บทที่ 355 วิญญาณอาฆาตจักรพรรดิภูต
“ใต้เท้า เป็นเจ้าหนูคนนี้ เขาชื่อสวี่ชิงขอรับ
“นอกจากนี้เขายังมีผู้ร่วมมืออีกคนหนึ่ง จากการสืบคือศิษย์พี่ของเขา ชื่อเฉินเอ้อร์หนิว ส่วนคนที่สามก็สืบได้กระจ่างแล้ว เป็นธิดาเทพของสำนักเต๋านอกวิถีมณฑลรับเสด็จราชัน ชื่อว่าชิงชิว อยู่ระหว่างการเดินทางเช่นกัน ไม่กี่วันนี้ก็จะมาถึง”
สีหน้าของชายชราฉายแววแปลกประหลาด ก่อนจะพูดต่อไป
“เรื่องที่ทั้งสามคนนี้ทำยิ่งเพิ่มความบ้าคลั่งให้กับโยวจิง ดังนั้นจากการวิเคราะห์ของข้า พวกเขาน่าจะเป็นคนที่โยวจิงเกลียดที่สุดในตอนนี้”
ชายกลางคนพยักหน้า
“ยังไม่ต้องรีบร้อน พวกเราลองลงมือกันเองก่อน หากสุดท้ายยังไม่อาจทำให้จิตใจของโยวจิงแตกสลาย ทำให้พวกเราค้นวิญญาณไม่ราบรื่น ก็พาพวกเขาไปกระตุ้นโยวจิงสักหน่อย
“แล้วก็สวี่ชิงคนนี้ไม่เลวเลย นิสัยใจคอก็ดี หากเขามีความสามารถมาเป็นผู้ครองกระบี่ได้ ก็นับว่าเป็นต้นกล้าที่ดี
“ช่วงนี้เขตปกครองบนเตรียมเปิดแดนต้องห้ามเซียนบรรพกาลอีกครั้ง เพื่อรับมือกับสัญญาณฟื้นฟูที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ของมณฑลต่างๆ ดังนั้นการทดสอบครั้งนี้ พวกเจ้าเพิ่มความโหดเหี้ยมขึ้นได้เล็กน้อย ยุคสมัยไม่เหมือนเดิมแล้ว สิ่งที่พวกเราต้องการคือหมาป่า มิใช่สุนัขบ้าน”
ชายชราได้ยินคำว่าแดนต้องห้ามเซียนบรรพกาลสี่คำนี้ก็หน้าเปลี่ยนสี
“จะเปิดแดนต้องห้ามเซียนบรรพกาลอีกครั้งหรือ ที่นั่นไม่ได้ลือกันว่าพบเทพที่ไม่รู้จักกำลังนิทราหรอกหรือขอรับ
“ใช่แล้ว คนคิดว่าเคราะห์ภัยของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์มาจากเสี้ยวหน้าเทพเจ้าบนท้องฟ้าเท่านั้น แต่กลับไม่รู้…จากบันทึก ในยุคที่เจ้าเหนือหัวจักรพรรดิโบราณคนนั้นจำต้องจากไป เทพเจ้าที่มาเยือนไม่ได้มีเพียงเสี้ยวหน้าเท่านั้น ยังมีอีกจำนวนมากที่ซ่อนตัวอยู่
“ไม่รู้ว่าเหล่าองค์ท่านกำลังรออะไร เขตปกครองบนมีความคิดจะเปิดอีกครั้ง บางทีก็รับคำสั่งไปพิสูจน์สักหน่อย” ชายกลางคนส่ายหน้า หันหลังจากไป
มีเพียงชายชรายืนอยู่ที่เดิม สีหน้ามีร่องรอยซับซ้อน ถอนหายใจเบาๆ ออกมา ร่างค่อยๆ เลือนหายไป
เวลาหมุนผ่านไปช้าๆ เจ็ดวันผ่านไป
ในเวลาเจ็ดวันนี้สวี่ชิงก็กลับมาใช้ชีวิตเช่นในอดีต ทุกวันเขาล้วนไปที่ลานพิธีเต๋า ตั้งใจเรียนที่นั่น เรียนวิชาความรู้สมุนไพรมากมาย
ไม่มีใครส่งสารท้าประลองมาให้เขาอีก ทำให้สวี่ชิงกลายเป็นคนที่สองที่ไม่มีใครกล้าท้าประลองของสำนักต่างๆ
ในระหว่างนี้ผู้สืบมรรคาของสำนักเซียนล้ำบารมีก็กลับมาแล้ว
การกลับมาของเขาสร้างแสงพรายรุ้งทั่วฟ้า เหมือนว่าเคล็ดวิชาของเขาเพิ่งจะบริบูรณ์ ยังทำได้ไม่ถึงขั้นเก็บซ่อนได้โดยสมบูรณ์ สร้างความสนใจนับไม่ถ้วน สวี่ชิงเงยหน้ามองไปบนท้องฟ้าเช่นกัน
เขาสัมผัสได้ถึงพลังกดดันกลุ่มหนึ่งจากในแสงพรายรุ้งรอบกายของผู้สืบมรรคาคนนั้น
และหลังจากที่ผู้สืบมรรคาคนนี้กลับมา สำนักเซียนล้ำบารมีก็เป็นปกติทุกอย่าง เขาไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาเรื่องจากการตายของหลี่จื่อเหลียง เหมือนว่าในใจเขา หลี่จื่อเหลียงไม่เกี่ยวอะไรอะไรกับเขา
“เป็นเขาอย่างนั้นหรือ” สวี่ชิงพึมพำ เขาไม่แน่ใจ แต่นี่ก็ไม่ส่งอิทธิพลต่อความระมัดระวังและการเตรียมพร้อมป้องกันของเขา
นอกจากนี้ ในเจ็ดวันนี้ ผลเก็บเกี่ยวที่มากที่สุดของสวี่ชิงก็คือการพัฒนาทางด้านวิถีลูกกลอน
โดยเฉพาะชายชราที่ลานพิธีเต๋า ในการบรรยายครั้งหนึ่งได้เอ่ยแนวความคิดขึ้นมา แนวความคิดนี้อีกฝ่ายพูดตรงๆ ว่ายังไม่สมบูรณ์ นับได้เพียงเอามาใช้สนับสนุนเท่านั้น
นั่นก็คือการแยกแยะสมุนไพรที่ไม่รู้จัก
จากเส้นลมปราณของมันวิเคราะห์วงศ์ จากวงศ์วิเคราะห์คุณสมบัติ จากคุณสมบัติวิเคราะห์สรรพคุณยา จากสรรพคุณยาตัดสินว่าเป็นหยินหรือหยาง วิธีการวิเคราะห์ทั้งชุดนี้เปิดแนวความติดใหม่ให้กับสวี่ชิง
และเขานึกย้อนถึงความรู้เรื่องสมุนไพรที่ตนมี พบว่าวิธีการแยกแยะวิธีนี้แม้จะไม่ถูกทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็มีแปดส่วนที่ถูกต้อง
แม้หนทางวิถีลูกกลอน ห่างเพียงเล็กน้อยก็ห่างกันราวฟ้ากับเหว แต่สำหรับผู้บำเพ็ญวิถีลูกกลอน มีวิธีแยกแยะเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยก็มีประโยชน์อย่างมาก ในด้านการบุกเบิกพัฒนาสมุนไพรตัวใหม่
นอกจากนี้สวี่ชิงยังได้ยินคำว่าสมุนไพรคุณสมบัติเทพคำนี้จากชายชราบนลานพิธีเต๋าอีกด้วย
สมุนไพรคุณสมบัติเทพ สวี่ชิงทั้งไม่คุ้นเคยแต่ก็คุ้นเคย ไม่คุ้นเคยเพราะในตำราสมุนไพรของปรมาจารย์ไป่ มีการจดบันทึกเกี่ยวกับมันไม่มาก ส่วนคุ้นเคยเพราะนับจากที่เขาคลุกคลีกับสมุนไพร ก็ตามหาหญ้าที่มีคุณสมบัติเทพมาโดยตลอด
แต่จวบจนหัวหน้าเหลยจากไป จวบจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังหาไม่เจอ
นั่นก็คือดอกลิขิตฟ้าที่สามารถต่อชะตาชีวิตได้
“ดอกลิขิตฟ้า มีอีกชื่อว่าเพลิงต่อชะตา สมุนไพรแห่งเทพเจ้า เป็นการกลายพันธุ์ประหลาดมาจากพืชตระกูลไม้ซ้อนอันมหัศจรรย์ การเปลี่ยนแปลงนี้มีบันทึกไว้เจ็ดสิบสามชนิด แต่มีเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้ เติบโตอยู่ในเขตพื้นที่ต้องห้ามทุกที่อย่างไม่มีกฎเกณฑ์ จำนวนมีอยู่น้อยถึงน้อยมาก
“สรรพคุณสามารถรักษาอวัยวะที่ขาดหายให้งอกใหม่ ฟื้นคืนชีวิต นอกจากบาดแผลทางจิตวิญญาณแล้ว ยังใช้กับการแพทย์ทั่วไปได้ทุกแขนง”
ลานพิธีเต๋าข้างหน้า ชายชรานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น เอ่ยราบเรียบ ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้บำเพ็ญที่ฟังบรรยายเรื่องสมุนไพรที่นี่
สำหรับเขาแล้ว ความรู้เรื่องสมุนไพรและลูกกลอนเป็นทั้งของตน และเป็นทั้งของเผ่ามนุษย์ ดังนั้นต่อให้คนที่ฟังไม่เยอะ แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดมาถ่ายทอดความรู้
กระทั่งว่าเมื่อหลายปีก่อนเขายังพเนจรไปทั่ว ไปบรรยายถ่ายทอดความรู้ด้านสมุนไพร ยาลูกกลอนไปในเขตเผ่ามนุษย์ต่างๆ เพียงแต่ช่วงนี้อายุของเขามากแล้ว อายุขัยใกล้หมดสิ้นเต็มที มีใจแต่ไร้ซึ่งกำลัง จึงไม่ออกไปข้างนอก
แต่อยู่ที่โถงครองกระบี่ สอนความรู้เรื่องสมุนไพรให้กับผู้บำเพ็ญไร้สังกัด
เนื่องจากพบเจอนักเรียนมามากมาย ดังนั้นสำหรับผู้บำเพ็ญที่มาฟังคำบรรยายไปๆ มาๆ เหล่านี้ ก็ล้วนไม่สนใจทั้งนั้น มาก็ดี ไปก็ช่าง เขาล้วนไม่สนใจ
“พืชที่มีคุณสมบัติเทพที่ว่า ดูจากต้นกำเนิดของมันแล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับขั้นชีวิต ข้าหลายปีมานี้กระทั่งว่าศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้มาโดยตลอด พืชพรรณประเภทนี้เหมือนจะสามารถปรับตัวเข้ากับโลกหลังจากที่เทพเจ้ามาเยือนได้ดีกว่าเผ่าพันธุ์ที่มีเลือดเนื้อ
“ข้าจึงมักคิดว่า บางทีพืชพรรณคุณสมบัติเทพอาจจะเป็นทิศทางการการศึกษาค้นคว้าเทพเจ้าของเผ่าพันธุ์อื่นๆ”
สวี่ชิงฟังถึงตรงนี้ร่างกายก็สะท้านเฮือก เขาพลันนึกถึงเทียนประทีป นึกถึงไป๋ลี่ในตอนนั้นขึ้นมา
ในตัวไป๋ลี่ก็มีต้นไม้วิญญาณต้นหนึ่งเช่นกัน สุดท้ายหลอมรวมเป็นหนึ่งไปกับต้นไม้วิญญาณ และเคยปะทุระลอกคลื่นพลังคุณสมบัติเทพออกมาในระดับหนึ่งด้วย จากนั้นเขาก็คิดถึงเซิ่งอวิ๋นผู้ปราดเปรื่อง
เขาไม่รู้ว่าศึกที่สำนักนำบารมีตอนนั้นในตัวของร่างทดสอบเทพเจ้าร่างนั้นมีต้นไม้วิญญาณหรือไม่ จุดนี้เขาคิดว่าเดี๋ยวจะกลับไปถามอาจารย์สักหน่อย
จะอย่างไรร่างทดสอบเทพเจ้าร่างนั้นยังอยู่ในสำนักเจ็ดเนตรโลหิต อาจารย์ของตนกำลังศึกษาค้นคว้ามันอยู่
คิดถึงตรงนี้สวี่ชิงก็ตั้งใจฟังต่อ บางครั้งเจอกับเนื้อหาที่ชายชราบรรยายลึกเกินไป เขาไม่สะดวกไปถาม ก็หยิบตำราสมุนไพรออกมาจดเอาไว้ ไว้ไปศึกษาค้นคว้าภายหลัง
ผู้บำเพ็ญที่ฟังบรรยายคนอื่นๆ ส่วนมากล้วนเป็นเช่นนี้ ประเดี๋ยวๆ ก็จดบันทึกเหมือนกัน
เวลาก็ผ่านไปอีกครึ่งเดือนเช่นนี้เอง
สวี่ชิงจมอยู่ในการศึกษาเรียนรู้ แต่จะอย่างไรก็มีวันที่ต้องเลิกรา พลบค่ำของวันนี้ จากการบรรยายเนื้อหาเรื่องสมุนไพรคุณสมบัติเทพที่จบลงโดยสมบูรณ์ เขาก็เงยหน้าขึ้น มองไปยังผู้บำเพ็ญที่มาฟังคำบรรยายเจ็ดแปดคนนี้โดยมีสวี่ชิงรวมอยู่ในนั้นด้วย
“หลังจากนี้พวกเจ้าไม่ต้องมาแล้ว บทเรียนพื้นฐานของสมุนไพรข้าบรรยายจบแล้ว รอเมื่อวิถีลูกกลอนของพวกเจ้าทะลวงได้ถึงขอบเขตที่สูงกว่านี้ค่อยมาหาข้า ข้าจะบรรยายบทที่สูงขึ้นให้ฟัง
“นอกจากนี้ ชีวิตนี้ข้าไม่รับลูกศิษย์ เพราะสิ่งที่บรรยายไปไม่ใช่สมบัติส่วนตัว เป็นศิษย์หรือไม่เป็นศิษย์ไม่มีอะไรแตกต่าง เวรกรรมก็ลดน้อยลงด้วย”
ชายชราเอ่ยราบเรียบ สายตากวาดไปยังคนที่อยู่ข้างล่างทั้งหลาย ไม่ได้หยุดอยู่ที่ใครทั้งนั้น มีเพียงที่ตำรายาในมือสวี่ชิงเท่านั้นที่เหมือนจะมองอยู่นานหน่อย
สวี่ชิงและคนอื่นๆ ที่นี่ต่างรีบลุกขึ้น โค้งคารวะชายชราด้วยสีหน้าเคารพนอบน้อม
แม้ต่างจะไม่ใช่ศิษย์อาจารย์ที่แท้จริง แต่การสอนในเวลาเดือนกว่านี้ก็นับว่าเป็นบุญคุณ
แต่ในนั้นก็ยังมีผู้บำเพ็ญสามคนที่สีหน้าฉายความเสียดาย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดอยากใช้ความตั้งอกตั้งใจของตัวเอง ช่วงชิงโอกาสขอฝากตัวเป็นศิษย์
อย่างไรเสียคนที่ฟังบรรยายอยู่ที่นี่ล้วนแต่เป็นผู้มีความรู้ด้านสมุนไพรทั้งนั้น พวกเขารู้ดีว่าความลึกซึ่งด้านวิถีสมุนไพร ยาลูกกลอนของชายชราบรรลุถึงขั้นสุดยอดแล้ว
และคนแบบนี้สอนหนังสืออยู่ที่โถงกระบี่ ตัวตนของเขาในโถงครองกระบี่จะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ความจริงแล้วไม่ใช่แค่ที่ลานพิธีเต๋าแห่งนี้ที่เป็นแบบนี้ ที่ลานพิธีเต๋าแห่งอื่นในเมืองมรรคาสวรรค์ที่บรรยายวิชาเวทการฝึกฝน หรือจะเป็นที่ฝึกฝนการใช้อาวุธ คนที่ฟังคำบรรยายส่วนใหญ่ล้วนมีความหวังเช่นนี้กันทั้งนั้น
“เป็นสวี่ชิง!”
“ในที่สุดเขาก็มาแล้ว!”
“ไม่รู้ว่าสวี่ชิงคนนี้จะปีนได้สูงเพียงใด”
ท่ามกลางเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ก็ต่างถอยหลบให้ทาง สวี่ชิงเดินผ่านไปด้วยสีหน้าสงบนิ่งจนไปถึงใต้เสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะ
เทียบกับเสาต้นนี้ ผู้บำเพ็ญทั้งหลายที่อยู่บนพื้นราวมดปลวก เล็กจ้อยเป็นอย่างยิ่ง
สวี่ชิงเงยหน้ามองเสายักษ์ที่น่าครั่นคร้ามตื่นตะลึงต้นนี้ ในสมองมีกฎการปีนเสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะที่เขาเข้าใจกระจ่างในช่วงนี้ผุดขึ้น
บนเสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะต้นนี้ สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการปีนมีอยู่สองอย่าง
หนึ่งคือการโจมตีจากจิตอาฆาตแค้น
แต่เดิมเสามรรคาสรรค์พ้นพันธะคืออาวุธร้ายกาจ จักรพรรดิภูตใช้อาวุธร้ายกาจชิ้นนี้สังหารสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน นี่ทำให้บนเสาต้นนี้เต็มไปด้วยจิตอาฆาตแค้นก่อนตายของหมื่นเผ่าจำนวนนับไม่ถ้วน
ความอาฆาตแค้นพวกนี้รุนแรงเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ถูกจิตต่อสู้สะกดเอาไว้ เผยออกมาข้างนอกไม่น่ากลัวขนาดนั้นก็เท่านั้น แต่หากร่างกายไปสัมผัส ก็จะถูกโจมตีจากจิตอาฆาตจำนวนหนึ่ง
อีกทั้งบนเสา การโจมตีจากจิตอาฆาตแค้นรุนแรงเป็นยิ่งนัก
จนเมื่อรุนแรงจนถึงขีดสูงสุดก็จะก่อร่างเป็นวิญญาณอาฆาตผู้บำเพ็ญโบราณที่ตายด้วยน้ำมือของจักรพรรดิภูตในทะเลความรู้สึกของผู้บำเพ็ญ
นี่ก็คือจุดยากจุดที่สอง
ผู้บำเพ็ญมีเพียงกำจัดมันออกจากทะเลความรู้สึกเท่านั้นจึงจะปีนต่อไปได้
หากขับไล่ล้มเหลว ก็จะไม่ถูกแย่งชิงร่าง แต่จะถูกสะเทือนออกไปจากเสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะ นับว่าสิ้นสุดการฝ่าด่าน
และยิ่งสูงวิญญาณอาฆาตผู้ฝึกฝนยุคโบราณก็จะสมจริงยิ่งขึ้น ยิ่งขับไล่ยาก อีกทั้งเดิมพวกมันก็เกิดจากเสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะ คล้ายว่าเป็นร่างเดียวกัน จึงมีสภาวะที่เหมือนเป็นอมตะ
ดังนั้นทันทีที่เสียเวลานาน ผู้บำเพ็ญก็จะพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย
ข้อมูลพวกนี้ผุดขึ้นมาในสมองของสวี่ชิง เขามองเสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะข้างหน้า สูดลมหายใจลึก
พลังกดดันมหาศาลที่มาจากเสาต้นนี้ ทำให้สวี่ชิงยืนอยู่ตรงนี้สัมผัสได้อย่างชัดเจน ภูเขาจักรพรรดิภูตในทะเลความรู้สึกของเขายิ่งสาดประกายแสงพร่างพรายออกมาในเวลานี้
ครู่หนึ่ง ในดวงตาสวี่ชิงก็ฉายประกายวาววาบ ท่ามกลางการจับจ้องของคนทั้งหลายรอบๆ ร่างเพียงไหววูบทะยานขึ้นฟ้า ก็เหยียบมาบนเสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะ
เหยียบไปเพียงก้าวเดียวก็เป็นระยะสิบจั้ง สวี่ชิงดวงตาฉายประกายวาววับ เขาสัมผัสได้ถึงการโจมตีจากจิตอาฆาตแค้น แต่กลับอ่อนมาก ไม่น่ากลัว
ฝีเท้าของเขาจึงไม่หยุดยั้ง ก้าวไปข้างบนอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงต่อไป
สี่สิบจั้ง แปดสิบจั้ง หนึ่งร้อยสามสิบจั้ง…
เวลาเพียงสามถึงห้าอึดใจ เงาร่างของสวี่ชิงก็มาปรากฏที่ความสูงสองร้อยจั้ง ที่นี่ ร่างของเขาหยุดชะงักเล็กน้อยเป็นครั้งแรก
จิตอาฆาตแค้นที่มาจากเสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะจำนวนนับไม่ถ้วนในสมองของเขา ตอนนี้รวมตัวเป็นร่างรางเลือนร่างหนึ่งอย่างรวดเร็ว
กลิ่นอายโบราณมาพร้อมด้วยความบ้าคลั่งและความละโมบแผ่ซ่านออกมาจากร่างนี้ ยิ่งมีเสียงคำรามน่ากลัวดังสะท้อนในสมองเป็นระลอกๆ
เงาร่างใกล้จะก่อตัวสำเร็จแล้วเต็มที
แต่เสี้ยวพริบตาต่อมา…เงาร่างนี้พลันสั่นสะท้านจากการสั่นสะเทือนของภูเขาจักรพรรดิภูตในทะเลความรู้สึกของสวี่ชิง แตกสลายไปในทันที มีเสียงครวญครางน่าเวทนาดังก้องในนั้นอยู่แว่วๆ คล้ายว่าวิญญาณอาฆาตพวกนี้ถูกเปลี่ยนสภาวะที่เป็นอมตะ ดับสลายไปโดยสมบูรณ์
“จักรพรรดิภูต!!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา