บทที่ 543-2 ที่เก่า คนเดิม เรื่องในอดีต (2)
เวลาไหลไป หลังจากนั้นเจ็ดวัน เรือศึกบรรพกาลข้ามผ่านมหาสมุทร ในที่สุดก็มาถึงทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ สวี่ชิงมองเห็นสำนักเจ็ดเนตรโลหิตที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่มานานจากที่ไกลๆ
เทียบกับตอนที่จากมา ที่นี่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไร ยังคงเจริญรุ่งเรือง ยังคงคึกคัก ในขณะที่ผู้คนสัญจรผ่านไปมา ก็จะเป็นเรือของลูกศิษย์ยอดเขาลำดับเจ็ดเข้าๆ ออกๆ ท่าเรือ
ยอดเขาลำดับเจ็ดที่อยู่ไกลๆ แม้ตอนนั้นจะถูกนำไปที่มณฑลรับเสด็จราชัน แต่ตอนนี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่แล้ว ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม มีเพียงบนยอดเขาที่ไม่มีเนตรโลหิตเท่านั้น
การมาถึงของเรือศึกบรรพกาลสร้างระลอกคลื่นอารมณ์ให้กับคนทั้งหลายของสำนักเจ็ดเนตรโลหิต ขณะที่คนนับไม่ถ้วนเงยหน้ามอง สวี่ชิงสื่อเสียงให้ศิษย์พี่หญิงสองแต่ไม่ได้รับการตอบกลับ
ก่อนหน้านี้ในตอนออกเดินทางจากพันธมิตรแปดสำนัก นายท่านเจ็ดมาส่ง พูดไว้ว่าศิษย์พี่หญิงสองกำลังปิดด่านทะลวงขั้น
สวี่ชิงจึงไม่ได้หยุดที่สำนักเจ็ดเนตรโลหิต เรือศึกบรรพกาลเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ไปจากที่นี่ มุ่งหน้าไปทางตะวันออกของทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเร็วรี่
สำหรับสวี่ชิงในอดีตแล้ว ทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณใหญ่มาก ใหญ่จนเขาไปที่ใดก็ล้วนต้องใช้ค่ายกลส่งข้าม แต่หลังจากผ่านเรื่องราวมามากมายเช่นนี้ แล้วมองทวีปปักษาสวรรค์ สวี่ชิงเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนั้นนายท่านเจ็ดถึงได้บอกว่าทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณเป็นเกาะ
เทียบกับแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์แล้ว ทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณเป็นเพียงแค่เกาะเท่านั้น
ภายใต้ความความเร็วของเรือศึกบรรพกาล ใช้เพียงแค่ครึ่งวัน สวี่ชิงก็มาถึงฐานที่มั่นคนเก็บกวาดเมื่อตอนนั้นแล้ว
ที่นี่ก็ยังคงสกปรกเช่นนั้น คนเก็บกวาดที่นั่นมีไม่กี่คนที่สวี่ชิงคุ้นตาแล้ว
คนเก็บกวาดที่โลดแล่นไปในความเป็นตายเหล่านั้น นอกเสียจากจะโชคดีมากๆ ไม่เช่นนั้นเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็มักจะกลายเป็นชั่วชีวิตหนึ่ง
สวี่ชิงก้มหน้าจากบนท้องฟ้า จ้องมองทุกอย่าง หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็เดินไปเพียงลำพัง เหยียบย่างเข้าไปในฐานที่มั่นคนเก็บกวาดที่ในความคุ้นเคยมีความแปลกตา
เดินอยู่ในนั้น สวี่ชิงเดินผ่านคนเก็บกวาดแต่ละคนๆ ผ่านสิ่งก่อสร้างไม้และดินแต่ละแห่งๆ ระลอกคลื่นบนร่างของเขาซ่อนอำพรางไปตามธรรมชาติ ทำให้เขาเมื่อปรากฏในสายตาคนธรรมดา เมื่อเห็นก็จะลืมไป
นี่คือพลังของปราณติงหนึ่งสามสอง
สำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว ความยากของการได้รับอิทธิพลจากการลืมเลือนจะยากขึ้น แต่ในฐานที่มั่นคนเก็บกวาด พลังลืมเลือนสามารถลบได้ทุกอย่าง
สวี่ชิงเดินผ่านไปเงียบๆ เป้าหมายชัดเจน
ไม่ใช่สถานที่พักอาศัยของเขาในอดีต แต่เป็นถนนที่ย้อมเลือดเมื่อในตอนนั้น
ที่นั่นมีร้านค้าร้านหนึ่ง
ร้านยังอยู่ แต่เจ้าของร้านไม่ใช่คนเดิม
ตอนนี้ตรงข้ามกับร้าน ใต้หลังคามีคนชุดดำนั่งอยู่คนหนึ่ง
ชุดปกคลุมร่างที่ผอมแห้งเอาไว้ มองไม่เห็นใบหน้า เห็นเพียงแค่เคียวยมทูตผีร้ายขนาดมหึมาเล่มหนึ่ง ที่คนคนนี้พาดเอาไว้บนบ่า
เป็นชิงชิวนั่นเอง
รอบๆ นางยังมีศพคนเก็บกวาดที่ไม่มีใครกล้ามาเก็บไปอีกหลายร่าง เห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่ทะเล่อทะล่าเข้ามาหาเรื่อง อย่างไรเสีย โลกใบนี้ก็ไม่ใช่ทุกคนจะมีความคิดที่เป็นปกติ
และเพราะการมีตัวตนอยู่ของชิงชิว ดังนั้นถนนเส้นเล็กๆ สายนี้จึงเงียบสงบมาก เจ้าของร้านค้าทุกร้านต่างตัวสั่นเทิ้ม ไม่กล้าพูดจา
และการมาถึงของนางเห็นได้ชัดว่าเป็นช่วงระยะหนึ่งแล้ว บางทีอาจจะเพื่อสืบเบาะแสบางอย่าง และบางทีอาจเป็นเรื่องที่ไม่กล้าจะเชื่อที่เมืองหลวงเขตปกครอง
ดังนั้น นางจึงอยู่ที่นี่ รอคอยเงียบๆ
อาจเป็นเพราะแม้แต่ตัวนางก็ไม่รู้ว่ากำลังรออะไรเช่นกัน
จวบจนกระทั่งวันนี้ ถนนสายเล็กที่ว่างโล่งมีเสียงฝีเท้าดังมา
สวี่ชิงเดินมาทีละก้าว เดินไปหาชิงชิว จวบจนเดินมาถึงข้างกายนาง
ชิงชิวมองไปข้างหน้า ไม่ได้หันมา เพียงแต่มือที่กำเคียวยมทูตผีร้ายแน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วค่อยๆ คลายออก ไม่ได้พูดอะไร
สวี่ชิงมองไปทางร้านค้าร้านนั้นตามสายตาของนาง
ระหว่างนั้น เขาเหมือนเห็นเงาร่างของเด็กหญิงตัวน้อยที่ทั่วทั้งร่างสกปรกมอมแมม บนใบหน้ามีรอยแผลเป็น กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในร้าน
เจ็ดปีแล้ว
เมื่อเจ็ดปีก่อน พวกเขาพบกันที่ฐานที่มั่นคนเก็บกวาด ล้วนผ่านประสบการณ์เทพเจ้าลืมตา โชคดีรอดมาได้เหมือนกัน
เจ็ดปีหลังจากนั้น พวกเขากลับมาอีกครั้ง
สวี่ชิงไม่ได้พูดอะไร ชิงชิวก็เงียบนิ่งเช่นกัน เพียงแต่ไหล่ของนางเริ่มสั่นเทา
นานหลังจากนั้นสวี่ชิงหยิบเอาห่อกระดาษน้ำมันออกมาห่อหนึ่ง วางไว้บนพื้นข้างหน้าชิงชิว
“ในอดีตที่ตรงนี้มีคนให้ลูกกวาดข้าเม็ดหนึ่ง นางบอกกับข้าว่าเวลาที่เศร้าใจ กินมันลงไป จะทำให้ดีใจขึ้นได้ไม่น้อยเลย”
สวี่ชิงเอ่ยเสียงเบา
“ข้าเดาได้คร่าวๆ ถึงระลอกคลื่นในใจของเจ้า แต่ข้าอยากบอกเจ้าว่า ลูกกวาดเม็ดนั้น ตอนนั้นข้ากินมันลงไปแล้ว มันช่วยคลายความทุกข์ในใจข้าได้ และเม็ดนี้ ข้าซื้อมันมาจากสำนักเจ็ดเนตรโลหิตให้เจ้า”
ในเสียงของสวี่ชิงแฝงด้วยความนึกถึงความหลัง หลังจากพูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกไปสิบกว่าก้าว ฝีเท้าของสวี่ชิงหยุดชะงัก ไม่ได้หันกลับไป เอ่ยขึ้นอย่างเคร่งขรึม
“แล้วก็ จำไว้ว่ากลับไปรายงานตัวที่กรมอาลักษณ์ด้วย”
“เจ้าค่ะ!” ชิงชิวตอบไปตามสัญชาตญาณ หลังจากพูดจบ นางถึงได้ตั้งสติกลับมาได้ รีบก้มหน้าลงไป กำเคียวแน่น
มุมปากสวี่ชิงยกยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรอีก เดินไปที่ไกล
จวบจนเขาจากไป มีลมพัดมา พัดใบไม้แห้งบนพื้น และพัดกระดาษน้ำมันปลิว และพัดต้องมาบนร่างชิงชิวเช่นกัน สั่นไหวจิตใจของนาง
ก่อนหน้านี้หลังจากที่ได้เห็นปราณของสวี่ชิงที่แท่นพิธีเมืองหลวงเขตปกครอง ในใจนางเกิดระลอกคลื่นลูกยักษ์อย่างไม่เคยมีมาก่อน
ภาพที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้นางไม่อาจรับได้นิดๆ
นางไม่กล้าที่จะเชื่อว่า ต้นเหตุที่ทำให้ตัวเองพยายาม อยากจะแข็งแกร่งขึ้น คนที่ตนคอยนึกถึงอยู่ตลอดเวลาอยากไปตามหาที่ทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ สองปีมานี้ล้วนอยู่ข้างกายตัวเองมาโดยตลอด
อีกทั้งยังเก่งกาจยอดเยี่ยมถึงปานนั้นด้วย ทำให้นางที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองสู้ไม่ได้ จำต้องยอมรับความจริงนี้
สวี่ชิงนั่งลงข้างๆ เงียบๆ พิงต้นไม้ใหญ่พลางมองป้ายหลุมศพ
ตอนนี้ฟ้าสลัวแล้ว รอบๆ มีหมอกเบาบาง กำลังหนาขึ้นอย่างช้าๆ
สวี่ชิงไม่สนใจเรื่องพวกนี้ เขาเอาสุราออกมาสองกา กาหนึ่งวางไว้ข้างหน้าหลุมศพ อีกกาหนึ่งถือไว้ในมือ ยกขึ้นสูง
“หัวหน้าเหลย เมื่อหลายวันก่อนข้าทำเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง…”
สวี่ชิงยิ้มพลางเอ่ยขึ้น ดื่มสุราพลางพูดไปด้วย
เขาพูดถึงเมืองหลวงเขตปกครอง พูดถึงผู้ครองกระบี่ พูดถึงสงคราม พูดถึงเจ้าวัง
“ศิษย์พี่ใหญ่บอกว่าข้าเติบโตขึ้นแล้ว ใช่แล้ว เจ็ดปีแล้ว…หัวหน้าเหลย แต่ก่อนท่านบอกข้า เวลาจะทำให้ทุกอย่างรางเลือนไป ดังนั้น ท่านรอมานานขนาดนั้น ไม่อยากรอแล้ว
“แต่ทำไมบางครั้งเมื่อข้าหลับตา ก็ยังอยากกินข้าวที่ท่านทำเมื่อตอนนั้นอีกสักมื้อหนึ่งกันเล่า…”
สวี่ชิงพึมพำ หลังจากที่เมืองเป็นเอกถูกทำลายหายไป ตัวเองพเนจรไปในโลก สำหรับคนที่มอบความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้านเป็นคนแรกให้กับตนที่พบเจอความทุกข์ยากลำบากมา เขาไม่อาจลืมได้เลย
สวี่ชิงก้มหน้า ดื่มสุรา อึกแล้วอึกเล่า
จวบจนยามย่ำค่ำหมุนผ่านไป ราตรีมาเยือน หมอกรอบๆ หนาขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่ท่วมจมทุกอย่าง ในหมอกก็มีเสียงรำพึงรำพันของสวี่ชิงดังขึ้น
“หัวหน้าเหลย ข้าคิดถึงท่าน…”
นานหลังจากนั้น สวี่ชิงถอนหายใจอย่างแผ่วเบาในหมอก โขกศีรษะคารวะหลุมศพ จากนั้นก็ลุกขึ้น ไปจากที่นั่น เดินไปในส่วนลึกพื้นที่ต้องห้ามทีละก้าวๆ
เขาในตอนนั้นได้เจ้าเงาจากที่นี่ จึงคิดจะพามันกลับมาที่นี่อีกครั้ง ให้มันดูดซับไอพลังประหลาดพื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้ ดูว่าจะช่วยให้เจ้าเงาทะลวงขั้นได้หรือไม่
ส่วนเจ้าเงาเมื่อสวี่ชิงเข้ามาในพื้นที่ต้องห้ามก็เกิดระลอกคลื่น
อีกทั้งจากการที่สวี่ชิงเดินลึกเข้ามาในตอนนี้ ระลอกคลื่นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกับที่แผ่ความปรารถนาออกมา ก็แผ่ลามออกไปพื้นที่รอบๆ ใต้เท้าสวี่ชิง
ทุกที่ที่ผ่าน ต้นไม้ทุกต้นเริ่มไหวเอน ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโลงศพ มีดวงตาเต็มไปหมด
และหมอกที่นี่ก็แผ่ออกไปตามเงา แล้วเปลี่ยนมาหนาแน่นขึ้นอย่างกะทันหัน อีกทั้งยังแผ่ความละโมบออกมาเป็นระลอกๆ เหมือนว่าในจุดลึกของหมอกมีสายตาชั่วร้ายจับจ้องมาที่ร่างของสวี่ชิงและเจ้าเงา
สิ่งที่ตามมาคือเสียงแซ่กๆ ซู่ซ่า เหมือนมีตัวตนนับไม่ถ้วนกำลังซุบซิบกันอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามที่เงียบสงบ ลอยมาในหมอกนี้
สวี่ชิงมองหมอกผาดหนึ่ง ในดวงตาฉายประกายเย็นเยียบ แต่ก็ยังคงเคลื่อนไปข้างหน้า จวบจนสวี่ชิงเดินผ่านหมู่ศาลเจ้าในอดีตตอนนั้น เดินเข้าไปในจุดลึกพื้นที่ต้องห้าม หมอกที่นี่หนาแน่นเป็นอย่างมาก ขณะที่แผ่ออกไปอยู่ตลอด ท่ามกลางความรางเลือน เขาได้ยินเสียงเพลง
นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาได้ยินเสียงเพลงในพื้นที่ต้องห้าม
พื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้มีตำนานหนึ่ง หากคนที่ได้ยินเสียงเพลงไม่ตาย เช่นนั้นก็จะได้รับของขวัญจากพื้นที่ต้องห้าม ในยามที่ได้ยินเสียงเพลงเป็นครั้งที่สองจะได้เห็นคนที่อยากพบเจอ
ตอนนี้จากเสียงก้องกังวานของเพลง รอบๆ เปลี่ยนมาเยียบเย็น ความเย็นยะเยือกแผ่มาจากทั่วทุกสารทิศ
ฝีเท้าสวี่ชิงหยุดชะงัก เขาเงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองไปในหมอกที่ไกล ที่นั่น…มีเสียงฝีเท้าดังมา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา