เข้าสู่ระบบผ่าน

ผู้กล้าเหนือกาลเวลา นิยาย บท 562

บทที่ 562 ลมพัดเปลวไฟริบหรี่ แสงอัคคียังยืนหยัดส่องสว่าง

สิบวันหลังจากนั้น

เหนือทะเลเพลิงสวรรค์ เงาร่างของสวี่ชิงพุ่งออกมาจากหินหนืด แสงเปลวไฟบนท้องฟ้าสะท้อนบนร่างเขา ทำให้สวี่ชิงทั่วทั้งร่างฉายประกายแสงระยิบระยับ

โดยเฉพาะดวงตาทั้งสองของเขายิ่งเป็นประกายพร่างพราย

พลังบำเพ็ญทั้งร่างมากกว่าก่อนหน้านี้ไม่น้อย ในปราณทั้งสิบสามนอกจากวิหคทองและพระจันทร์สีม่วงแล้ว ปราณอื่นๆ ก็พัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก แม้จะไม่ถึงขั้นหนึ่งทัณฑ์ขั้นบริบูรณ์ แต่ก็ห่างจากขั้นนั้นไม่ไกลแล้ว

‘อายุขัยสวรรค์กลุ่มนั้นมีราคามหาศาล’

ในดวงตาสวี่ชิงฉายประกายล้ำลึก หากให้อายุขัยสวรรค์แบบนั้นกับเขาอีกสักสองสามกลุ่ม เขามั่นใจว่าจะทำให้ปราณทั้งหมดถึงหนึ่งทัณฑ์ขั้นบริบูรณ์ได้

“สมกับที่เป็นอายุขัยสวรรค์ของผู้บำเพ็ญสมบัติวิญญาณ ต่อให้อยู่ในสภาวะหล่อเลี้ยงมรรคาดาราเจิดจรัส แต่ระดับความล้ำลึกของอายุขัยสวรรค์ไม่ใช่สิ่งที่ระดับปราณก่อกำเนิดจะเทียบได้”

สวี่ชิงพึมพำในใจ แววตาเป็นประกาย และอาการบาดเจ็บของจิตวิญญาณของเขา ในที่สุด ระหว่างการพักผ่อนหล่อเลี้ยงสิบวันนี้ก็ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์

นอกจากนี้เขายังสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า จิตวิญญาณที่ฟื้นฟูกลับมาใหม่พัฒนาขึ้นกว่าที่ผ่านมาเล็กน้อย

‘เช่นนั้น…กลับไปคืนดวงตา ข้าก็จะไปจากที่นี่!’

สวี่ชิงก้มหน้ามองทะเลเพลิงสวรรค์ที่อยู่ข้างล่าง ความลับที่อยู่ในทะเลผืนนี้จะต้องมีไม่น้อยอย่างแน่นอน

ยกตัวอย่างเช่นยังมีผนึกอย่างอื่นอีกหรือไม่ หรือในส่วนลึกของทะเลเพลิงสวรรค์ บริเวณต้นกำเนิดของเปลวไฟที่ไหลวนในรอยแยกท้องฟ้า จนตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้ไป

‘ยังไม่ไปก็แล้วกัน ผ่านไปครึ่งปีแล้ว ต้องรีบไปรวมตัวกับพี่ใหญ่ให้เร็วที่สุด’

สวี่ชิงก้มหน้ามองข้อมือของตัวเอง ตรงนั้นมีตราประทับวงกลมวงหนึ่ง เป็นตราประทับที่หลิงเอ๋อร์แปลงร่างมา

นี่เป็นข้อตกลงของสวี่ชิงกับหลิงเอ๋อร์ในตอนที่ไปจากเมืองเผ่ามนุษย์หลุมร้าง

คำนึงถึงอันตรายในที่ที่สวี่ชิงจะไปบำเพ็ญเพียร หลิงเอ๋อร์จึงเลือกที่จะแปลงเป็นตราประทับ เข้าสู่ห้วงนิทราลึก เช่นนี้แล้วความปลอดภัยจะยิ่งมีมากขึ้น

ตอนนี้กำจัดอันตรายไปแล้ว นึกถึงว่าจะกลับไปยังเมืองหลุมร้าง ใบหน้าสวี่ชิงก็ฉายรอยยิ้ม เคาะตราประทับเบาๆ

“หลิงเอ๋อร์ ตื่นเถอะ

“พวกเรากลับหลุมร้างกัน”

ตราประทับกะพริบแสงอยู่สองสามที หลิงเอ๋อร์ก็ลอยออกมาจากในนั้น ดวงตายังงัวเงีย หลังจากได้ยินคำพูดของสวี่ชิง ดวงตาของนางก็เป็นประกาย ตื่นทันที

“จะกลับไปแล้วหรือ เยี่ยมไปเลย พี่สวี่ชิง พวกเราครั้งนี้อาศัยอยู่อีกสักช่วงหนึ่งดีหรือไม่เจ้าคะ”

สวี่ชิงคิดๆ เห็นความวาดหวังในสีหน้าของหลิงเอ๋อร์ จึงพยักหน้า

“เช่นนั้นก็อยู่ครึ่งเดือนก็แล้วกัน”

หลิงเอ๋อร์ดีใจทันที เลื้อยไปที่หูสวี่ชิงอย่างมีความสุข โยกตัวไปมา ส่งเสียงหัวเราะออกมา

ฟังเสียงหัวเราะ จิตใจของสวี่ชิงก็ผ่อนคลายลงเช่นกัน

ความกังวลตื่นเต้นใต้ทะเลเพลิงก่อนหน้านี้ค่อยๆ สงบลง แต่ว่าสวี่ชิงระมัดระวังตัวมาก เขารู้ตำแหน่งของเผ่ามนุษย์ที่นี่ดี และรู้ดีว่าจะเปิดเผยหลุมร้างออกมาไม่ได้

ดังนั้น ขณะที่ทะยานอยู่ตอนนี้ เขาระวังจุดนี้เป็นอย่างมาก

จวบจนกระทั่งมั่นใจว่าไม่ได้เปิดเผยร่องรอย สวี่ชิงหลังจากที่ไปจากทะเลเพลิงสวรรค์ก็เหาะตรงดิ่งไปที่หลุมร้าง

ระหว่างทาง เงาร่างของเขาหยุดครั้งหนึ่ง มองไปที่พื้น ในร่องหินตรงนั้น มีดอกไม้เล็กๆ สีแดงดอกหนึ่งงอกอยู่

ดอกไม้ดอกเล็กๆ ดอกนี้เติบโตอย่างโดดเดี่ยว ขยับไหวไปในลมที่แฝงด้วยคลื่นความร้อน

สวี่ชิงอยู่ที่พื้นที่แถบนี้ ก็นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นต้นไม้

สำหรับพื้นที่แถบนี้ พืชพรรณอยู่ในสภาพแวดล้อมพิเศษแบบนี้ยากจะอยู่รอด มีเพียงต้นไม้พิเศษบางอย่าง ที่เมื่อเพลิงสวรรค์ผ่านไปก็จะผลิบาน

ยกตัวอย่างเช่นดอกไม้เล็กๆ ดอกนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

มันไม่ใช่หญ้าธรรมดาทั่วไป แต่เป็นสมุนไพรล้ำค่าประเภทหนึ่ง

ในตำราสมุนไพรของปรมาจารย์ไป่มีแนะนำเอาไว้ ชื่อว่าดอกวิญญาณอัคคี เติบโตในพื้นที่ที่ร้อนแผดเผาเท่านั้น

มองดอกวิญญาณอัคคีดอกนี้ สวี่ชิงประหลาดอัศจรรย์ใจ ลอยต่ำลงมาเก็บมัน ใส่ไว้ในขวดใบเล็กโปร่งแสงใบหนึ่ง

‘ก่อนหน้านี้พั่นเยี่ยนถามถึงดอกไม้นี่’ สวี่ชิงยิ้ม หลังจากเก็บมันดีแล้วก็เดินทางต่อ

อำพรางมาตลอดทาง ใช้เวลาสามวัน ในที่สุดสวี่ชิงก็มองเห็นหลุมร้างมาจากที่ไกลๆ

คิดถึงตวนมู่ฉางและลูกศิษย์คนนั้นที่ตนรับเอาไว้ ในใจสวี่ชิงก็เกิดสะท้อนใจ

‘น่าเสียดายที่ตอนนี้ข้าไม่มีวิธีคลายคำสาป แต่ให้เวลาข้าสักหน่อย ข้าทดลองมากขึ้นอีกได้’

สวี่ชิงพึมพำในใจ ก้าวออกไป แต่ในยามที่เขาห่างกับหลุมร้างอีกพันจั้ง ฝีเท้าสวี่ชิงก็พลันหยุดชะงัก รูม่านตาของเขาหดเล็ก จ้องเพ่งไปทางพันจั้งที่ห่างออกไป

ตรงนั้นต่างไปจากตอนเขาเดินทางออกไปเล็กน้อย

แต่เดิมทางเข้าหลุมร้างมีเศษหินกองรวมเอาไว้มากมาย อีกทั้งภายใต้การหลอมจากเพลิงสวรรค์ประดุจรดน้ำก็กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน มีเพียงรอยแยกบางรอยเท่านั้นที่เข้าออกได้

แต่ตอนนี้ทางเข้าหลุมร้างพังถล่ม ปากหลุมแหลกละเอียด

ภาพนี้ทำให้สวี่ชิงจิตใจสั่นสะท้าน ส่วนหลิงเอ๋อร์ก็เห็นทุกอย่างนี้จากที่ไกลๆ ร่างที่โยกไปมาหยุดลง เสียงสั่นเครือ

“พี่สวี่ชิง…”

ในดวงตาสวี่ชิงฉายความระแวดระวังภัย เพียงไหววูบก็พุ่งตรงไปที่นั่น ระยะพันจั้ง เขาใช้เพียงสามอึดใจก็ถึงในทันที

ในพริบตาที่เข้าใกล้ทางเข้าหลุมร้าง กลิ่นคาวเลือดคลุ้งก็ลอยตลบออกมาจากในหลุมร้าง ส่งกลิ่นเข้ามาในจมูกของเขา สัมผัสไปในประสาทรับรู้ของหลิงเอ๋อร์

หลิงเอ๋อร์ตัวสั่นเทา

สวี่ชิงลมหายใจหอบถี่ พลังบำเพ็ญในร่างโคจร พุ่งไปข้างหน้า ก้าวเข้าไปในหลุมร้าง

กลิ่นคาวเลือดที่นี่รุนแรงกว่าเดิม

สวี่ชิงในใจเกิดระลอกคลื่นซัดโหม หลังจากทะยานไปในนั้นหลายสิบอึดใจ ฝีเท้าของเขาก็หยุดลง เห็นบนพื้นข้างหน้ามีศพอยู่เจ็ดแปดร่าง

สวี่ชิงเงียบนิ่ง ก้าวเดินไปทีละก้าวๆ พลางมองศพ

“การมาเยือนของตำหนักเทพพระจันทร์สีชาด…ตวนมู่ฉางเคยบอกไว้ว่า ตำหนักเทพทุกช่วงระยะหนึ่งก็จะให้แต่ละเผ่าส่งเครื่องสังเวยขึ้นไป…”

สวี่ชิงหันหลัง ยกมือขวาขึ้นสะบัด หลิงเอ๋อร์และบรรพจารย์สำนักวัชระถูกเขาเก็บลงไป ก่อนจะทะยานไปข้างนอก

“พี่สวี่ชิง พวกเรา…” หลิงเอ๋อร์ในใจว้าวุ่น ความโศกเศร้าและร้อนใจลอยอวลในใจ

“พวกเราไปตามหาพวกเขา” สวี่ชิงเอ่ยเสียงเบา ความเย็นยะเยือกในดวงตาตอนนี้เข้มข้นจนถึงขีดสูงสุด

เขาใช้ความเร็วที่เร็วที่สุดพุ่งออกไปจากหลุมร้าง จ้องเพ่งโลกภายนอก ตามหาร่องรอย

แต่เวลาผ่านมาห้าวันแล้ว ภายใต้อุณหภูมิสูงที่นี่ ร่องรอยทุกอย่างล้วนรางเลือน ทิศทางที่อาจจะได้ผลเพียงอย่างเดียวคือแดนศักดิ์สิทธิ์ของสองเผ่า

แต่ที่นี่ไกลจากแดนศักดิ์สิทธิ์มาก เส้นทางก็ไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว อีกทั้งทั้งสองเผ่าจะส่งเผ่ามนุษย์ไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็ยังไม่รู้

“พี่สวี่ชิง ข้าหาร่องรอยเอง ที่นี่เป็นสุสานเผ่าวิญญาณบรรพกาล พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่มาเนิ่นนาน บนร่างแปดเปื้อนด้วยกลิ่นอายของเผ่าวิญญาณบรรพกาล ข้าหาได้เจอ!”

พูดแล้ว หลิงเอ๋อร์ร่างเพียงไหววูบก็พุ่งตรงไปกลางท้องฟ้า ทั่วทั้งร่างแผ่ประกายแสงเจ็ดสีทันที หลังจากที่ล้อมรอบกาย ร่างของนางก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป หลังจากแปลงเป็นมนุษย์แล้วก็เปลี่ยนแปลง ไม่นานนัก เงาร่างสูงโปร่งก็ปรากฏในสายตาสวี่ชิง

เงาร่างนี้รางเลือนทั้งร่าง มองไม่เห็นรายละเอียด แต่เงามังกรอสรพิษที่พันล้อมอยู่รอบๆ นางกำลังคำราม

“ทิศใต้!”

หลิงเอ๋อร์เสียงก้องกังวาน ดังไปทั่วทั้งแปดทิศ

สวี่ชิงไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น พาหลิงเอ๋อร์ตรงไปทางทิศใต้ทันที

และในตอนนี้ ทางทิศใต้ที่ห่างจากสวี่ชิงอยู่ตรงนี้ไปหมื่นลี้ บนผืนดินมีขบวนรถยาวเหยียดกำลังลอยต่ำกลางอากาศ เคลื่อนไปข้างหน้า

ในขบวนรถมีกรงเหล็กขนาดมหึมาสิบกรง ทุกกรงล้วนมีสัตว์ยักษ์ตัวราวภูเขาลูกย่อมๆ ลาก

ในกรงมีเผ่ามนุษย์นับไม่ถ้วนกองอยู่ราวกับสินค้ามากมายเต็มไปหมด ที่อยู่ข้างใต้ตายไปแล้ว ถูกบดอัดทั้งเป็นจนกลายเป็นเศษเนื้อเละๆ แต่ส่วนมากยังมีชีวิตอยู่

เพียงแต่ คนที่ยังมีชีวิตอยู่ดวงตาไร้แวว เต็มไปด้วยความเฉยชา มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย เป็นคนไม่สู้เป็นเดรัจฉาน

คนที่คุมขบวนรถคือผู้บำเพ็ญของความร่วมมือสองเผ่า

เพื่อรับประกันว่าคนธรรมดาพวกนี้ส่วนใหญ่มีชีวิตรอด ดังนั้นจะเคลื่อนย้ายเร็วไม่ได้ ทำได้เพียงใช้วิธีนี้ขนย้าย

ส่วนการส่งข้าม ทั้งสองเผ่าไม่มีทางเพื่อที่ประหยัดเวลาก็จ่ายค่าตอบแทนมหาศาลอย่างแน่นอน

ตอนนี้ผู้บำเพ็ญสองเผ่าที่รับผิดชอบขนย้ายกำลังนั่งอยู่บนรถ สีหน้าเย็นชา พูดคุยกันบ้างเป็นบางครั้ง

“ใกล้ถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์แล้ว อีกเจ็ดวัน”

“งานรอบนี้เป็นงานใช้แรงงานชัดๆ แค่ว่าจำนวนเผ่ามนุษย์พวกนี้เหนือคาดคาดหมายเล็กน้อย มีมากถึงเพียงนี้เชียว”

“มากน่ะเป็นเรื่องดี แบบนี้เครื่องสังเวยของพวกเรารวมกับต่างเผ่าพวกนั้นที่ที่อื่นๆ ได้มาก็เพียงพอแล้ว”

ระหว่างพูดก็มีเผ่าผืนนภาหลายคน คว้าเอาซากร่างเผ่ามนุษย์ออกมา ใส่เข้าปากแล้วเคี้ยว

เสียงเลือดเนื้อและกระดูกที่ถูกเคี้ยวแหลกฉายความโหดเหี้ยม ในฟ้าดินที่มืดมิดนี้ ดังก้องไปทั่วทุกทิศ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา