บทที่ 553-2 คนหนุ่มสาวไม่พิถีพิถันคุณธรรมของผู้บำเพ็ญ (2)
สีหน้าผู้บำเพ็ญเผ่าผืนนภาตนนั้นตื่นเต้น แลบลิ้นเลียริมฝีปาก
“สมบัติล้ำค่าอย่างตะเกียงแห่งชีวิต เจ้ากลับมีถึงห้าดวง! ดูท่าจะเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานเผ่ามนุษย์โลกภายนอกที่บุกเข้ามาในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราของพวกเรา…ไม่รู้ว่าถ้ากินเจ้าเข้าไปรสชาติจะเป็นเช่นไร”
ขณะที่กล่าว ผู้บำเพ็ญเผ่าผืนนภาตนนี้ก็ประกบปางสองมือ หน้ากากเจ็ดปราณด้านหลังทั้งหมดพลันลืมตาขึ้น จ้องไปทางสวี่ชิงเขม็ง ส่งเสียงกรีดร้องออกมา
เสียงนี้ฝ่าอากาศ กลายเป็นระลอกคลื่น พลังน่าตกตะลึง
สวี่ชิงถอยหลังไปเช่นกัน เจ้าเงาแผ่ไปในเงามืด ก้างปลาในมือ จิตสังหารคละคลุ้งในใจ
เขาทราบดีว่าต้องรีบสู้รีบจบ ไม่เช่นนั้นหากดึงดูดมามากกว่านี้ คงหลบหนีออกไปได้ยากยิ่ง จึงร่างไหววูบ แผ่นหลังก่อร่างปีกออก ระเบิดความเร็วทั่วร่าง พุ่งเข้าหาศัตรูที่บุกมา
ผู้บำเพ็ญเผ่าผืนนภาตนนั้นหัวเราะเยาะ พุ่งมาเช่นกัน
แต่ไม่ทันที่ทั้งสองฝ่ายจะปะทะกัน จู่ๆ ม่านตาสวี่ชิงก็หดเล็กลง เขาเห็นร่างเลือนรางร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังผู้บำเพ็ญเผ่าผืนนภาคนนั้นอย่างไร้ซุ่มเสียงในพริบตานี้
อย่างไม่มีเค้าลาง อย่างไม่มีร่องรอย ขณะที่ผู้บำเพ็ญเผ่าผืนนภาตนนี้ไม่ทันสังเกต ร่างเงานั้นก็ยกมือซ้ายขึ้น วางไว้ที่ปาก ทำท่าทางบอกให้สวี่ชิงเงียบๆ
จากนั้นก็ยกมือขวาขึ้น กดไปที่ศีรษะผู้บำเพ็ญเผ่าผืนนภาตนนี้
พลังบำเพ็ญที่ใกล้เคียงกับสมบัติวิญญาณวูบหนึ่ง เปล่งแสงวาบจากร่างเงานี้แล้วหายไป ผู้บำเพ็ญเผ่าผืนนภาไม่ทันได้ต้านทาน เสี้ยวขณะที่รู้สึกตัว ความพรั่นพรึงบนหน้ากากก็กลายเป็นนิจนิรันดร์
เสียงโพละดังขึ้น ร่างสูงใหญ่ของเขาแตกสลายทันที กระทั่งเจ็ดปราณก็เช่นกัน แตกสลายไปทั้งหมด เหลือเพียงหน้ากากบนใบหน้าที่ยังอยู่
เลือดเนื้อนับไม่ถ้วนรวมถึงเนื้อวิญญาณของปราณก่อกำเนิดถูกชักนำไปทางหน้ากากนี้ หลังจากทำให้หน้ากากนี้กลายเป็นสีเลือด ร่างเลือนรางที่จัดการตบคนจนตายด้วยฝ่ามือเดียวก็ยกมือขึ้น รับหน้ากากนั้นเอาไว้
“ดวงดีไม่เลว เจ้าเด็กเผ่าผืนนภาคนนี้ เป็นพวกทายาทตระกูลสูงศักดิ์จริงๆ ทั้งทำให้ข้ารวบรวมเนตรสวรรค์เพิ่มมาได้อีกดวง”
ร่างเงานั้น เวลานี้ชัดเจนขึ้นเล็กน้อย
ชายชราร่างผอมแห้งราวกับโครงกระดูกคนหนึ่ง แววตาแฝงความเย็นเยียบ แผ่กลิ่นอายจิตสังหาร แต่ดูรูปร่างเขาแล้วเป็นเผ่ามนุษย์
เขากวาดตามองสวี่ชิงผาดหนึ่ง
“เผ่ามนุษย์จากพื้นที่ภายนอกรึ”
สวี่ชิงหวาดระแวงอย่างยิ่ง ถอยหลังไปหลายก้าว พลังพิษต้องห้ามในร่างโอบล้อม แอบซ่อนก้างปลาไว้ เจ้าเงาหลบอยู่ในแสงเพลิง ล้อมรอบอยู่ทุกด้าน ไม่แสดงตัวออกมาแม้แต่น้อย
ชายชราเผ่ามนุษย์ตรงหน้าคนนี้ สร้างแรงกดดันให้สวี่ชิงมหาศาลจริงๆ
พลังบำเพ็ญของอีกฝ่ายคล้ายจะเป็นสมบัติวิญญาณ แต่ก็คล้ายจะไม่ใช่ เห็นได้ชัดว่ามีการปกปิดไว้ แต่ไม่ว่าอย่างไร อย่างน้อยก็เป็นระดับปราณก่อกำเนิดห้าทัณฑ์ขั้นบริบูรณ์
ส่วนคำกล่าวนี้ของอีกฝ่าย ชั่วขณะนี้สวี่ชิงเดาความคิดคนผู้นี้ไม่ได้ เขาจึงเลือกไม่ตอบคำถาม
เขาไม่เชื่อว่าหลังจากอีกฝ่ายสังหารเผ่าผืนนภาไปแล้ว จะยังอยู่ที่นี่ต่อ
ความคิดของสวี่ชิงถูกต้อง ขณะที่ชายชราผู้นี้กล่าว สายตาก็กวาดไปรอบด้าน จากนั้นก็มองมาทางสวี่ชิงอีกครั้ง
เขาคล้ายจะไม่ใส่ใจกับการเงียบนิ่งของสวี่ชิง ยกมือขวาขึ้นประกบปาง ฉับพลันระลอกคลื่นสายโลหิตเผ่ามนุษย์ ก็ปะทุขึ้นมาพร้อมกันที่ร่างของทั้งสองคน
เมื่อเห็นเช่นนี้ สีหน้าชายชราก็ผ่อนคลายลง
“เจ้าหนู เห็นแก่ว่าเจ้าก็เป็นเผ่ามนุษย์เช่นกัน ข้าจะเตือนเจ้าให้รีบเก็บผลึกเพลิงสวรรค์ในถุงเก็บของเจ้าในกล่องใบนี้ หากไม่อยากถูกผู้บำเพ็ญทั้งทะเลเพลิงสวรรค์มาไล่ล่าสังหาร”
ชายชราพูดพลางยกมือขวาขึ้น โยนกล่องหยกสีดำใบหนึ่งออกมา ลอยอยู่เหนือหินหนืด
วัสดุกล่องหยกใบนี้พิเศษ อยู่ในนหินหนืดก็เป็นปกติ ไม่ถูกเปลวไฟทำลายแม้แต่น้อย
“ของสิ่งนี้ราคาหนึ่งหมื่นก้อนหินวิญญาณ รวมถึงข้อมูลกับการใช้งานกล่อง!” ชายชราจ้องสวี่ชิง
และที่ไกลๆ ก็มีกลิ่นอายปะทุขึ้น กำลังเข้ามาใกล้
สวี่ชิงไม่พูดจา หยิบถุงเก็บของใบหนึ่งโยนไป หันหลังจะพุ่งออกไปไกลอย่างเร็วรี่
“ไม่เอากล่องหรือ” ชายชราเพิ่งพูด กล่องที่ลอยอยู่ในหินหนืดก็อันตรธานหายไป
ภาพนี้ ทำให้ชายชราเผ่ามนุษย์เลิกคิ้ว
“มีลูกเล่นอยู่บ้าง”
เขาพูดพลางร่างไหววูบ ไปอีกด้านหนึ่งอย่างรวดเร็วไกลๆ ร่องรอยหายไปในพริบตา
โลกนี้น้อยนักที่จะมีพวกเจตนาดีโผล่มากะทันหันเช่นนี้ ดังนั้นสำหรับการเอ่ยปากร้องขอหินวิญญาณของชายชรา สวี่ชิงจึงโล่งใจ แต่ก็ย่อมไม่ลดความระแวดระวังที่ควรมีลง
ขณะที่จากไป เขาก็ซ่อนเร้นกลิ่นอายสุดกำลัง สังเกตรอบๆ เมื่อมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตามมาจึงแผ่พิษของตนเองไปรอบด้าน
และยืนยันเรื่องนี้อีกครั้ง
ส่วนกล่องสีดำนั่น เขาให้เจ้าเงาเก็บกลับมา
ขณะที่พุ่งด้วยความเร็วสูงตอนนี้ เจ้าเงาก็ส่งคลื่นอารมณ์มาหาเขา ยืนยันว่ากล่องใบนี้ไม่มีกลไกอะไรซ่อนอยู่ เป็นแค่กล่องที่ทำจากวัสดุพิเศษเท่านั้น
สวี่ชิงถึงรับมาตรวจสอบอีกรอบ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เขาก็แผ่พิษต้องห้ามเข้าไปด้านในอีกหลายรอบถึงวางใจ
จากนั้นก็ดำลงไปในหินหนืด หยิบผลึกสีแดงสามสิบกว่าก้อนในถุงเก็บของใส่ลงไปในนั้นทั้งหมด
‘จากการพิจารณาก่อนหน้านี้ของข้ารวมถึงคำพูดของเผ่าผืนนภาตนนั้น ร่างข้ามีผลึกเพลิงสวรรค์อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็น่าจะเป็นผลึกวารีสีแดงที่เกิดจากการใช้ไฟหลอมตะเกียงแห่งชีวิตที่นี่แน่
‘กล่องใบนี้ หลบเลี่ยงได้หรือ
‘ต้องรีบพิสูจน์ให้ไวเสียแล้ว’
ขณะที่สวี่ชิงใคร่ครวญ ก็ลอยออกมาจากหินหนืด ในเมื่อเผ่าผืนนภาสามารถมองลงไปใต้หินหนืดได้ เช่นนั้นการดำดิ่งเพื่อซ่อนตัวก็ไม่มีประโยชน์
แววตาสวี่ชิงฉายประกายประหลาด ไหววูบไปไกล
ผ่านไปสี่วันเช่นนี้
เขาไม่เชื่อว่าจะไม่มีหวนสู่อนัตตา แต่ต่อให้ไม่มีจริงๆ ผู้แข็งแกร่งสมบัติวิญญาณ พลังคุกคามก็ถือว่าไม่น้อยเช่นกันสำหรับเขา
ในใจสวี่ชิงจึงยิ่งระแวดระวัง มองไปยังก้างปลา
บรรพจารย์สำนักวัชระในก้างปลาเข้าใจทันที ก้างปลาแทงทะลุกระจกอย่างรุนแรง จากนั้นเสียงกร๊อบก็ดังก้อง เผ่าเงาคันฉ่องตนนี้ก็แตกดับทั้งกายและวิญญาณ
ปราณก่อกำเนิดของเขาถูกสวี่ชิงชิงไปก่อนหน้านี้แล้ว
ขณะที่สวี่ชิงหันหลังจากไป เห็นได้ว่าด้านหลังเขา มีร่างมารฟ้าอยู่สิบกว่าร่างลอยอยู่
พวกมันเหมือนดวงวิญญาณ แผ่ความมืดมนเยือกเย็น ลอยรอบๆ สวี่ชิง ทำให้ร่างสวี่ชิงแผ่ความชั่วร้ายออกมา
‘ไม่ว่าอย่างไร ออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อนเป็นดี’
สวี่ชิงครุ่นคิด ทะยานไปทางชายฝั่ง
บริเวณทะเลเพลงสวรรค์แห่งนี้ ต่อให้เป็นเขาก็ยังอยู่ไม่ได้นานนัก พลังความร้อนของเปลวเพลิงระหว่างฟ้าดินมีอยู่ทุกหนแห่ง โดยเฉพาะการปะทุของดอกหินหนืดทุกครั้งล้วนทำให้อุณภูมิของที่นี่เพิ่มสูงขึ้น
สวี่ชิงสัมผัสได้ว่าตนแทบจะถึงขีดจำกัดแล้ว เขาจึงตัดสินใจกลับไปพักผ่อนบนฝั่งเสียรอบหนึ่ง ค่อยไปอีกทางเพื่อหลอมตะเกียงแห่งชีวิตของตนเองต่อ
ถึงอย่างไรทะเลเพลิงสวรรค์ในตอนนี้ ผู้บำเพ็ญของสองเผ่านั่นก็มากเกินไป
อีกอย่าง เขายังต้องหาที่ที่ปลอดภัยสักแห่ง เพื่อศึกษาตะเกียงแห่งชีวิตนาฬิกาแดดของตนเองด้วยว่ามีประโยชน์อย่างไร
หลายวันมานี้ แม้เขาจะกำลังตรวจสอบ แต่อันตรายรอบด้านก็เต็มไปหมด ไม่อาจสงบใจได้
“แล้วก็ตาเฒ่านั่น เป็นใครกันแน่”
คำถามนี้ สวี่ชิงก็ถามกับผู้บำเพ็ญเผ่าเงาคันฉ่องแล้ว แต่จากที่เขาเล่า อีกฝ่ายก็ไม่รู้ ท่าทางรูปร่างหน้าตาที่ชายแก่เผ่ามนุษย์คนนั้นเผยออกมาก็น่าจะเป็นของปลอม
ทั้งหมดนี้ ทำให้สวี่ชิงยิ่งระแวดระวังมากขึ้น
ผ่านไปหลายวัน ขณะที่กำลังระแวดระวังเช่นนี้ ในที่สุดสวี่ชิงก็ออกจากทะเลเพลิงสวรรค์ มาถึงชายฝั่งแห่งหนึ่ง
เขาเลือกยอดเขาโล้นที่นั่นแห่งหนึ่ง ขุดเป็นถ้ำพำนัก จัดวางค่ายกล ทำเป็นที่พักชั่วคราวของตนเอง
จวบจนจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น สวี่ชิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านในถึงถอนหายใจโล่ง
หลังจากที่รู้สึกปลอดภัยขึ้นบ้างแล้ว เขาก็ไม่ลังเล ผสานจิตเข้าไปในตะเกียงแห่งชีวิตนาฬิกาแดดของตน เข้าไปตรวจสอบประโยชน์ของตะเกียงนี้ผ่านการชักนำในสายโลหิต
เวลาไหลผ่านไปเจ็ดวัน
ในถ้ำพำนักมืดมิด สวี่ชิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ความตื่นเต้นฉายขึ้นมาบนใบหน้า
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
“หนาวแล้วดูแลสุขภาพด้วยนะคะ ขออภัยที่มาช้า”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา