บทที่ 4 แขกไม่ได้รับเชิญ
พริบตาที่หันตัวกลับ สวี่ชิงกวาดตามองด้านหลังอย่างรวดเร็ว
เขามองเห็นว่าห่างออกไปเจ็ดแปดจั้ง มีคนเจ็ดคนยืนอยู่ในตำแหน่งที่ต่างกัน กระจายตัวบีบเข้ามาหาตนเอง
ทั้งเจ็ดคนล้วนเป็นผู้ใหญ่ มีทั้งชายและหญิง ส่วนใหญ่สวมเสื้อขนสัตว์ สีเทาเข้ม มีถุงหนังแขวนอยู่มากมาย
ทุกคนล้วนมีอาวุธ เดินแยกกระจัดกระจาย
สามคนในนี้ถือธนู และมีสองคนถือดาบ แต่ละคนล้วนไม่ยอมหันหลังให้ฝ่ายตรงข้ามคล้ายอยู่ในท่าทีป้องกัน
มีคนหนึ่งมือสวมถุงมือ ยืนอยู่ด้านหน้าตรงกลางสุดลำพัง
ส่วนคนที่มีน้ำเสียงประหลาดเมื่อครู่ กลับเป็นชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง
คนผู้นี้แบกขวานสงครามขนาดยักษ์ไว้เล่มหนึ่ง อยู่ใกล้กับสวี่ชิงมากที่สุด
ร่างกายเขาใหญ่โตมโหฬาร บนหน้ามีแผลเป็นบิดเบี้ยว ยิ่งไปกว่านั้นหนวดยังรกรุงรัง นัยน์ตาเวลานี้แฝงความโหดร้ายไว้ด้วย ระหว่างยิ้มก็สาวเท้าก้าวใหญ่บีบเข้ามาหาสวี่ชิง
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สวี่ชิงมองเห็นหลังจากกวาดตาครั้งหนึ่ง
รูม่านตาเขาหดลง วิเคราะห์ในหัวทันทีว่าคนเหล่านี้คล้ายไม่ใช่กลุ่มก้อนเดียวกัน ดูคล้ายจะเป็นการรวมกลุ่มชั่วคราวมากกว่า
จุดนี้มองออกอย่างชัดเจนจากตำแหน่งยืน รวมถึงการป้องกันของพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้นสวี่ชิงเองก็ยังเดาตัวตนของคนเหล่านี้ได้ พวกเขา…เป็นพวกคนเก็บกวาด!
ทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณไม่เคยขาดแคลนพวกคนเก็บกวาด พวกเขาส่วนใหญ่โหดร้ายและไม่ค่อยจะมีขีดความอดทนสูงนัก เป็นเรื่องปลาใหญ่กินปลาเล็กทั้งสิ้น
เห็นได้ชัดว่าเมื่อฝนเลือดในพื้นที่ต้องห้ามครั้งนี้หยุดลง ม่านพลังเปิดออก คนเก็บกวาดรอบด้านจึงถูกดึงดูดเข้ามาเหมือนผึ้ง
สำหรับพวกเขา แม้พื้นที่ต้องห้ามถึงจะอันตราย แต่เดิมก็ใช้ชีวิตอยู่บนปลายดาบอยู่แล้ว ทรัพยากรที่ซ่อนอยู่ในเมืองร้างเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาจ้องกันตาเป็นมัน
แม้ทรัพยากรส่วนใหญ่จะถูกปนเปื้อนไปแล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งของที่มีมูลค่าอยู่
ขณะที่กำลังคิดในใจอย่างรวดเร็ว สวี่ชิงก็ร่างไหววูบ คิดจะกระโจนหนีไปข้างๆ
แต่ชายร่างใหญ่ที่บีบเข้ามาหาเขา เมื่อเห็นสวี่ชิงกำลังจะหนี เจตนาสังหารที่แฝงในดวงตาก็เข้มขึ้น ในรอยยิ้มบิดเบี้ยวมีความกระหายเลือดแฝงอยู่
“จะหนีหรือ ข้าชอบไล่สังหารพวกเจ้าหนูตัวน้อยอย่างเจ้ามากที่สุด ของในถุงหนังของเจ้าน่าจะมีของอยู่เยอะกระมัง หัวหน้าเหลย เจ้าเด็กคนนี้ข้าขอแล้วกัน”
ความโหดร้ายในตาชายร่างใหญ่ราวกับแผ่ซ่านออกมาจากในรูม่านตาเขาจนกลายเป็นแรงคุกคามได้ควบคู่กับร่างกายสูงใหญ่รวมไปถึงขวานสงครามของเขา มีแรงกดดันมหาศาลเลยทีเดียว
เวลานี้สาวเท้าก้าวใหญ่พุ่งเข้ามา ขวานสงครามในมือขวายกควงขึ้น ขว้างตรงมายังทิศทางที่สวี่ชิงคิดจะกระโดดหนี
ขวานสงครามที่มาพร้อมเสียงหวีดหวิว พุ่งวาดผ่าระยะห่างในอากาศของทั้งสองฝ่ายเข้ามาใกล้ในพริบตาท่ามกลางเสียงตะโกน
ชายร่างใหญ่แข็งแรงมาก การเคลื่อนไหวก็ไม่เชื่องช้า แต่ความเร็วของสวี่ชิงเร็วกว่า แทบจะพริบตาที่ขวานสงครามพุ่งเข้ามา ร่างของเขาก็เพิ่มความเร็วฉับพลันเบี่ยงตัวหลบแล้ว
ขวานสงครามแฉลบผ่านเบื้องหน้าเขาไป
ลมกระพือผ่านใบหน้าสวี่ชิง พัดผมที่รุงรังปลิวขึ้นมาเล็กน้อย เผยให้เห็นถึงดวงตาที่ดุดันประดุจหมาป่าใต้เส้นผม
พริบตาต่อมาสวี่ชิงกลิ้งตัวลงบนพื้น เขาไม่ได้หลบหนีแต่ประชิดเข้าใกล้ชายร่างใหญ่ มือขวายกขึ้น เหล็กแหลมสีดำเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมาบนมือเขา
สวี่ชิงใช้ข้อดีจากร่างกายที่เล็กกว่าอีกฝ่าย กระโจนร่างขึ้นฉับพลัน เหล็กแหลมพุ่งแทงตรงไปที่ใต้คางของชายร่างใหญ่!
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ร่างกายผอมเล็กของสวี่ชิง รวมไปถึงการเคลื่อนไหวที่คิดจะหนีก่อนหน้าทั้งหมดเป็นการสร้างเกราะป้องกันทางธรรมชาติให้กับการลงมือของเขา ทำให้ตอนนี้แม้แต่ชายร่างใหญ่ยังสัมผัสได้ถึงอันตราย
แต่ถึงอย่างไรประสบการณ์เขาก็เต็มเปี่ยม เวลานี้เขาเอนหลบไปด้านหลังด้วยสีหน้าตกตะลึง เหล็กแหลมแฉลบผ่านใบหน้าไปฉิวเฉียด แต่บนคางก็ยังถูกถากจนเป็นรอยแผล
และไม่รอให้เขาเดือดดาล สวี่ชิงสีหน้าเย็นชา พอโจมตีพลาดมือซ้ายก็ล้วงเอากริชที่น่องออกมาอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ชายร่างใหญ่เอนหลบไปด้านหลังครึ่งตัวก็ก้มตัวลงต่ำแล้วใช้กริชแทงลงไปบนหลังเท้าขวาของชายร่างใหญ่อย่างแรง
กริชเล่มนี้แทงทะลุรองเท้าสาน เสียงพ่นพรวดดังขึ้น ทะลุเนื้อปักลงไปบนดินเลน!
ชายร่างใหญ่สีหน้าบิดเบี้ยว ความเจ็บปวดรุนแรงโถมร่างทั้งร่าง เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นฉับพลัน เมื่อคิดจะโต้กลับ สวี่ชิงก็ปราดเปรียวเสียเหลือเกิน หลังจากลงมือร่างกายก็ถอยกรูดถอยออกไปอยู่หลังซากกำแพงหักทันที คุกเข่าลงตรงนั้นเพื่อเตรียมพร้อม
เปลวไฟที่สั่นไหวบดบังใบหน้าของเขาอยู่ ทำให้ตัวเขาเดี๋ยวชัดเดี๋ยวเลือนไม่หยุด แต่ดวงตาประดุจหมาป่าคู่นั้น เป็นสิ่งที่แสงไฟมิอาจปิดบังได้ มีความระแวดระวังและดุร้ายแฝงไว้มองไปยังคนเก็บกวาดเหล่านั้น
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไวมาก อายุและรูปร่างของสวี่ชิงทำให้รู้สึกสับสนจนทำให้คนเก็บกวาดหลายคนตอบสนองไม่ทันภายใต้ความประมาทเช่นนี้
ขณะนี้ดวงตาหลายคู่ทยอยเผยความดุร้าย สายตาของคนง้างธนูทั้งสามดูคมกริบขึ้นมาทันที
สวี่ชิงที่หลบอยู่ด้านหลังที่กำบัง ไม่ได้มองไปยังชายร่างใหญ่ที่ดิ้นรนร้องเจ็บปวดกระชากกริชออกมาจากหลังเท้าที่อยู่ห่างๆ นั่น แต่หลังจากที่กวาดตามมองคนถือธนูทั้งสาม และก็มองไปยังคนสวมถุงมือที่ยืนอยู่ตรงกลางสุดคนนั้นเป็นคนสุดท้าย
คนผู้นี้เป็นชายชราคนหนึ่ง แม้ชุดจะเหมือนกับคนอื่นๆ แต่สายตากลับดุดันมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นบนตัวเขา สวี่ชิงสัมผัสถึงคลื่นพลังวิญญาณได้รางๆ อีกด้วย
และดูจากตำแหน่งของเขา รวมไปถึงบนสายตาที่ไปรวมกันตามสัญชาตญาณของคนอื่นรอบๆ ในใจสวี่ชิงก็ตัดสินได้แล้ว ว่าอีกฝ่าย…น่าจะเป็นหัวหน้าชั่วคราวของคนเก็บกวาดกลุ่มนี้
สวี่ชิงมองชายชรา วิเคราะห์ในใจ แต่ชายชราก็ยังคงมองเขา ในสายตาปรากฏความประหลาดใจอยู่เล็กน้อย
เพียงไม่นานชายชราก็เบนสายตา มองไปยังเปลวไฟเผาไหม้ที่กำลังลุกโหมห่างออกไปกลุ่มนั้นอย่างเงียบงัน
ตอนนี้เอง ชายร่างใหญ่ที่ดึงกริชออกมาได้แล้ว ในดวงตามีโทสะระเบิดอย่างบ้าคลั่ง คำรามออกมาเสียงหนึ่งแล้วพุ่งทะยานเข้าไปทางสวี่ชิง
“เจ้าหนูน้อย มาดูกันว่าข้าจะให้เจ้าตายอย่างไร!”
สวี่ชิงหรี่ตาลง เผยให้เห็นความคมกริบอันดุดัน และขณะที่เพิ่งคิดได้ว่าจะทำอะไร ตอนนี้เอง เสียงแหบพร่าเสียงหนึ่งก็ส่งออกมาเรียบๆ
“พอได้แล้ว!”
สองคำนี้ ราวกับมีพลานุภาพสั่นสะเทือน ถึงกับทำให้ชายร่างใหญ่ที่คำรามกราดเกรี้ยวจำใจต้องหยุดเท้าลง หันหน้ากลับมาทางผู้ที่พูด
คนที่พูด ก็คือชายชราสวมถุงมือที่สวี่ชิงเพิ่งมองไปเมื่อครู่นั่นเอง
“หัวหน้าเหลย…”
“เด็กคนนี้น่าจะเป็นผู้รอดชีวิตด้านนอกถ้ำยาจก เทพเจ้าให้เขารอดมาแล้ว เจ้าก็อย่าลงมือเลย พวกเราไปเถิด”
“แต่ว่า…” ในดวงตาชายร่างใหญ่มีความไม่ยินยอมอย่างแรงกล้า เขาเชื่อว่าก่อนหน้านี้ตนเองแค่ประมาทไป ถ้าหากลงมือกันจริงๆ เขามั่นใจว่าแค่ไม่กี่อึดใจก็หักคอของสวี่ชิงได้แล้ว
และตอนที่กำลังจะอ้าปากพูด ชายชราก็มองเขาเรียบนิ่งผาดหนึ่ง
“ต้องให้ข้าพูดรอบที่สองด้วยหรือ”
ชายร่างใหญ่สีหน้าเหมือนยังไม่ยินยอม แต่สุดท้ายก็ก้มหน้าลง
เพียงแต่จังหวะที่ก้มหน้าลง เขายังเหลือบมองไปทางสวี่ชิงที่ซ่อนตัวอยู่หลังที่กำบัง จิตสังหารเผยออกมาบนใบหน้าแล้วจางไป จากนั้นจึงหันหลังกลับอย่างเย็นชา เดินกะเผลกๆ ไปทางชายชรา
จิตสังหารนี้ สวี่ชิงสัมผัสได้ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย จ้องมองคนเก็บกวาดกลุ่มนี้ที่เดินห่างออกไปอย่างระแวดระวัง
แต่หลังจากที่พวกเขาเดินออกไปประมาณสิบจั้ง ชายชราตรงกลางก็หยุดเท้าลง หันหน้ากลับมา ไม่รู้ว่ามองสวี่ชิงหรือว่ากำลังมองเปลวไฟที่กำลังแผดเผากองศพกองนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
“เด็กน้อย อยากจะออกจากที่นี่ไปพร้อมข้าหรือไม่”
สวี่ชิงงงงัน เขาสังเกตได้จากคำพูดของอีกฝ่าย ที่ใช้คำว่าข้า ไม่ใช่พวกข้า
เขาเงียบ สายตากวาดมองไปที่คนกลุ่มนี้ และชายชราคนนั้นก็ดูมีน้ำอดน้ำทน ไม่ได้เร่งรัด ยืนอยู่ห่างๆ เพื่อรอคำตอบ
หลังผ่านไปกว่าสิบอึดใจ สวี่ชิงกวาดตามองคนเหล่านี้ไปหลายรอบ มองชายชรา จากนั้นก็มองไปยังชายร่างใหญ่หน้าเหี้ยมที่ถูกตนทำร้ายจนบาดเจ็บคนนั้น
ในดวงตาเด็กหนุ่มมีประกายประหลาดแล่นออกมาแล้วหายไป
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ไม่พูดอะไร ค่อยๆ เข้าไปใกล้พวกเขา
พอเห็นสวี่ชิงเดินมา ชายชราก็ยิ้มๆ หันตัวกลับแล้วเดินต่อ คนอื่นเองก็มองจ้องสวี่ชิงผาดหนึ่ง จากนั้นจึงเดินตามไป
สวี่ชิงจึงตามพวกคนเก็บกวาดเช่นนี้ และเห็นพวกเขาออกค้นหาสิ่งของที่มีมูลค่าจากในเมือง
เขาในตอนนี้จึงรู้ฉายาของชายร่างใหญ่เหี้ยมเกรียมคนนั้น คนอื่นๆ เรียกเขาว่ากระทิงโฉด
คนผู้นี้กวาดมองมาทางสวี่ชิงหลายครั้ง สายตาล้วนแฝงความเย็นเยียบอยู่ตลอด แต่ระงับเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าเขาไม่รีบร้อน รอโอกาสให้ชายชราที่ยั้งเขาไว้ไม่อยู่เสียก่อน
และการขัดขืนก็รุนแรงขึ้นในเวลานี้ กระทิงโฉดถลึงตาโต ดีดดิ้นไปทั้งร่างอย่างบ้าคลั่ง
แต่มือของสวี่ชิงก็ราวกับเหล็กกล้ามิปาน กดเอาไว้นิ่ง เท้าขวายกขึ้น เหยียบลงไปบนท้องของกระทิงโฉดจนร่างกายโค้งราวกับเป็นคันธนูหยิบยืมแรงที่มั่นคง ทำให้การขัดขืนของกระทิงโฉดไม่เป็นผล
กระทิงโฉดราวกับปลาตัวหนึ่งที่พ้นออกจากน้ำเพราะเลือดสดหลั่งทะลักต่อเนื่อง ในดวงตาเขาปรากฏประกายความสิ้นหวังขึ้นมาอย่างรุนแรง กระทั่งเผยความอ้อนวอนออกมาเสียด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่เขาเห็น ยังคงเป็นใบหน้าที่นิ่งสงบของสวี่ชิง ส่วนเสียงที่ดังขึ้นจากการขัดขืนของเขาก็ถูกกลบจนมิดอยู่ภายใต้เสียงคำรามและกรีดแหลมภายนอก ไม่มีเล็ดลอดเลยแม้แต่น้อย
หลังจากเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าไปสิบกว่าอึดใจ การขัดขืนของกระทิงโฉดก็อ่อนแรงลง จนสุดท้ายชักกระตุกอยู่ครู่หนึ่ง และร่างทั้งร่างก็ทิ้งตัวลงมา ไม่ขยับเขยื้อน มีเพียงดวงตาที่เบิกโพลงที่หลงเหลือความหวาดกลัวก่อนตายเอาไว้ ลมหายใจขาดห้วงไปเรียบร้อย
สวี่ชิงไม่ได้ยกมือออกทันทีแต่ยังรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายตายแล้วจึงปล่อยมือออก หลังจากเช็ดคราบเลือดแล้ว เขาก็เปิดถุงหนังของตนเองออก
ล้วงหยิบเอาหัวงูที่ห่อไว้ในผ้าออกมาอย่างรอบคอบ ใช้เขี้ยวพิษในหัวของมันอย่างระมัดระวัง แทงลงไปบนผิวหนังของกระทิงโฉด
พริบตาต่อมา ศพของกระทิงโฉดเกิดฟองอากาศสีเขียวขึ้นเป็นระยะจากการที่พิษแพร่กระจาย ละลายลงช้าๆ
ผ่านไปหนึ่งชั่วก้านธูป ศพก็กลายเป็นกองเลือดกองหนึ่ง ซึมลงไปในดินโคลน
สวี่ชิงมองทั้งหมดเงียบๆ เริ่มเก็บกวาดสถานที่ จัดการสิ่งของของกระทิงโฉด ทำเหมือนว่าอีกฝ่ายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จากนั้นจึงมุดออกมาจากกระโจม
ลมหนาวพัดปะทะหน้า นำเอากลิ่นคาวเลือดที่ติดอยู่บนตัวเขาออกไปด้วย สวี่ชิงเงยหน้ามองฟ้ายามค่ำคืน สูดลมหายใจลึกเอาอากาศเย็นเยียบนี้เฮือกหนึ่ง เดินกลับไปยังถุงนอนของตนเองช้าๆ
ตอนที่นอนเข้าไปในถุงนอน ใจของเขาจึงสงบลงมา ความรู้สึกปลอดภัยจากการที่ภัยแฝงเร้นถูกกำจัดทำให้เขาหลับตาทั้งคู่ลง หลับสนิทอย่างรวดเร็ว แต่เหล็กแหลมที่อยู่ในมือก็ยังคงกำไว้แน่น ไม่คลายออกแม้แต่น้อย
ไม่เอ่ยอะไรอีกเลยตลอดคืน
เช้าตรู่วันถัดมา แสงอรุณสาดส่องผืนแผ่นดิน สวี่ชิงลืมตาขึ้น คลานออกมาจากถุงนอนเงียบๆ สายตาเหมือนจะกวาดส่งๆ ไปที่กระโจมของกระทิงโฉด
พริบตาต่อมา ดวงตาของเขาก็หดลงเล็กน้อย
กระโจมของกระทิงโฉดหายไปแล้ว
ในใจสวี่ชิงแน่วแน่ ระมัดระวังมากขึ้น
เพียงไม่นานคนเก็บกวาดคนอื่นก็ทยอยเดินออกมาจากกระโจมในช่วงเช้า ตอนที่พบกับเรื่องนี้เข้า ทุกคนก็ทยอยกันประหลาดใจ ออกค้นหาแต่ก็ไร้วี่แวว
แต่กระทิงโฉดก็หายตัวไปแล้ว กระทั่งกระโจมก็ไม่อยู่ด้วย ดังนั้นคนจึงตัดสินว่า อีกฝ่ายน่าจะออกไปกลางดึกเพราะละโมบต่อสิ่งของในเมือง หรือบางทีอาจจะมีสาเหตุอื่น จึงหายไปไม่บอกลา
สรุปคือในพื้นที่ต้องห้ามนี้ มีเหตุผลอยู่มากมายที่จะทำให้คนคนหนึ่งหายตัวไป
เดิมทีก็เป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นชั่วคราวอยู่แล้ว กระทิงโฉดเองก็มาเพียงลำพัง ดังนั้นผ่านไปไม่นานคนเก็บกวาดเหล่านี้จึงไม่สนใจเรื่องนี้อีก และมีคนมองมาทางสวี่ชิงด้วย แต่ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับสวี่ชิง ทั้งยังไม่ได้รับหน้าที่ให้ตรวจสอบ จึงเก็บเอาการคาดเดาลงไป
มีเพียงชายชราที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าเหลยเท่านั้น ขณะที่เก็บถุงนอนคืนจากสวี่ชิง ก็มองเขาอย่างครุ่นคิดผาดหนึ่ง เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“ตอนนี้ ยังจะไปกับข้าอีกหรือไม่”
ประโยคนี้ ความหมายลึกซึ้ง สวี่ชิงนิ่งงัน
ชายชราไม่พูดอะไรอีก ตะโกนเรียกคนอื่น รีบออกเดินทางกันในช่วงตะวันฉาย
สวี่ชิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หันกลับไปมองซากเมืองด้วยสัญชาตญาณ ท้ายสุดจึงหันหน้ากลับไปมองแผ่นหลังของชายชรา หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ก้าวเท้าเดินตามไป และจังหวะเท้าก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้น
คนเก็บกวาดหกคน เด็กอีกหนึ่งคน เงาของพวกเขาถูกลากยาวภายใต้แสงตะวัน…
ห่างออกไปมีสายลมพัดเข้ามา พัดเป่าความสะอื้นไห้และความทอดถอนใจก่อนออกเดินทางให้จางไป
“นี่คือภัยพิบัติแห่งเทพเจ้า เมืองทั้งเมืองล่มสลาย”
“พื้นที่ต้องห้ามบนโลกนี้ เพิ่มขึ้นมาอีกแห่งหนึ่งแล้ว…”
“นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พวกเจ้าคงเคยได้ยินมากระมัง เจ็ดแปดปีก่อนมีเมืองใหญ่ทางแดนเหนือเมืองหนึ่ง พอเทพเจ้าลืมตามองไป เมืองแห่งนั้นก็สลายหายไปอย่างประหลาดราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน”
บทสนทนาอ่อนเสียงลงเรื่อยๆ ภายใต้แสงตะวันของวันใหม่ ในร่างเงาที่เดินออกไปไกล เด็กหนุ่มนิ่งงันฟังอย่างเงียบงัน และเดินอย่างเงียบงัน
ยิ่งเดิน ก็ยิ่งไกลขึ้นเรื่อยๆ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา