแห่งหนึ่งแล้วมุดเข้าไป เตรียมตัวสำหรับข้ามผ่านคืนนี้
หัวหน้าเหลยเคยพูดไว้ สถานที่นี้สามารถหลบเลี่ยงอันตรายได้
เขาเคยตรวจสอบด้านในศาลเจ้าแล้ว ที่นี่ว่างเปล่ามาก ความรู้สึกของกาลเวลาที่ไหลผ่านไปเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นหินถือดาบที่ประดิษฐานอยู่รูปนั้น หรือว่าจะเป็นรูปกลุ่มคนที่สลักเอาไว้บนกำแพงรอบด้าน ก็ล้วนเลือนรางไปตามกาลไหลผ่านของเวลาทั้งสิ้น
ขณะเดียวกันในศาลเจ้าเองก็ไม่มีมูลหรือร่องรอยของอสูรกลายพันธุ์อยู่มากนัก
ถ้าหากว่าไม่มีอยู่เลย หรือมีอยู่เต็มไปหมด สวี่ชิงก็คงไม่เลือกที่นี่
เพราะผิดปกติ มีเพียงสถานที่ที่มีร่องรอยอยู่แต่ไม่มากเท่านั้น ที่ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย
ถึงอย่างไรแม้ศาลเจ้าจะอยู่ในป่า แต่ที่นี่ก็มีต้นไม้อยู่น้อยมาก ดังนั้นอสูรกลายพันธุ์ที่ชินกับการใช้ชีวิตในป่าจึงไม่ค่อยเข้ามา นี่ก็ดูสมเหตุสมผลดี
เพียงไม่นานค่ำคืนก็มาถึง
สวี่ชิงปรับลมหายใจเข้าออกอยู่เงียบๆ เพราะเสียงคำรามที่ปรากฏขึ้นภายนอก
เวลาผ่านไป ก็เป็นเหมือนที่เขาคิดไว้ หมู่ศาลเจ้าตอนกลางคืน มีอสูรกลายพันธุ์อยู่น้อยมาก เสียงคำรามแม้จะยังมีอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ดังมาจากที่ไกลๆ
แต่ก็เป็นเช่นเดียวกับเมื่อวาน ขณะที่สวี่ชิงปรับลมหายใจถึงช่วงเที่ยงคืน เสียงฝีเท้าสับสนประหลาดก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง!
ตำแหน่งที่ปรากฏขึ้นครั้งนี้ คือด้านนอกศาลเจ้า
‘มาอีกแล้วหรือ’
สวี่ชิงขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเหตุใดเสียงฝีเท้านี้ต้องปรากฏขึ้นมาในจุดที่เขาพักถึงสองครั้ง ทำให้รู้สึกเริ่มอยู่ไม่สุขเล็กน้อย หลังจากคิดเขาก็ทำเหมือนเมื่อคืนนี้ ไม่ยอมลืมตาขึ้น
เพียงแต่เสียงฝีเท้าครั้งนี้ ไม่ได้ค่อยๆ ห่างออกไปเหมือนเมื่อวาน แต่กลับเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ
ความเย็นเยียบก็แผ่ซ่านออกมาพร้อมกับฝีเท้าที่เข้ามารวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าด้านนอกศาลเจ้าเวลานี้มีสิ่งประหลาดรวมตัวกันเพื่อเข้ามาโจมตีศาลเจ้ามากมายมหาศาล
สวี่ชิงใจดิ่งลึก ออกแรงกำเหล็กแหลมของตนเองแน่น ในหัวก็วาดสภาพแวดล้อมของศาลเจ้านี้รวมไปถึงคิดหาทางหนีทีไล่หากต้องพบกับอันตรายขึ้นอย่างรวดเร็ว
และตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าด้านนอกที่รวมตัวกัน จู่ๆ ก็สลายหายไป กลายเป็นความเงียบสงบเกินบรรยาย
ความเงียบสงบนี้ ไม่ได้ทำให้สวี่ชิงถอนหายใจโล่ง แต่กลับทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่ามันเป็นความเงียบสงบก่อนพายุจะเข้า ขนทั้งร่างลุกขึ้นชูชัน เขาสัมผัสได้รางๆ ว่าสิ่งประหลาดที่มารวมตัวกันด้านนอกศาลเจ้าเวลานี้กำลังลังเลว่าจะเข้ามาดีหรือไม่
พริบตาต่อมา ท่ามกลางความเงียบงัน ในที่สุดสิ่งประหลาดด้านนอกก็เลือกย่ำเข้ามาในศาลเจ้า สวี่ชิงได้ยินเสียงก้าวเข้ามา เสียงฝีเท้าย่ำลงบนก้อนอิฐ
ปึก
เสียงนี้เหมือนมีหินก้อนยักษ์หล่นกระทบดวงจิตของสวี่ชิง ทำให้สวี่ชิงใจดำดิ่ง แต่พริบตานี้เอง จู่ๆ เสียงงึมงำก็ดังก้องขึ้นในศาลเจ้า พร้อมนำความศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทานเข้ามา
แสงสีทองแผ่กระจายออกมาจากกำแพงสาดส่องไปทั้งศาลเจ้า และแผ่เข้ามาจนถึงตัวสวี่ชิงด้วย ทำให้โลกที่อยู่ภายใต้เปลือกตาของเขาสว่างจ้าขึ้นมาจากความมืดมิดทันที
และตาทั้งสองของสวี่ชิงก็เจ็บปวดด้วยแสงสีทองนี้ จนต้องลืมตาขึ้นเผชิญหน้ากับสิ่งประหลาดเหล่านี้เป็นครั้งแรก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา