บทที่ 573-2 ถือโอกาสช่วงเดือนมืดเปิดสุสาน (2)
แม้แต่เก้าอี้ยังไม่มี สะอาดสะอ้าน ราวกับมีคนทำความสะอาดจากด้านในออกไปด้านนอก กระทั่งตามมุมต่างๆ คล้ายไม่เคยวางอะไรไว้เลย
สวี่ชิงทำหน้าแปลกใจ หนิงเหยียนกะพริบตาปริบๆ อู๋เจี้ยนอูเลิกคิ้ว
หลิงเอ๋อร์ข้างๆ สวี่ชิง ยังเอ่ยกระซิบเบาๆ ว่า
“ที่นี่สะอาดจังเจ้าค่ะ”
นายกองหันหน้าไปมองรอบๆ อย่างรวดเร็ว ยิ่งมองในใจก็ยิ่งลนลาน เขารู้มีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่ยังคงทำหน้าสงบนิ่งกล้าแกร่ง
“เดิมชั้นแรกนี้ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไรนัก เวลาก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว จะสลายไปตามสายลมบ้างก็เรื่องปกติ
“ของดีของข้าล้วนอยู่ที่ชั้นสอง ข้าในตอนนั้นยังตั้งใจจัดวางที่นั่นเป็นพิเศษ”
พูดพลาง นายกองก็ก้าวเดินไวๆ ไปอีกสองสามก้าว มาถึงผนังด้านหน้าของถ้ำพำนัก สะบัดแขนเสื้อ ผนังนั้นก็พลันครืนครัน กลายเป็นประตูหินบานหนึ่ง
เห็นประตูหินที่ไร้ร่องรอบความเสียหายใดๆ นายกองก็ถอนหายใจโล่งอก ยกมือขึ้นมาเลียๆ ละเลงน้ำลายลงไปจนทั่ว แต่ก็ยังไม่ลืมหันมาแนะนำอธิบายกับสวี่ชิง
“เปิดประตูบานนี้ ต้องใช้น้ำลายและฝ่ามือของข้า ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ใครก็เปิดไม่ได้ทั้งนั้น”
พูดพลาง นายกองก็วางมือลงไปบนประตูใหญ่
“เปิด!”
ประตูใหญ่ครืนครัน สั่นสะเทือนหลายครั้ง แต่ต่อมาก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย
สวี่ชิงกะพริบตาปริบๆ มองไปทางนายกองพร้อมกับหลิงเอ๋อร์
อู๋เจี้ยนอูกับหนิงเหยียนก็มองไปเช่นกัน
นายกองประหลาดใจ เก็บมือกลับมาแล้วเปลี่ยนเป็นมือซ้าย หลังจากเลียลงไปจนทั่วก็วางลงไปอีกครั้ง
ประตูหินสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้น แต่ยังคงไม่ขยับ
“เวลาผ่านไปนานมากแล้ว น่าจะเกิดปัญหาเล็กๆ อะไรสักอย่าง ไม่เป็นไรๆ ข้ายังมีวิธีสำรอง”
พูดพลาง นายกองก็ยกสองมือขึ้น กดลงไปสุดกำลัง การสั่นสะเทือนของประตูใหญ่รุนแรงกว่าก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่มีเค้าลางว่าจะเปิด นายกองเบิกตากว้าง กัดปลายลิ้นพ่นเลือดออกมา
เลือดของเขา ทำให้ประตูใหญ่สั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ยังไม่เปิด
ดวงตาสวี่ชิงเปล่งประกาย ก้าวไปด้านหน้ายกมือขวาขึ้น ชกไปหนึ่งหมัด ประตูใหญ่ก็ยิ่งสั่นคลอนรุนแรงขึ้นอีก
นายกองสูดลมหายใจ ร้อนรนถึงที่สุดแล้ว
“พวกเจ้ายังงุนงงอะไรอยู่เล่า มาช่วยข้าสิ นี่มันไม่ผิดปกติแล้ว ประตูบ้านข้าถูกเปลี่ยนวิธีการเปิด!!”
อู๋เจี้ยนอูพึมพำในใจประโยคหนึ่ง แต่ก็ยังเลือกอัญเชิญทายาทของตนออกมา
ไม่นานนักหมียักษ์ นกแก้ว อสูรร้ายต่างๆ หลายตัวก็พากันปรากฏตัวออกมา พุ่งเข้าใส่ประตูใหญ่
หนิงเหยียนสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี ตอนจะถอย นายกองก็ยกมือขึ้นคว้าอากาศ ฉับพลันเถาวัลย์ที่ท้องเขาก็โบกสะบัด นายกองจับกระชากมาอย่างแรง หนิงเหยียนร้องโหยหวน ร่างกายกระแทกกับประตูใหญ่
ส่งเสียงครืนครัน
เขาหนังหนาเนื้อแน่น ไม่เป็นอะไรเลย ส่วนประตูใหญ่ด้วยการผนึกกำลังของพวกเขา ในที่สุดก็ฝืนสร้างรอยแตกได้รอยหนึ่ง
นายกองร้อนรน หลังจากรอยแตกนี้ปรากฏก็ทุ่มสุดกำลังจนกระอักเลือด พ่นเลือดเข้าไปในรอยแตกหลายต่อหลายครั้ง และเลือดของเขาในปัจจุบันก็มีประโยชน์สารพัดกับกลไกที่วางไว้ในชาติที่แล้วของเขาจริงๆ…
ดังนั้นตอนนี้จากการที่เลือดผสานเข้าไป รอยแตกจึงกว้างขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ครืนครันดังลั่น ประตูหินเปิดออกทั้งบาน ถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง สะท้อนเข้ามาในครรลองสายตาพวกสวี่ชิง
ที่นี่…ระเกะระกะไปหมด
เห็นได้ชัดว่าสภาพคล้ายเจอกับการยกเค้า สิ่งของทั้งหมดถูกรื้อค้น รอบๆ เละเทะไปหมด ขวดยาลูกกลอนนับไม่ถ้วนแตกกระจาย ชั้นแต่ละชั้นล้มระเนระนาด กระทั่งมีกลิ่นเน่าคละคลุ้ง
นายกองเหม่อลอย
ดวงตาสวี่ชิงแวววาว เดินเข้าไปในถ้ำหิน สังเกตร่องรอยเละเทะในนั้น
“หนิวเอ๋อร์หวนสู่เหย้าอย่างปรีดา ชายคาอ้างว้างรกร้างจริง…”
“ความหมายของพี่เจี้ยนเจี้ยนก็คือ ศิษย์พี่เอ้อร์หนิว บ้านท่านโดนยกเค้าไปแล้ว” หนิงเหยียนเอ่ยเสียงแผ่ว
นายกองหันหน้าไปมองพวกเขาสองคน สายตานั้นเหมือนจะกินคน ทำให้ทั้งสองคนหุบปากอย่างตกใจทันที
แต่นายกองตอนนี้ก็ไม่มีอารมณ์สนใจทั้งสอง เขามองระเกะระกะของที่นี่ด้วยไฟสุมทรวง หัวสมองระลึกย้อนถึงชาติที่แล้วอย่างรวดเร็วว่าที่นี่มีอะไรมีค่าวางอยู่บ้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง นายกองก็ถอนหายใจยาว เงยหน้าขึ้นแสร้งทำเป็นผ่อนคลาย เอ่ยเสียงราบเรียบ
“เรื่องนี้ข้าก็คาดการณ์ไว้นานแล้ว ถึงอย่างไรก็ผ่านมาหลายปี จะเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นข้าตอนนั้นจึงนำของดีใส่ไว้ข้างโลงศพชั้นสุดท้าย”
“ชั้นสองนี้ จะหายก็หายไป แต่โลงศพของข้าอยู่ที่ชั้นสามจะต้องไม่มีปัญหาแน่นอน ฟ้าดินนี้นอกจากข้าแล้วไม่มีใครเปิดได้ แม้แต่เทพเจ้าก็เปิดไม่ได้!”
นายกองภาคภูมิใจ เดินไปยังใจกลางถ้ำหิน ขณะทำปางมือถ้ำหินก็ครืนครันเลื่อนลั่น ตรงกลางยุบลงไป มีประตูดินรูปวงรีปรากฏขึ้นมาบานหนึ่ง
คำพูดของนายกองประโยคหน้าสวี่ชิงเชื่อ ส่วนประโยคที่ว่าแม้แต่เทพเจ้าก็เปิดไม่ออก สวี่ชิงไม่เชื่อ
แต่เขาไม่พูดออกมา กวาดสายตาไปบนพื้นดิน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองประตูดินที่ใจกลางถ้ำคล้ายครุ่นคิด กำลังจะเอ่ยปาก
แต่นายกองก็ลงมือเปิดประตูแล้ว เสียงครืนครันกึกก้อง นายกองพ่นเลือดออกมา ร่างกายพลิกม้วนกลับ ดวงตาฉายแววเหี้ยมเกรียม สีหน้าบ้าคลั่ง
“น่าสนใจ แม้แต่ผนึกต้องห้ามนี้ก็แก้ให้ข้าด้วย!”
เมื่อนายกองได้ยินสองตาก็แข็งค้างทันที เดิมเขาเป็นคนที่ชาญฉลาดกว่าใคร ก่อนหน้านี้เนื่องจากแรงกระตุ้นที่เกิดขึ้นจากการหายไปของชาติที่แล้วรุนแรงเกินไป จึงเลื่อนลอย ต่อให้สวี่ชิงไม่เตือน เขาก็สัมผัสถึงความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว สีหน้าจึงเริ่มสุขุมเยือกเย็น
“ความหมายของเจ้า จะบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ร่างของข้าในชาติที่แล้วตื่นขึ้นมาทำอย่างนั้นหรือ
“แต่ถ้าชาติที่แล้วของข้ายังไม่ตาย ข้าก็ไม่มีทางมีชาติต่อมา จึงไม่มีวันเป็นไปได้ เว้นเสียแต่…”
“มีสิ่งสกปรกบางอย่าง มาชิงร่างชาติที่แล้วของท่านไป” สวี่ชิงเอ่ยอย่างใจเย็น
“ถูกต้อง ในอดีตล้วนเป็นข้าที่เล่นงานคนอื่น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตข้าที่ถูกคนอื่นเล่นงาน!” นายกองลุกขึ้นยืน ร่างแผ่คลื่นน่าหวาดหวั่นออกมา
“ความสะเปะสะปะในชั้นสอง ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นเป็นไปได้มากว่าจะเป็นคนคนเดียว
“แต่ในชั้นสาม…” สวี่ชิงมองนายกอง
ดวงตานายกองฉายแววบ้าคลั่ง เอ่ยเนิบๆ
“ชั้นที่สามนี้เริ่มจากจุดศูนย์กลาง ดูจากร่องรอยการแตกหักของสิ่งของแล้ว เป็นโลงศพที่ระเบิดออกมาก่อน กลายเป็นแรงกระแทก จากนั้นถึงเป็นการรื้อค้นปล้นทรัพย์
“และเจ้าสิ่งสกปรกนี้สามารถเปิดประตูดินแล้วแก้ไขมันได้ จากนั้นก็ไปแก้ไขประตูชั้นที่สอง อธิบายได้ว่ามันรู้จักข้าดีมาก…
“เมื่อเป็นเช่นนี้ เบาะแสบ่งชี้ก็แคบลงมาก ความเป็นไปได้ที่คนนอกจะเข้ามาน้อยนัก ตรงกันข้ามหากมีวิญญาณสกปรกเกิดขึ้นในนี้มีความเป็นไปได้มากกว่า
“ข้าในตอนนั้นมีสิ่งของที่ฝังอยู่ด้วยกันไม่น้อย หลายปีผ่านไป บางทีในนี้อาจจะมีของบางอย่าง สบโอกาสกลายเป็นวิญญาณศัสตรา!”
นายกองเอ่ยช้าๆ ยิ่งพูดแนวความคิดก็ยิ่งกระจ่างชัด สุดท้ายดวงตาก็เปล่งประกายเย็นเยียบ
“แต่ว่า เจ้าสิ่งสกปรกนี่ก็ไม่ควรชิงร่างชาติที่แล้วของข้าไปเลย ร่างชาติที่แล้วถูกข้าหลอมตั้งแต่เกิด มีความเกี่ยวข้องกับที่แห่งนี้อย่างมาก ถ้าไม่มีข้าคลายผนึก ออกห่างจากอาณาเขตของเทือกเขามิรู้สิ้นก็จะกลายเป็นฝุ่นผง
“ดังนั้น ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แน่!”
สวี่ชิงพยักหน้า มองผนังรอบๆ ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ย นายกองก็เข้าใจแล้ว
“พวกเราต้องยืนยันเสียหน่อยว่าการมาเยือนครั้งนี้ อีกฝ่ายรู้ตัวแล้วหรือยัง”
นายกองสองมือประกบปาง รอบๆ สุสานมีเส้นแสงวูบวาบ ผนึกต้องห้ามที่นี่ตอบสนองกับเขา ครู่ต่อมา นายกองก็แค่นเสียงเย็นชา
“ไม่มีร่องรอยคลื่นพลังส่งออกไปด้านนอก แม้เจ้าสิ่งสกปรกนี่จะวางกลไกไว้ที่นี่บ้าง แต่สุดท้ายที่นี่ก็ยังเป็นสุสานของข้า!”
นายกองกล่าวจบ ก็พ่นเลือดออกมา ยกมือขวาขึ้นบีบ เลือดสดเหล่านั้นก็กลายเป็นเข็มทิศที่นิ้วเขา เข็มบนนั้นหมุนวน เริ่มชี้ทิศทาง
“เพียงแค่เกี่ยวข้องกับสายโลหิตของข้า การดึงดูดทางสายโลหิตข้านี้ ก็จะหามันจนพบ!”
พริบตาต่อมา ทิศที่เข็มนี้ชี้ไป ก็คือหนิงเหยียน
หนิงเหยียนหน้าเปลี่ยนสี

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา