เข้าสู่ระบบผ่าน

ผู้กล้าเหนือกาลเวลา นิยาย บท 862

บทที่ 862 บทเพลงแห่งการไว้อาลัย : หักหลัง

สวี่ชิงเงียบนิ่ง

ผ่านจากประวัติศาสตร์ที่ประกอบจากเศษชิ้นส่วนความทรงจำเหล่านี้ เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมในแผ่นดินใหญ่ผืนคีรีจึงมีโครงกระดูกมากมายขนาดนั้น และรู้ถึงอดีตที่ผ่านมาของเผ่าพันธุ์นี้

โดยมีข้อแม้ว่าทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง

หากประวัติศาสตร์ช่วงนี้เป็นเรื่องจริง เช่นนั้น เทียบกับคำกล่าวของเผ่านภาคิมหันต์ในตอนนี้ ความรู้สึกเสียดสีรุนแรงเป็นอย่างมาก

บรรพจารย์ผู้ใช้วิญญาณที่คุ้มครองเผ่านภาคิมหันต์รบจนตัวตายถูกแอบซ่อนไปในประวัติศาสตร์

จิ่วหลีผู้เป็นบุตรชายที่สืบทอดเจตจำนงตั้งมั่นของเขาถูกเล่าบิดเบือนให้กลายเป็นสัตว์พาหนะ

ในนี้อุปราชไอศวรรย์ที่กล่าวว่าเป็นผู้รวบรวมเผ่านภาคิมหันต์ให้เป็นหนึ่ง ท่านนั้นภายใต้การคุ้มครองจากจิ่วหลีถึงจะเติบโตมาเป็นผู้บำเพ็ญแห่งนภาทมิฬได้

สวี่ชิงถอนหายใจ

เขาบอกกับตัวเอง นี่ความจริงแล้วก็เป็นเรื่องจริง

ต่อให้ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ของตัวเอง แต่ผ่านจากเศษชิ้นส่วนความทรงจำเหล่านี้ เขาเหมือนได้ผ่านประสบการณ์พวกนั้น ในขณะที่รู้สึกเหมือนเกิดขึ้นกับตัว คล้ายว่าเดินเข้าไปในประวัติศาสตร์จริง

“เช่นนั้นแล้วจิ่วหลีตายอย่างไร อุปราชไอศวรรย์คนนั้นโดยรายละเอียดแล้วทำอะไรลงไป เผ่าผู้ใช้วิญญาณนภาทมิฬเผ่าผู้ใช้วิญญาณนภาทมิฬเปลี่ยนชื่อเป็นเผ่านภาคิมหันต์ตั้งแต่เมื่อใด และ…รื่อ เยวี่ย ซิง เทพทั้งสาม มีความเชื่อมโยงอะไรกับประวัติศาสตร์เผ่านี้…”

“คำตอบของเรื่องนี้อยู่ในความทรงจำของกระดูกทั้งห้าที่เหลือนั่น”

สวี่ชิงก้มหน้า จ้องมองโคลน

เพียงแต่ตอนนี้เปลวเพลิงสีน้ำตาลดับไปแล้ว ไม่อาจเผาไหม้เลือดเนื้อชื่อหมู่ต่อไปได้อีก ส่วนเนื้อชุ่มเลือดหลังจากที่ผลาญใช้ไปเช่นนี้ก็เหลืออีกไม่เท่าไรแล้ว

“เหลืออีกแค่หกก้อนเท่านั้นแล้ว”

สวี่ชิงพึมพำ สัมผัสรับรู้กะโหลกทั้งสี่ที่ลอยอยู่ในผลึกแก้วสีม่วงครู่หนึ่ง และสัมผัสรับรู้การเชื่อมโยงอย่างสนิทสนมระหว่างตนเองกับแดนนพกาฬแห่งนี้

เขาในตอนนี้ไม่ต้องการกระถางกำยานสัมฤทธิ์แล้ว

หมอกที่นี่สำหรับเขาแล้วไม่มีการโจมตีใดๆ ทั้งสิ้น แค่คิดก็สามารถทำให้หมอกกลุ่มนี้เดือดพล่านเพราะเขาได้

กระทั่งว่าความกังวลของเขาก็หายไปอย่างมากแล้ว

เขาวิเคราะห์ออกมาได้อย่างกระจ่างแจ้งว่า หากตนคิดอยากจะไปจากที่นี่ หมอกเทาก็จะขยับเคลื่อนตามไปด้วย ร่วมเดินทางไปกับเขา

เพียงแต่จากไปเช่นนี้มีข้อเสียอยู่

พลังบำเพ็ญของเขา พลังเทพของเขายังคงถูกต่อต้าน

นอกเสียจากเขาจะทิ้งพลังบำเพ็ญและพลังเทพของตัวเอง เปิดรับหมอกเทาทั้งหมด ให้มันผสานไปในร่าง ผสานไปในวิญญาณ ตกตะกอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตัวเอง

“ถึงตอนนั้นข้าจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเทพอีกต่อไป แต่เป็น…ผู้ใช้วิญญาณ!”

สวี่ชิงเงยหน้า ทอดสายตามองไปยังปลายขอบฟ้า

สำหรับผู้ใช้วิญญาณ เขาไม่คุ้นเคย แต่ก็คุ้นเคย ไม่คุ้นเคยเพราะไม่เคยสัมผัส คุ้นเคยเพราะหมอกเทากลุ่มนี้ก็คือพลังรากฐานของผู้ใช้วิญญาณ กะโหลกทั้งสี่ที่เขาหลอมผสาน ในความหมายจากมุมหนึ่งแล้วก็คือมรดกของจิ่วหลี

แต่นี่ไม่ใช่เส้นทางที่เขาอยากจะเดิน

“บรรพจารย์ผู้ใช้วิญญาณใช้ความตายเป็นค่าตอบแทน และก็แค่ทำร้ายเทพเจ้าที่แข็งแกร่งองค์นั้นบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น”

สวี่ชิงหรี่ตา มองโคลนพลางคิดหาวิธี

และวิธีความจริงเขาก็คิดได้แล้ว แต่วิธีนี้ต้องใช้กะโหลกห้ากะโหลกถึงจะทำได้

ตอนนี้ขาดไปหนึ่งกะโหลก

ดังนั้นหลังจากครุ่นคิด สวี่ชิงก็พลันเอ่ยขึ้นมา

“เจ้าเงา”

ใต้เท้าไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น และไม่มีระลอกคลื่นอารมณ์ใดๆ แผ่ออกมา เจ้าเงาเหมือนตายไปแล้ว

สวี่ชิงสีหน้าเป็นปกติ รอสามอึดใจ ส่งเสียงเรียกอีกครั้ง

“หากยังไม่ออกมาอีก วันหลังเจ้าก็ไม่ต้องออกมาแล้ว”

คำพูดประโยคนี้ของสวี่ชิงดังออกมา บนโคลนใต้เท้าของเขาก็มีเงาจางๆ กลุ่มหนึ่ง ระลอกคลื่นอ่อนแรงแผ่ระลอกออกมา

“ลงไป ฝ่าดำลงไปพันจั้ง เป็นสื่อกลางที่ทำให้ข้าสำแดงวิชาได้”

ระลอกคลื่นอารมณ์ของเจ้าเงาร้อนรนกระวนกระวายขึ้นมาทันที ท่าทีปฏิเสธนับไม่ถ้วนส่งมาในใจสวี่ชิง

“ระหว่างทางข้าจะควบคุมหมอก ไม่ให้ก่อกวนเจ้า”

สวี่ชิงพูดจบ ขณะสะบัดมือ หมอกเทารอบๆ ก็โหมทะลักตามความคิดของเขา ความรู้สึกอย่างควบคุมได้ตามใจแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด

เห็นภาพนี้ ความร้อนรนกระวนกระวายในอารมณ์ของเจ้าเงาก็ลดลงไปเล็กน้อย ท่าทีปฏิเสธก็เช่นเดียวกัน

“หลังจากสำเร็จ ข้าจะให้เนื้อชุ่มเลือดชื่อหมู่กับเจ้าชิ้นหนึ่ง”

สวี่ชิงเสียงสงบนิ่ง

เนื้อชุ่มเลือดชื่อหมู่เป็นสิ่งที่เจ้าเงาเฝ้าปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมามันทำได้แค่มองสวี่ชิงดูดซับตาละห้อย ตัวเองอยากจะแค่ดมกลิ่นยังยาก

ดังนั้นหลังจากได้ยินคำสัญญาของสวี่ชิง มันลังเลอย่างเห็นได้ชัด ความการวนกระวายและการปฏิเสธลดลงอีกครั้ง

“หากเจ้าไม่เชื่อฟัง เช่นนั้นวาสนานายบ่าวของเจ้ากับข้าก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินต่อไปแล้ว”

เสียงของสวี่ชิงฉายความเย็นชาออกมา ดังในใจเจ้าเงา ทำให้มันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง สุดท้ายภายใต้การตัดสินใจเลือกระหว่างรางวัลกับความเป็นความตาย ในระลอกคลื่นอารมณ์ของมันก็แผ่ท่าทีที่พร้อมจะทุ่มสุดตัวออกมา

เพื่อที่จะมีชีวิตต่อไป เพื่อเนื้อชุ่มเลือด มันคำรามราวกับอสูรร้ายออกมา พุ่งไปทางโคลนแล้วดำลงไป

เสี้ยวขณะต่อมา เงาจมลงไปร้อยจั้ง หมอกเทารอบๆ กำลังจะเข้าไปใกล้ ภายใต้การแทรกแซงจากสวี่ชิงก็สลายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการดำลงไปของเจ้าเงาราบรื่นกว่าก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก

ไม่นานนักก็มาถึงระดับความลึกแปดร้อยจั้ง

เพียงแต่ถึงตรงนี้ สวี่ชิงสัมผัสได้ถึงพลังผนึกจากข้างล่างได้อย่างชัดเจน

พลังกลุ่มนั้นตอนนี้กำลังหลับใหล แต่เขามีสังหรณ์ว่า ทันทีที่กลิ่นอายของตนสัมผัสเข้ากับผนึกก็จะถูกมันสยบทันทีอย่างแน่นอน

ดังนั้นเขาก็ไม่กล้าแผ่กลิ่นอายไปรบกวนการแผ่ลามของหมอกมากเกินไปเช่นกัน

ดังนั้น การดำดิ่งลงไปของเจ้าเงาจึงค่อยๆ ช้าลง เสียงร้องครวญครางก็ดังตามาด้วย

ทันใดนั้น ผลึกแก้วสีม่วงแผ่ประกายแสงสีม่วงออกมา ทะลวงร่างของสวี่ชิง ในขณะที่แผ่ไปข้างนอก กะโหลกห้ากะโหลกในนั้นก็ลอยออกมาจากในแสงสีม่วงกลุ่มนี้

ลอยอยู่ที่เหนือศีรษะของสวี่ชิง เรียงเป็นรูปห้าเหลี่ยม

มองกะโหลกทั้งห้ากะโหลกนี้ มือทั้งสองของสวี่ชิงประสานปางมือ ปากพึมพำร่ายคาถา

ไม่นานนักระลอกคลื่นเป็นวงๆ แผ่ออกมาจากในกะโหลกกะโหลกหนึ่ง จากนั้นก็เป็นกะโหลกที่สอง กะโหลกที่สาม…

สุดท้ายกะโหลกห้ากะโหลกก็แผ่ระลอกคลื่นออกมาพร้อมกัน แต่ละวงๆ ปะทะกัน รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ก่อเป็นคลื่นวนอุโมงค์ดำ

มองคลื่นวน สวี่ชิงคำรามเสียงต่ำ

“วิญญาณแห่งฟ้าดิน แก่นแท้เกิดจากจุดเริ่มต้น”

เสียงแฝงด้วยความเก่าแก่ดังก้องไปในฟ้าดิน

ทันทีที่เสียงส่งออกมา การหมุนวนของคลื่นวนก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ท่ามกลางความรางเลือนมีไฟสีเทาสี่กองเหมือนถูกเหนี่ยวนำมา ปรากฏขึ้นจากในอุโมงค์ดำ

ไฟสีเทาสี่กองนั้นดูจากแก่นแท้แล้วเหมือนกับกะโหลกที่อยู่ในแสงสีม่วง!

วิชานี้เป็นวิชาวิถีไร้อารมณ์ห้าโคสืบย้อนพลังต้นกำเนิดที่เอ้อร์หนิวถ่ายทอดให้กับสวี่ชิง

หลักการของมันคือการสืบย้อนพลังดั้งเดิม สามารถดึงสิ่งที่มีพลังต้นกำเนิดเดียวกับมันออกมา

แต่เงื่อนไขคือต้องมีวัตถุครบห้าชิ้น

ตอนนี้ ทันทีที่ไฟสีเทาปรากฏขึ้น วิชาตักจันทร์กลางบ่อของสวี่ชิงก็สำแดงขึ้นทันที คว้าไปทางคลื่นวน ทันใดนั้นไฟสีเทาสี่กองที่ถูกเรียกออกมาจากในนั้นก็ต่างสั่นสะท้าน ในนั้นมีสามกองลอยออกมาจากคลื่นวน ถูกดูดออกมาเลย

สะท้อนอยู่ในรอยน้ำกลางฝ่ามือของสวี่ชิง

สวี่ชิงในใจเกิดความตื่นเต้น แม้จะไม่ได้เอาออกมาได้ทั้งหมด แต่เอากะโหลกสามกะโหลกออกมาได้ในครั้งเดียวก็มากพอที่จะบ่งบอกถึงความน่าตื่นตะลึงจากวิชานี้ของศิษย์พี่ใหญ่

ดังนั้นเขาจึงกลืนรอยน้ำลงไปทันที

เศษชิ้นส่วนความทรงจำมหาศาลราวพายุปะทุขึ้นมาในสมองสวี่ชิงทันที ผสานเข้ากับเศษชิ้นส่วนก่อนหน้านี้อย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็ประกอบเป็นความทรงจำที่มากขึ้น!

ลมบรรพกาลมาเยือนอีกครั้ง คล้ายซวินบรรเลงขึ้นอีกครั้ง บรรเลงบทเพลงแห่งการไว้อาลัยขึ้นมา

ในบทเพลงแห่งการไว้อาลัยบรรยายถึงเรื่องของอุปราชไอศวรรย์คนนั้นที่จิ่วหลีและเผ่าพันธุ์ให้ความสำคัญและการยอมรับ ได้รับอำนาจปกครองดูแลเผ่าพันธุ์ในค่ายกลสังหารเทพ

คนคนนี้สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน เก่งกาจวิสัยทัศน์กว้างไกล ภายใต้การปกครองของเขา คนทั้งหลายในเผ่าผู้ใช้วิญญาณนภาทมิฬเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เผยให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นฟู ชนรุ่นหลังก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น และให้การสนับสนุนเขาเป็นอย่างมาก

นี่ทำให้จิ่วหลีที่คอยคุ้มครองปกปักษ์อยู่ข้างนอกโล่งใจ ดังนั้นจึงไม่สนใจเผ่าพันธุ์ในค่ายกลอีกต่อไป และทุ่มเทจิตใจและแรงกายทั้งหมดไปกับการสู้รบกับเทพเจ้า

เขาจะสืบทอดเจตนารมณ์ของบิดรผู้ใช้วิญญาณ จะสืบทอดจิตวิญญาณของเผ่าผู้ใช้วิญญาณนภาทมิฬ จะถอยไม่ได้แม้เพียงครึ่งก้าว

ข้างหลังเขาคือเผ่าพันธุ์ของเขา คือสมาชิกในเผ่าที่เขาจะปกป้อง

และต่อให้ในอนาคตรบตาย เขาก็ไม่เสียใจ เพราะผู้สืบทอดเขาก็หาเจอแล้วเช่นกัน

อุปราชไอศวรรย์ที่เขาให้ความสำคัญและปกป้องคนนั้น ก็คือบรรพจารย์ผู้ใช้วิญญาณคนต่อไปที่เขาแต่งตั้งไว้ในใจ

เช่นนี้เอง เขาที่ไม่มีสิ่งที่ต้องกังวลก็นำมหาผู้ใช้วิญญาณใต้บัญชาการ เริ่มสงครามต่อต้านอันยาวนาน

จนเมื่อเวลาหมุนผ่านไป งานเลี้ยงสีเลือดจากคนที่เขาปกป้องคุ้มครองจนสุดตัวจัดเตรียมไว้ให้เขาก็ได้เริ่มขึ้น

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา