บทที่ 473 เมื่อฝนจากภูเขาจะมา จะมีลมพัดผ่านหอสูงไป
……….
แม้เสียงของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลจะดังก้องสะท้านฟ้าสะเทือนดิน แต่ราวกับยังกังวลว่าคลื่นอารมณ์จะทำให้สวี่ชิงทนไม่ไหวจนแตกสลายไปทันที แปรเปลี่ยนเป็นระดับเหมาะสมที่ไม่ถึงกับทำให้สลายหายไป อำนาจเทพรวมถึงพลังการฉีกทึ่งจึงผ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
สวี่ชิงที่แทบจะทนไม่ไหว ในที่สุดก็ผ่อนลมหายใจออกมา
เขาถอยหลังไปอย่างโซซัดโซเซ เดิมคิดจะจากไป แต่เมื่อเงยหน้ามองมังกรอสรพิษที่แปรมาจากดวงชะตาสีดำล่องลอยอยู่เบื้องหน้าดวงตายักษ์เหล่านั้น ก็นึกถึงความปรารถนาของหลิงเอ๋อร์ที่แผ่ออกมาในทะเลความรู้สึกก่อนหน้านี้ สวี่ชิงจึงใจสั่นเล็กน้อย ชี้นิ้ว พลันเอ่ยขึ้นว่า
“จักรพรรดิโบราณที่เคารพ ข้าขอยืมดวงชะตาสายหนึ่ง หลังจากนี้จะนำของที่คุณค่าเท่ากันมาชดใช้คืน!”
เมื่อเอ่ยออกมา อำนาจเทพที่จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลผ่อนลง ก็โหมขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตายักษ์นั่นจ้องมองสวี่ชิงอย่างเย็นชา ความน่าเกรงขามรุนแรงยิ่งกว่าก่อนหน้าเสียอีก
“ข้าไม่ได้ขอ แต่เป็นการหยิบยืม” สวี่ชิงอธิบายอย่างตั้งใจ
ดวงตายักษ์มองปานสีแดงบนท้องฟ้า จากนั้นก็กวาดตามองสวี่ชิง จ้องอสูรสมุทรบรรพกาลวิถีสวรรค์เขม็ง
ครู่ต่อมา หมอกแห่งดวงชะตาสีดำวูบหนึ่งก็ไหววูบพุ่งมาทางสวี่ชิง หลังจากสวี่ชิงรับเอาไว้ มังกรอสรพิษสีดำนั้นก็กลายเป็นผลึกวารีสีดำชิ้นหนึ่ง
โปร่งใสเป็นระยิบระยับ งดงามจับตา แค่มองก็รู้สึกล้ำค่า
จากนั้น เสียงทุ้มต่ำก็ดังมาจากดวงตายักษ์
“ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ ก็หลับตาลง ไม่มองสวี่ชิงอีก
สวี่ชิงไม่ลังเล พุ่งทะยานเร็วรี่ไปไกล ออกจากเขาเลือดเนื้อ ออกจากวังจักรพรรดิ กลายเป็นสายรุ้งทอดยาวกลางท้องฟ้า ด้านหลังสยายปีกออกมาอย่างรวดเร็ว
เพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดฝัน สวี่ชิงจึงไม่เก็บพระจันทร์สีม่วงกลับเข้าไปในวังสวรรค์วังที่สี่ แต่ให้กระจายหมอกพิษสุดกำลังบดบังพิกัด จากนั้นก็มองท้องฟ้าเป็นระยะ
เขากังวลว่าพระจันทร์สีชาดจะมาเยือน และกังวลว่าจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลจะลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง
ผ่านไปหลายวันเช่นนี้ สวี่ชิงไม่พบการขัดขวางใดของวิญญาณร้ายตลอดการเดินทาง จนกระทั่งตอนที่กลับมาถึงจุดที่ร่อนลงมา อาจเพราะพิกัดถูกบดบัง หรือเพราะความพยายายามของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาล พระจันทร์ม่วงบนท้องฟ้าจึงหม่นหมองลง ปานสีแดงก็เปลี่ยนเป็นรางเลือน
สวี่ชิงไม่กล้าหยุดอยู่กับที่ ทะยานขึ้นไปกลางอากาศ
จากนั้นแผ่นดินใหญ่ก็เล็กลงเรื่อยๆ พลังดึงดูดวูบหนึ่งส่งมาจากพื้นดิน ในที่สุดด้วยความพยายามของสวี่ชิง ในตอนที่พุ่งออกมาเขาก็เก็บพระจันทร์สีม่วงกลับไปในวังสวรรค์อย่างรวดเร็ว พิษต้องห้ามบดบังอย่างสุดกำลัง
รออย่างหวาดระแวงอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากยืนยันว่าไม่เป็นไร เขาก็ร่างไหววูบ ปรากฏตัวในหุบเหววิญญาณ เกาะผนังเหวไว้แน่น ทำร่างกายให้มั่นคง ไม่ให้ถูกเบื้องล่างดึงดูดลงไป
ผนังเหวเย็นเยียบ ขณะที่แทรกซึมเข้ามาทั่วร่าง สวี่ชิงก็กระตุ้นผลึกวารีสีม่วงให้ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บพลางมองลงไป
ตอนที่ลงมาราบรื่นมาก แต่ตอนจะขึ้นไป แรงดึงดูดที่มาจากด้านล่างหุบเหว สวี่ชิงที่มีร่างกายบาดเจ็บอยู่ เวลานี้ยังไม่กล้าใช้พระจันทร์สีม่วงต้านทาน ดังนั้นใช้การปีนขึ้นไปย่อมมั่นคงกว่าการเหาะเหิน
เวลาไหลผ่านไปเช่นนี้
สวี่ชิงหยุดพักเป็นระยะ หลังจากผ่านไปสามชั่วยาม ในที่สุดเขาก็มองเห็นแท่นบูชาด้านบน และมองเห็นชายชราถนนทองผุดที่กำลังนั่งขัดสมาธิทำปางมือไม่หยุด สีหน้าเคร่งเครียดจะเปิดรอยแยกขึ้นอีกครั้ง
ไม่ได้สนใจนัก สวี่ชิงหันหน้ามองไปยังถ้ำหินที่ผนังหุบเหว จนได้เห็นเด็กสาวชุดสีขาวนั่งขัดสมาธิอยู่ในนั้น เขาก็รู้สึกโล่งอก
ตอนนี้หลิงเอ๋อร์ไม่ได้หน้าไร้สีเลือดอีกต่อไป นางมีลมหายใจ ใบหน้าแดงระเรื่อ เห็นได้ชัดว่าพลังชีวิตฟื้นฟูแล้ว
เพียงแต่ว่าวิญญาณออกจากร่างนานเกินไป ตอนนี้จึงยังอยู่ในระหว่างการบ่มเพาะ ยังไม่ฟื้นคืนสติชั่วคราว รอบๆ มีวิชาเวทของชายชราถนนทองผุดคอยคุ้มกันอยู่
ตอนที่สวี่ชิงมองหลิงเอ๋อร์ ชายชราที่สำแดงวิชาล้มเหลวหลายต่อหลายครั้งบนแท่นบูชา จู่ๆ ก็ตกตะลึง ก้มหน้ามองหุบเหววิญญาณเบื้องล่าง หลังจากที่สังเกตุเห็นสวี่ชิงที่ปีนป่ายผนังขึ้นมาทีละน้อยๆ เขาก็เบิกตากว้าง อุทานออกมาเสียงหลง
“เจ้า…เจ้ากลับมาได้เองได้อย่างไร”
สายตาของชายชราถนนทองผุดเหมือนเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น หลายวันมานี้เขาลองใช้วิชาไปแล้วหลายครั้ง กระทั่งยังเชิญเผ่าต้นไม้วิญญาณมาด้วย คิดจะเปิดรอยแยกอีกครั้ง แต่ก็ล้วนล้มเหลว
แต่เขาก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าต่อให้ตนทำสำเร็จก็กลัวว่าจะช่วยเหลือสวี่ชิงกลับมาไม่ได้ ถึงอย่างไรสถานการณ์ตอนนั้น ก็คือการลืมตาตื่นของจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาล
เขาจึงกลัดกลุ้มมาก ด้านหนึ่งก็รู้สึกว่าถ้าสวี่ชิงจะหลับไหลไปชั่วนิรันดร์เพื่อช่วยชีวิตหลิงเอ๋อร์ออกมา ก็ค่อนข้างรู้สึกซับซ้อน ส่วนอีกด้านก็กังวลว่าหลังจากที่หลิงเอ๋อร์ตื่นขึ้นมา เมื่อรู้เรื่องเหล่านี้แล้วจะทนรับไม่ไหว
แต่ตอนนี้ ตอนที่เขากำลังโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด เขากลับเห็นว่าสวี่ชิงกำลังปีนขึ้นมาด้วยตนเอง
“นั่นเป็นจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลเชียวนะ…” ชายชราถนนทองผุดพึมพำ ยืนตัวแข็งค้างอยู่ตรงนั้น
จนกระทั่งสวี่ชิงกระโจนขึ้นมาเหยียบบนแท่นบูชา ปรากฏตัวต่อหน้าเขาตอนนี้ ชายชราถนนทองผุดตอนนี้ถึงได้สูดลมหายใจ กำลังจะเอ่ยปาก สวี่ชิงก็โบกไม้โบกมือหายใจหอบ ยื่นผลึกวารีดวงชะตาสีดำที่ได้มาจากจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลให้
“ให้หลิงเอ๋อร์”
ชายชราถนนทองผุดรับไปตามสัญชาตญาณ หลังจากมองอย่างงุนงง ดวงตาก็เบิกกว้างอีกครั้ง ในหัวสมองครืนครัน ลุกพรวดขึ้นจากพื้น อุทานเสียงหลงอีกครั้ง
“ปราณจักรพรรดิแห่งโชคชะตา!!”
เขาหายใจหอบถี่ กุมกำไว้แน่น ใจสั่นสะท้าน เขาเข้าใจถึงมูลค่าของสิ่งนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสำหรับรุ่นหลังของเผ่าวิญญาณบรรพกาล ถือเป็นสิ่งประเมินค่ามิได้
หากหลิงเอ๋อร์สูดรับปราณจักรพรรดิแห่งโชคชะตานี้เข้าไป ไม่เพียงแต่สายเลือดจะยิ่งเข้มข้นขึ้น คำสาปบนร่างก็จะบรรเทาลงด้วยปราณจักรพรรดิแห่งโชคชะตานี้ด้วย
สาเหตุที่ออกจากแท่นบูชา ด้านหนึ่งคือสวี่ชิงไม่รู้ว่าตอนที่อัญเชิญพระจันทร์สีชาดมาในโลกใบใหญ่เผ่าวิญญาณบรรพกาล จะมีผลย้อนหลังหรือไม่
และอีกสาเหตุหนึ่ง…คือความรู้สึกวิกฤตอันตรายที่ปรากฏขึ้นมาหลายเดือนก่อนของเขา พริบตาที่ออกมาจากหุบเหววิญญาณ กลับรุนแรงขึ้นมหาศาล
“หรือว่า จะเป็นพระจันทร์สีชาด?”
สวี่ชิงหรี่ตาลง ในใจปรากฏความคิดนับไม่ถ้วน ร่างกายไหววูบจะเคลื่อนตัวไปเบื้องหน้า แต่ตอนนี้เอง บนพื้นแผ่นดินก็สั่นสะเทือนขึ้นมา!
ต้นไม้นับไม่ถ้วนโยกไหวอย่างรุนแรง ราวกับมีคลื่นไร้รูปลักษณ์ แปรเปลี่ยนเป็นลมคลั่ง พัดกวาดมาแต่ไกล
ยิ่งมีเทือกเขาหลายแห่งเวลานี้ก็ปรากฏรอยแตกแยกท่ามกลางเสียงปริแตก แผ่ลามออกไปอย่างรวดเร็ว พื้นดินที่ห่างออกไปก็พลิกม้วนเช่นกัน พื้นสะเทือนเขาคลอนไหว
ท้องฟ้าเปลี่ยนสีฉับพลัน เสียงหนึ่งดังครืนครันสนั่นหวั่นไหวไปเกือบครึ่งเขตปกครองผนึกสมุทรมาจากทางของเมืองหลวงเขตปกครอง ราวกับ…ที่นั่นมีสักแห่งกำลังระเบิดถล่มลงมา
เสียงอื่นก็ยังดังสะเทือนเสื่อนลั่น แปรเปลี่ยนเป็นทัณฑ์สวรรค์ สะเทือนหมอกควันสีแดงจนจางหายไป
บนท้องฟ้าเกิดเมฆสีดำขึ้นในพริบตา แผ่กระจายหลั่งทะลักไปทั่วทิศราวกับกระแสน้ำยามขึ้นลง แสงสายัณห์ถูกลบเลือนไปในพริบตา ทั่วทั้งฟ้าดินตอนนี้กลายเป็นยามราตรี!
สวี่ชิงใจสั่นสะท้าน เขาสัมผัสถึงกระแสลมคลั่ง ถึงแรงปะทะได้ ขณะที่ร่างถอยหลังกลางอากาศอย่างควบคุมไม่อยู่ เขาก็เห็นว่าปลายขอบฟ้า ทิศทางเมืองหลวงเขตปกครองที่ห่างไกลจากที่นี่ มีร่างขนาดยักษ์เปล่งแสงสีขาวเจิดจ้าร่างหนึ่งปรากฏขึ้น
ร่างเงานี้เป็นชายชราคนหนึ่งที่จิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ แผ่แรงกดดันน่าหวาดหวั่น รอบด้านมีโลกใบเล็กนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็แตกสลายอย่างรวดเร็ว แผ่พลานุภาพยิ่งใหญ่ออกมา
แม้จะเทียบกับเทพเจ้าไม่ได้ แต่ก็ทำให้สวี่ชิงรู้สึกว่าเหนือกว่าเจ้าวัง
เวลานี้ ดวงตาและสีหน้าชายชราเผยแววอาลัยอาวรณ์ ก้มหน้ามองเขตปกครองผนึกสมุทร จากนั้นก็มีจุดสีดำปรากฏขึ้นทั้งตัวเขาทีละจุด มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นกลุ่มเป็นก้อน หลังจากปกคลุมร่างกายทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ชายชราก็อ้าปากเหมือนจะเอ่ยอะไรบางอย่าง…
แต่สุดท้าย เขาก็ไม่ได้พูดออกมาสักประโยค ร่างกายถูกม่านราตรีกลืนกิน ค่อยๆ สลายหายไป ผสานกับความมืดมิด
เวลานี้สายอัสนีกระหน่ำฟาดท้องนภาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หยาดฝนโปรยปรายจากฟากฟ้าท่ามกลางเสียงระเบิดครืนครัน เทกระหน่ำลงสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ โปรยรดเทือกเขา โปรยรดดินโคลน โปรยรดต้นไม้ใบหญ้า โปรยรดเผ่ามากมายในเขตปกครองผนึกสมุทร
และโปรยรดร่างสวี่ชิง ในสายลมและหยาดฝนนี้ หัวสมองของเขาโหมลมคลั่งไม่จบสิ้น
ร่างเงานั้น เขาเคยเห็นที่เมืองหลวงเขตปกครองหลายครั้งไกลๆ
“เจ้าเขตปกครอง…” สวี่ชิงพึมพำ สีหน้าเผยความไม่อยากเชื่อออกมา
[1] เมื่อฝนจากภูเขาจะมา จะมีลมพัดผ่านหอสูงไป (山雨欲来风满楼) เป็นการอุปมาถึงบรรยากาศตึงเครียดก่อนสงครามจะปะทุขึ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา