บทที่ 815 สายลมพัดผ่านใบหน้าเทพเจ้านภาคิมหันต์
เมื่อราชเลขากล่าวออกมา ทั้งโถงตำหนักในวังหลวงเงียบสงัดไปในพริบตา ครู่ต่อมา บรรยากาศพลันหนักอึ้ง กลิ่นอายของขุนนางแต่ละฝ่ายก็ปะทุออกมาจากร่างเป็นสายๆ
เวลานี้อ๋องสวรรค์ทั้งสิบสามที่อยู่ในท้องพระโรง ลุกขึ้นยืนทีละคน โหวนภาด้านล่างก็เช่นกัน
ชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือสำคัญกับเผ่ามนุษย์อย่างยิ่ง ที่นั่นคือพื้นที่ที่ติดกับเผ่านภาคิมหันต์ เผชิญหน้าเผ่าที่แข็งแกร่งเช่นนี้ กล่าวได้ว่าดึงผมเส้นเดียวสะท้านไปทั้งสารพางค์
โดยเฉพาะเผ่าคุมหายนะที่เป็นหนึ่งในสามเผ่าใหญ่ใต้อาณัติของเผ่านภาคิมหันต์ หากกล่าวว่าพวกเขาลงมือโดยพลการซึ่งไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากระดับสูงของเผ่านภาคิมหันต์นั้นไม่มีทางเป็นไปได้
ดังนั้นเรื่องนี้ หากพลาดพลั้งไปแม้เพียงนิด ได้พังพินาศย่อยยับเป็นแน่
นอกจากนี้…ในสงครามฟ้าทมิฬที่เดิมทีกองทัพเผ่ามนุษย์เป็นฝ่ายได้เปรียบมาตลอด แต่ตอนนี้มีเผ่าไป๋เจ๋อเข้ามา ทำให้สถานการณ์ที่นั่นหยุดชะงัก
กองทัพใหญ่เผ่ามนุษย์ถูกตรึงกำลังไว้ตรงนั้น จะรุกคืบหรือล่าถอยล้วนลำบากทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ เผ่ามนุษย์ในยามนี้นับว่าเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่หลวง
ทันใดนั้น ขุนนางเผ่ามนุษย์ทุกคนในโถงตำหนัก อ๋องสวรรค์ด้านบนและเหล่าขุนนางด้านล่างต่างสบตากัน เพราะขั้วอำนาจในเผ่ามนุษย์ยุ่งเหยิงซับซ้อน มีมากมายหลายตระกูล ดังนั้นในความเป็นจริงแต่ละฝ่ายจึงมีการต่อสู้กันในที่ลับบ่อยครั้ง
ทว่า…ตอนนี้ ขุนนางที่ขัดแย้งกันเหล่านั้น ยามที่สายตาสบกันก็เห็นความแน่วแน่ในแววตาอีกฝ่ายโดยไม่ต้องกล่าวคำใด ผู้ที่ฝ่าฟันจนเข้ามาในโถงตำหนักนี้ได้ ย่อมเป็นผู้ที่มีความสามารถเพียบพร้อมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ละวางการช่วงชิงผลประโยชน์ทั้งหมดไปก่อน เลิกนึกถึงเรื่องขั้วตรงข้ามที่คิดเห็นไม่ตรงกันทั้งหมดไปก่อน
ความแค้นส่วนตัวทั้งหลาย ก็ล้วนโยนทิ้งไปก่อนได้
เนื่องจากวิกฤตที่ชายแดนตลอดจนสนามรบเผ่าฟ้าทมิฬสำคัญยิ่งกว่าทุกสิ่ง ดังนั้นในตอนนี้ ทุกคนทราบดีว่า พวกเขาต้องสามัคคีกัน ต้องผนึกกำลังกันโดยไม่สนใจว่าต้องแลกด้วยอะไร
หากเผ่ามนุษย์ล่มสลาย มีผลประโยชน์มากเพียงใดก็ไร้ความหมาย
หากต้องบากหน้าไปขออาศัยต่างเผ่า ทุกคนในโถงตำหนักไม่อาจทำใจยอมรับได้
ดังนั้น เสียงเสียงกราบทูลขอไปออกรบแต่ละเสียงจึงดังสนั่นหวั่นไหวในโถงตำหนัก
“ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีไปร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่อ๋องเจิ้นเหยียนที่ชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือพ่ะย่ะค่ะ!”
“ฝ่าบาท ตระกูลกระหม่อมมีกองกำลังติดอาวุธอยู่แปดหมื่นนาย ยินดีนำทัพไปทำสงครามที่เผ่าฟ้าทมิฬเพื่อเผ่ามนุษย์เราด้วยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ!”
“ฝ่าบาท การเดินทัพนั้นสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างมาก พวกกระหม่อมยินดีถวายทรัพย์สินให้ ทุกอย่าง…ล้วนคำนึงถึงสงครามเป็นลำดับแรกพ่ะย่ะค่ะ!”
“ห้าวังทมิฬล่างจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อสนับสนุนสงครามให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น”
“เอาเถอะ ถึงกระหม่อมจะไม่ชอบใจอ๋องตงติ่งผู้นั้นนัก ขัดแย้งกับเขาบ่อยครั้ง แต่ตอนนี้…กระหม่อมจะไปที่เผ่าฟ้าทมิฬด้วยตัวเองและยอมให้อ๋องตงติ่งเป็นรองผู้บังคับบัญชาก็ได้พ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงกราบทูลขอออกรบ เสียงกราบทูลถวายทรัพย์สินดังก้องในโถงตำหนักแห่งนี้
สวี่ชิงได้ยินคำพูดเหล่านี้ ในใจเขาก็เกิดระลอกคลื่น ซ้ำยังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาสัมผัสได้ว่าคนเหล่านี้ไม่ได้โกหก
พวกเขาคิดจริง และจะลงมือทำจริง
เรื่องนี้เหนือความคาดหมายของสวี่ชิง เดิมเขาคิดว่าในเมืองหลวงจักรพรรดิที่สับสนวุ่นวาย แม้จะอยู่ในพระเนตรพระกรรณของจักรพรรดิมนุษย์ ทว่าขั้วอำนาจแต่ละฝ่ายก็ต่อสู้กันลับหลังอยู่เนืองๆ น่ารังเกียจอย่างยิ่ง
ดังนั้นสถานการณ์ตรงหน้านี้ จึงทำให้เขาประทับใจ
‘นี่คืออีกด้านของเผ่ามนุษย์หรือ’
สวี่ชิงพึมพำในใจ
‘ยามที่ไม่ต้องสู้กับศัตรูภายนอก ทุกคนต่างช่วงชิงเพื่อประโยชน์ส่วนตน คล้ายว่าต่างคนก็ต่างมีเจตนาแอบแฝงทั้งสิ้น ซ้ำยังเสแสร้งแกล้งทำปกปิดความเห็นแก่ตัวอีกด้านไว้ แต่เมื่อต้องสู้กับศัตรูภายนอก…
‘ทุกคน ทุกขั้วอำนาจ ปล่อยวางทุกสิ่งได้ในพริบตา รวมใจเป็นหนึ่งเดียว…’
สวี่ชิงใจสั่นสะท้าน
แต่ตอนนี้เป็นเพียงลมปากเท่านั้น เขาไม่รู้ว่ายามลงมือทำจริงจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ แต่ความรู้สึกของเขาบอกว่าเป็นไปได้มากที่คนเหล่านั้นจะทำอย่างที่กล่าวมาจริงๆ
ไม่ใช่แค่เหล่าขุนนางในโถงตำหนักที่เอ่ยปากเท่านั้น เหล่าองค์ชายองค์หญิงก็พากันก้าวออกมา
องค์ชายห้าสาวเท้าเดินมาเบื้องหน้าบัลลังก์ คารวะจักรพรรดิมนุษย์
“เสด็จพ่อ โปรดทรงอนุญาตลูกให้ไปที่ชายแดนทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือในทันทีด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“เสด็จพ่อ ลูกยินดีไปที่เผ่าฟ้าทมิฬ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขา สร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารเผ่ามนุษย์เราในฐานะองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!”
องค์ชายสี่สูดลมหายใจลึก คารวะด้วยเช่นกัน เขาในตอนนี้ก็คิดเช่นนี้จริงๆ แม้จะยังอยู่ในช่วงแย่งชิงอำนาจกันของเหล่าองค์ชาย แต่เมื่อเกิดสงครามขึ้น ทิศทางจึงเปลี่ยนไป
ไม่ได้วัดกันที่ถูกหรือผิด แต่วัดกันที่…คุณูปการ
องค์ชายสาม องค์ชายสิบที่อยู่ไม่ไกล ทั้งองค์หญิงอันไห่ตลอดจนองค์ชายพระองค์อื่นที่มาล้วนทำเช่นเดียวกัน พากันตรัสคำ
หนิงเหยียนก็เป็นหนึ่งในนั้น กราบทูลขอออกไปรบเสียงดัง
“ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีมุ่งหน้าไปที่เผ่าฟ้าทมิฬพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิมนุษย์ไม่ได้รู้สึกเกินคาดกับสิ่งที่เกิดขึ้น พระองค์ทรงทราบดีว่าเผ่ามนุษย์เป็นอย่างไร นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำไมพระองค์จึงทรงอนุญาตให้ต่อสู้ช่วงชิงกันภายใน ซ้ำนี่ก็เป็นวิถีของผู้ปกครองอย่างเขาด้วย
ดังนั้น เขาจึงเงยหน้าขึ้น ทอดพระเนตรไปทางทิศที่ตั้งของเผ่านภาคิมหันต์ แววตาค่อยๆ ฉายแววพินิจ
เสียงทอดถอนใจเบาๆ ดังกึกก้องในใจ
‘มาเร็วเกินไปหน่อยนะ’
เสียงทอดถอนใจเบาๆ นี้ มีแค่พระองค์เองเท่านั้นที่ได้ยิน สิ่งที่ผู้อื่นเห็น คือสีหน้าสงบนิ่งที่ไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าไรนัก ด้วยฐานันดรของพระองค์ ทุกคนจึงให้ความสำคัญกับท่าที การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยล้วนทำให้คิดเชื่อมโยงไปต่างๆ นานา
และหากผู้ใดได้มาอยู่ ณ จุดสูงสุดก็จะเป็นเช่นนี้ บางครั้งอารมณ์และสีหน้าก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีผู้ปกครอง
“เราได้ยินเสียงของทุกท่านแล้ว
“ห้าวังทมิฬบนรับคำสั่ง”
พระราชโองการที่ห้า รับสั่งให้สวี่ชิงมุ่งหน้าไปที่แดนใหญ่เซ่นจันทรา ขอร้องเหล่ารัฐทายาทให้ช่วยลงมือในช่วงวิกฤตสำคัญ เพื่อเป็นหลักประกันในสงครามครั้ง
พระราชโองการทั้งห้า ส่งผลกับสงครามเผ่าฟ้าทมิฬจากหลายทิศทาง ฟังดูเหมือนคิดมาง่ายๆ ทว่าแทบจะพิจารณาครอบคลุมในทุกแง่ทุกมุมแล้ว
ส่วนสงครามซึ่งเกิดจากเผ่าคุมหายนะบุกเข้าโจมตีชายแดนทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีประกาศออกมาหกพระราชโองการช
พระราชโองการที่หนึ่ง องค์ชายห้านำกองทัพใหญ่สิบล้านนาย กลับไปชายแดนทันที
พระราชโองการที่สอง อ๋องสวรรค์สี่องค์จัดตั้งกองกำลังของตน มุ่งไปที่ชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ร่วมมือกับอ๋องเจิ้นเหยียน ปกป้องพื้นที่ชายแดน
พระราชโองการที่สาม อนุญาตให้องค์ชายสี่เข้าร่วมกองทัพด้านตะวันตกเฉียงเหนือเป็นกรณีพิเศษ และขอให้ราชครูสร้างหอเด็ดดารา กุมบังเหียนอยู่ที่นั่น หากราชครูไม่แตกดับ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็จะไม่แตกพ่าย!
พระราชโองการที่สี่ สร้างแนวป้องกันนอกเมืองหลวงจักรพรรดิเจ็ดแนว ในแต่ละแนวมีองค์ชายหรือองค์หญิงหนึ่งคนคอยประจำการ ทุกฝ่ายต้องคอยสนับสนุน สิ่งนี้เป็นหลักประกันและเป็นการเตรียมพร้อมรับคำสั่งตลอดเวลา ป้องกันพวกดินแดนปิดล้อมรวมถึงเผ่าอื่นๆ จะฉวยโอกาสลอบเข้ามา
พระราชโองการที่ห้า รับสั่งให้องค์ชายใหญ่ส่งทูตไปยังเผ่านภาคิมหันต์ทันที สืบหาสาเหตุที่ก่อสงคราม พยายามยุติสงครามนี้จากภายในนภาคิมหันต์ หากทำไม่ได้ ก็ต้องถ่วงเวลาไว้
พระราชโองการที่หก สั่งปิดกิจการที่เกี่ยวข้องกับระดับสูงตลอดจนคนในเผ่านภาคิมหันต์ในอาณาเขตเผ่ามนุษย์ ทั้งหมด หากสงครามยังไม่สิ้นสุด จะไม่ยกเลิกคำสั่งนี้
เมื่อประกาศพระราชโองการทั้งสิบเอ็ดฉบับนี้ออกไป ทั้งเผ่ามนุษย์เปรียบเสมือนเป็นอาวุทเวทสงครามขนาดยักษ์ที่เริ่มโคจรในชั่วพริบตา ห้าวังทมิฬบนลงมือทำทุกอย่างทันที ห้าวังทมิฬล่างก็ให้ความร่วมมือสุดกำลัง
ขั้วอำนาจฝ่ายต่างๆ ก็ทำตามที่กล่าวไว้ในโถงตำหนัก ละวางความขัดแย้งทั้งหมดลงแล้วร่วมมือกัน
และสิ่งที่แตกต่างกับสงครามฟ้าทมิฬก่อนหน้านี้ คือครั้งนี้…องค์ชายล้วนเข้าร่วมทุกพระองค์ และกลายเป็นที่มาซึ่งดึงฝ่ายที่สนับสนุนทั้งหมดให้ร่วมมือกัน
ดังนั้นไม่นานนัก ค่ายกลส่งข้ามเมืองหลวงจักรพรรดิก็เปิดใช้งานอย่างต่อเนื่อง จากพระราชโองการ แต่ละฝ่ายกำลังส่งข้าม ต่างมุ่งหน้าไปประจำตำแหน่งของตน หนิงเหยียนบอกลาสวี่ชิงเพื่อเดินทางกลับไปรักษาการณ์แทน
ส่วนสวี่ชิงทางนี้ เขาก็ต้องไปจากที่นี่แล้ว
เพียงแต่ก่อนไป สวี่ชิงมองเมืองหลวงจักรพรรดิที่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศของสงคราม สุดท้ายก็มาถึงหอเลือนโลกีย์
เวลานี้หอถูกสั่งปิดไปแล้ว เงียบสงัดไม่หมด
สวี่ชิงมองยืนอยู่ด้านนอกไกลๆ ก็มีเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นข้างหู
“เจ้าน้องชายตัวแสบ ตอนนี้พวกเจ้าเผ่ามนุษย์ยุ่งกันจนหัวหมุน เจ้ามาหาข้าตอนนี้ อยากให้ข้าช่วยอะไรรึ”
สวี่ชิงเงียบนิ่ง เขาเข้าใจเทพเจ้า และเพราะว่าเข้าใจ จึงรู้ดีว่าเทพเจ้าไม่มีอารมณ์ความรู้สึก
ในสายตาเทพเจ้า สรรพชีวิตเป็นเพียงมดปลวก ตนทางนี้ ก็เป็นเพียงแสงสุกสกาวในม้วนภาพชีวิตที่ยืนยาวเชื่องช้าของอีกฝ่าย เป็นเพียงสิ่งที่น่าสนใจชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น
เขาจึงส่ายหน้า
จิ้งจอกดินเหนียวหัวเราะ
“เจ้านี่นะ ทำให้ข้ายิ่งชอบขึ้นไปอีก
“อันที่จริงต่อให้เจ้าเอ่ยปากก็ไร้ประโยชน์ หากนี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้า เพียงเจ้ามอบปราณหยางมา ข้าก็ยังพอช่วยเจ้าได้ แต่นี่คือสงครามระหว่างเผ่า มีกรรมมหาศาล เว้นแต่เจ้าจะเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่านี้ ไม่เช่นนั้น…ข้าก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา