บทที่ 694 ดินแดนพระจันทร์สีชาด
เสี้ยวพริบตานี้ ฟ้าดิน ลมเมฆเปลี่ยนสี
เสี้ยวเวลานี้ หมื่นสรรพสิ่งล้วนคำรามลั่น
เสี้ยวขณะนี้ จิตใจของสรรพชีวิตทั้งหลายถาโถมเดือดพล่าน
รูปสลักเจ้าเหนือหัวที่ยืนตระหง่านบนที่ราบสำนึกบาป ค้ำฟ้าค้ำดิน นับตั้งแต่ห้วงเวลาในบรรพกาลมา ผ่านศักราชมากมาย เขา…ในที่สุดก็ขยับแล้ว!
แขนทั้งสองข้างของเขาเหมือนเสาค้ำยันฟ้าดิน ทรงพลังมหาศาล มาพร้อมด้วยความแข็งแกร่งเกียงไกร ใช้พลังฝ่ามือซัดหอบพายุ
เสียงลมพัดหวีดหวิวอื้ออึง ขณะเดียวกับที่พัดแผ่ระลอกไปรอบๆ มิติก็พังทลายข้างหน้าฝ่ามือของเขา กฎเกณฑ์และกฎระเบียบทุกอย่างล้วนร่วงมาที่มือทั้งของของเขา แล้วสลายเป็นเถ้าถ่าน
นั่นไม่ใช่ฝ่ามือของผู้บำเพ็ญ นั่นแทบจะเป็นฝ่ามือของเทพเจ้า
มือยักษ์สองข้างนี้ ท่ามกลางเสียงคำรามสั่นสะท้านห้วงโบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ก็ซัดไปบนดาวพระจันทร์สีชาด!
กดเอาไว้อย่างมั่นคง
หยุดดาวพระจันทร์สีชาดไว้บนท้องฟ้า
เสียงครืนครันดังสะท้านฟ้า พลังที่มาจากดาวพระจันทร์สีชาด ในเวลาเนิ่นนานมานี้ได้พบกับการต่อต้านเป็นครั้งแรก องค์ท่านพยายามเคลื่อนหน้ามา แต่มือจากรูปสลักของเจ้าเหนือหัวหลี่จื้อฮว่าราวศิลาหนักแน่น!
เพียงพริบตาก็ต่างสั่นสะเทือน
การสั่นสะเทือนนี้ทำให้ดาวพระจันทร์สีชาดส่งเสียงครืนครันดังสนั่นออกมา แสงสีเลือดในนั้นยิ่งกะพริบวูบวาบรุนแรง ส่วนรูปสลักหลี่จื้อฮว่า ท่ามกลางการสั่นสะเทือนนี้ก็มีเศษหินร่วงลงมามากกว่าเดิมเช่นกัน
เสียงหัวใจเต้นประดุจสายฟ้าก็ค่อยๆ ดังก้องมาจากในรูปสลัก
ตุบๆ ตุบๆ ตุบๆ!
จากเสียงหัวใจเต้นที่ค่อยๆ ดังขึ้น เปลวเพลิงสีขาวที่รุนแรงกว่าก่อนหน้านี้ ท่ามกลางเสียงหัวใจเต้นที่ดังสนั่นหวั่นไหวนี้ก็ปะทุมาจากในรูปสลักของเจ้าเหนือหัวหลี่จื้อฮว่า แผ่ลามไปรอบๆ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
มองไกลๆ รูปสลักหลี่จื้อฮว่าเหมือนคบเพลิงรูปร่างมนุษย์ขนาดมหึมา
ประกายแสงของเขาเจิดจ้าพร่างพรายยิ่งกว่าดวงดารา
พลังของเขายิ่งทรงพลัง ราวเพลิงสวรรค์พัดกวาด
โหมซัดผืนดิน อาณาบริเวณทั้งหมด ดินแดนทั้งหมดบนพื้นดินล้วนถูกเปลวเพลิงกองนี้ปกคลุม เหลือเพียงท้องฟ้าเท่านั้น…
ดาวพระจันทร์สีชาดแทนที่ท้องฟ้าเหมือนกลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามเพลิงขาว!
สีชาดและเพลิงสีขาวตรงนั้นกลายเป็นการเปรียบเทียบที่ชัดเจน แบ่งเขตกันอย่างชัดแจ้ง!
หลี่จื้อฮว่าฟื้นคืนชีพ
แต่เขายังไม่ตื่นขึ้นมา
การฟื้นคืนชีพนี้เป็นเพียงแต่กลิ่นอายและการเต้นของหัวใจเท่านั้น ดวงตาทั้งสองของเขายังไม่ลืมตาขึ้นโดยสมบูรณ์
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ก็มากพอที่จะสั่นคลอนแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราทั้งผืนแล้ว ยิ่งคลายพลังกดดันเทพเจ้าที่เกิดจากในพริบตาที่ดาวพระจันทร์สีชาดมาถึงไปอีกมาก
พวกรัฐทายาทต่างฟื้นฟูกลับมา
นายกองทางนั้นนอกร่างรายล้อมด้วยดวงอาทิตย์สีทองเก้าดวง เขายืนอยู่กลางอากาศ ดวงตาทั้งสองฉายแววบ้าคลั่ง มองไปยังดาวพระจันทร์สีชาด เขากลืนน้ำลายไปตามสัญชาตญาณ
ส่วนสวี่ชิงจำต้องพูดว่าจักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลยังนับว่าเป็นสหายร่วมกลุ่มที่พึ่งพาได้ ผ้าคลุมที่แปลงมาจากองค์ท่านช่วยป้องกันสวี่ชิงพลังกดดันมหาศาลนี้ในทางอ้อม ตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน
“ไป!”
ทันทีที่คนทั้งหลายต่างผ่อนคลายลง รัฐทายาททางนั้นก็เอ่ยเสียงต่ำ ร่างพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ไปตามแขนของรูปสลักเสด็จพ่อของ
องค์หญิงหมิงเหมยอยู่ข้างๆ องค์หญิงห้าและน้องแปดอยู่ข้างหลัง ทะยานอย่างรวดเร็วพุ่งไปข้างหน้า
ส่วนน้องเก้าเร็วที่สุด เพียงไม่กี่ก้าวก็นำรัฐทายาทไป เหมือนว่าแปรเปลี่ยนเป็นคมกระบี่ พุ่งไปยังพระจันทร์สีชาด
นายกองและสวี่ชิงอยู่ข้างหลัง ทั้งสองคนก็ทุ่มสุดกำลัง ศึกนี้พวกเขาในฐานะที่เป็นคนเริ่มย่อมต้องไปด้วยตัวเอง
‘การฟื้นตื่นของเจ้าเหนือหัวครั้งนี้ไม่มีทางเป็นเวลานานอย่างแน่นอน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาฟื้นตื่นขึ้นมา พวกเราต้องขึ้นไปบนดาวพระจันทร์สีชาด เข้าไปในวังจันทรา
ในพริบตาที่เราเจอชื่อหมู่ ถึงจะเป็นเวลาที่เจ้าเหนือหัวตื่น’
นายกองลมหายใจหอบถี่ ส่งจิตเทพออกมาทันที สวี่ชิงพยักหน้า ทั้งสองสำแดงความเร็วทั้งหมด ใกล้ดาวพระจันทร์สีชาดเข้ามาเรื่อยๆ
ศึกเทพเจ้าครั้งนี้…เปิดฉากขึ้นแล้ว!
แต่คิดจะขึ้นไปบนดาวพระจันทร์สีชาด ไม่ใช่เรื่องง่าย
ต่อให้ดาวพระจันทร์สีชาดตอนนี้ถูกมือทั้งสองของเจ้าเหนือหัวหยุดไว้ ทำให้มันไม่อาจจากไปได้ อีกทั้งยังมีเส้นทางที่เชื่อมต่อ แต่จากการเข้ามาใกล้ พลังกดดันที่มาจากดาวพระจันทร์สีชาดก็ยังคงน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งอยู่ดี
พลังปฏิกิริยาน้ำขึ้นน้ำลงที่แผ่ออกมาจากในนั้นฉีกทึ้งทำลายทุกสิ่ง
มิติรอบๆ กำลังพังทลาย รอยแยกแต่ละทางๆ ปรากฏขึ้นอยู่ตลอด ต่อให้เป็นพวกรัฐทายาท ในยามที่ใกล้จะเข้าใกล้ดาวพระจันทร์สีชาดก็ก้าวได้อย่างลำบากยากเย็นเช่นกัน
นายกองทางนั้นก็เช่นกัน มีเพียงน้องเก้าเท่านั้นที่สีหน้าสงบนิ่งโดยตลอด ฝีเท้ามั่นคง ทีละก้าวๆ เข้าไปใกล้เรื่อยๆ
แล้วก็ยังมีอีกคนคือสวี่ชิง ด้านหนึ่งเป็นผลจากผ้าคลุม และเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คืออำนาจพระจันทร์สีชาดในร่างของเขา
เสียงกึกก้องสนั่นหวั่นไหวดังไปทั่วแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา พลันสะท้อนก้องมา กำแพงปราการเมฆหมอกพังทลายลงทันที ถูกนิ้วนั้นจิ้มทะลุในพริบตา แล้วกดมาบนแผ่นดินบนดาวพระจันทร์สีชาด
ดาวพระจันทร์สีชาดสั่นสะเทือนไปทั้งดวง
หากอยู่บนพื้นดาวดวงนี้แล้วเงยหน้ามองไปไกลๆ จะมองเห็นบนพื้นสีเลือด ท้องฟ้าเมฆหมอกกำลังสลายไป เผยให้เห็นโพรงขนาดมหึมา มือหนาหยาบข้างหนึ่งจะทะลุผ่านมัน ปลายนิ้วสัมผัสกับพื้น
บนพื้นเกิดรอยแยกเป็นทางๆ
ในขณะที่ดูน่าหวาดหวั่นครั่นคร้าม ยังเห็นได้ว่าใต้เปลวเพลิงสีขาวของนิ้วนั้นมีพวกรัฐทายาทอยู่
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงยังแผ่นดินดาวพระจันทร์สีชาดแล้ว!
และเปลวเพลิงสีขาว ตอนนี้ก็ดับลงอย่างรวดเร็ว ถูกแทนที่ด้วยแสงสีแดงสดที่แผ่ออกมาดาวพระจันทร์สีชาด
สวี่ชิงในใจเกิดระลอกคลื่อนอารมณ์ซัดขึ้นลง เขายืนอยู่บนนิ้วของเจ้าเหนือหัว ทอดสายตามองทุกอย่างรอบๆ
เมื่อก่อน ดาวพระจันทร์สีชาดในสายตาของเขาทำได้แค่มองอยู่ไกลๆ ทำได้แค่สัมผัส เขาทำถึงขั้นไปเหยียบบนนั้นไม่ได้ แต่ตอนนี้…เขามาปรากฏอยู่บนดวงจันทร์แล้ว
แผ่นดินสีแดงสด ท้องฟ้าเมฆหมอกสีแดงสด สีแดงเป็นสีเพียงสีเดียวที่อยู่ที่นี่
พื้นดินเทือกเขาทอดตัวสลับเป็นทิวแถว ยิ่งมีหลุมลึกนับไม่ถ้วน ขณะเดียวกันก็มีแม่น้ำเลือดไหลริน ดาวพระจันทร์สีชาด…ก็คือโลกใบหนึ่ง
ไอพลังประหลาดเข้มข้นสุดขีด อยู่ในโลกใบนี้ก่อเป็นกลิ่นอายทั้งหมด ส่วนสายตาก็ยากที่จะมองไปได้ไกล สิ่งที่เห็นในครรลองสายตา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนบิดเบี้ยว
ยิ่งไปกว่านั้น ในความบิดเบี้ยวนี้จะมองเห็นเงามายานับไม่ถ้วน กะพริบวูบวาบอยู่บนดาวพระจันทร์สีชาด ปรากฏขึ้นในพริบตา และหายไปในพริบตา
มองไปให้ละเอียด จะเห็นว่าในเงาร่างเหล่านี้มีเผ่ามนุษย์ มีต่างเผ่า โดยพื้นฐานแล้วในบรรดาหมื่นเผ่าล้วนมีทั้งนั้น สภาวะของพวกเขาไม่มีชีวิตแต่ก็ไม่ตาย ยากจะวิเคราะห์
อีกทั้งแทบจะไม่มีสติปัญญา เป็นเหมือนภาพมายามากกว่า คงท่าทางคุกเข่าหมอบคารวะและปิดดวงตาทั้งสองข้าง อยู่เป็นกลุ่มใหญ่ กระจายเต็มพื้นที่
ที่ยิ่งแปลกประหลาดยิ่งกว่านั้นคือ สวี่ชิงพบว่าทุกครั้งที่ตนกะพริบตา ตำแหน่งของเงาร่างเหล่านี้จะเปลี่ยนไป แต่หากไม่กะพริบตา พวกมันจะอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อน
และสำหรับการปรากฏขึ้นของนิ้ว การมาเยือนของคนทั้งหลาย เงาร่างพวกนี้ไม่สนใจแม้แต่น้อย พวกมันกะพริบวูบวาบไม่หยุด เคารพหมอบคารวะไม่หยุด เสียงพึมพำน่าขนลุกดังก้องไปในดินแดนเทพเจ้าแห่งนี้
“พระจันทร์สีชาดนายแห่งข้า เหนี่ยวนำพาดินแดนต้องประสงค์ ผู้คนทุกข์ยากสุดแสนระทม แต่ร่มเย็นอยู่สุขได้ใต้บารมี
“พลีกายาสังเวยแด่นายแห่งข้า ชั่วชีวาไร้ทุกข์เป็นสุขศรี มีทิวาราตรีเป็นม่านกั้น กายข้านั้นไม่สลายคงอยู่ชั่วกาลนาน
“องค์ชื่อหมู่ผู้เป็นนายแห่งปวงข้า เผ่านภาจรัสอันยิ่งใหญ่ กฎแห่งฟ้าวิถีสวรรค์จำศีลซ่อนนิทรา มรรคาโบราณฟื้นตื่นคืน
“มอบวิญญาณแด่นายแห่งข้า ยามชีวาดับสิ้นช่วยปกปักษ์ จักไปสู่ดินแดนอันสุขสงบ กลับชาติภพฟื้นตื่นคืนมาใหม่”
เสียงพึมพำนี้สมบูรณ์กว่าคำอธิษฐานในตำหนักเทพพระจันทร์สีชาด อีกทั้งยังไม่ได้ดังออกมาจากปาก แต่เป็นขับขานมาจากวิญญาณ ตอนนี้ดังสะท้อนมา แผ่กระจายไปไร้ขอบเขตสิ้นสุด

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา