บทที่ 869 พบกับปีศาจร้าย
เวลาล่วงเลยไปอีกสามวัน
ในสามวันนี้ พายุที่เกิดจากสวี่ชิงได้แผ่ขยายไปทั่วแผ่นดินใหญ่ผืนคีรี ยกเว้นผู้บำเพ็ญปลีกวิเวก หรือพวกที่ไม่สุงสิงกับโลกภายนอก เกือบทุกคนล้วนแต่ได้ยินเรื่องราวระหว่างสวี่ชิงกับจี้ตงจื่อผ่านหูมาบ้าง
สำหรับจี้ตงจื่อ ผู้ที่ได้รับการยอมรับจากเผ่านภาคิมหันต์ว่าเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานอันดับสองในยุคปัจจุบัน ผู้บำเพ็ญนภาคิมหันต์ต่างทราบถึงพลังต่อสู้และความน่ากลัวของเขาทั้งทางตรงหรือทางอ้อม
ดังนั้น เมื่อรู้ว่าสวี่ชิงท้าทายจี้ตงจื่อด้วยวิธีนี้ ผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่จึงไม่คิดยกย่องสวี่ชิงมากนัก
แม้ว่าครั้งนี้สวี่ชิงจะปรากฏตัวด้วยท่าทีที่แข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนการตัดสินของผู้บำเพ็ญเหล่านั้นได้
เพราะสองเดือนก่อน จี้ตงจื่อได้ปล่อยข่าวตามหาสวี่ชิง จากนั้นจึงประกาศว่าสวี่ชิงตายแล้ว แม้ว่าสุดท้ายสวี่ชิงจะไม่ตาย แต่ช่วงเวลาที่หายไปก็เพียงพอที่จะอธิบายผลการต่อสู้ระหว่างสองคนได้ดี
ตอนนี้เวลาผ่านไปสองเดือนแล้ว จะทำอย่างไรได้
แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดคือ จี้ตงจื่อไม่มีข่าวสารใดๆ เกี่ยวกับการถูกสวี่ชิงท้าทาย ไม่ได้ปรากฏตัว และแม้แต่ผู้บำเพ็ญของนภาคิมหันต์ก็มีน้อยคนที่รู้ที่อยู่ของจี้ตงจื่อ
เรื่องนี่ค่อนข้างน่าสนใจ และทำให้ผู้คนคิดไปต่างๆ นานา
และผู้บำเพ็ญกว่าร้อยชีวิตจากเผ่าคุมหายนะและเผ่าไป๋เจ๋อที่ผูกมัดกับสวี่ชิงต่างร้องครวญครางอย่างอ่อนระโหยโรยแรง พร้อมกับการคาดเดานับไม่ถ้วน
พวกเขาพยายามอย่างเต็มที่ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกเขาได้ส่งข่าวคราวไปหาทุกคนที่สามารถติดต่อได้
แต่นอกจากจี้ตงจื่อจะไม่มา คนที่พวกเขาส่งข้อความไปหา ก็ไม่มีใครมา
เพราะ…ไม่มีใครโง่ที่จะเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อช่วยคนอื่นในเวลานี้ เว้นแต่จะมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง
ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้
ท้องฟ้าตอนเที่ยงวัน เป็นช่วงเวลาที่แสงแดดส่องสว่างที่สุดในแผ่นดินใหญ่ผืนคีรี พลังหยางเพิ่มสูง สัตว์ประหลาดมืดมนและลึกลับมักจะพักผ่อนในช่วงเวลานี้
แสงแดดแรงกล้าส่องสว่างทุกสรรพสิ่ง ฟ้าดินสว่างไสว ในขณะที่สวี่ชิงกำลังเดินอยู่บนท้องฟ้า เขาก็หยุดเดินและมองไปยังขอบฟ้า
เมื่อเขามองไป ผู้บำเพ็ญกว่าร้อยคนที่อยู่ข้างหลังเขาก็เงียบลงทันที ทุกคนมองตามไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและคาดหวัง
ในสายตาของพวกเขา ขณะนี้มีรุ้งกินน้ำสี่สายอันน่าตะลึงงันปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้า เหมือนกับจะฉีกท้องฟ้าออกเป็นชิ้นๆ และกำลังมุ่งหน้ามาทางนี่อย่างรวดเร็ว
ในรุ้งกินน้ำทั้งสี่สายนี้ มีผู้บำเพ็ญผู้มากความสามารถและแข็งแกร่งอยู่สายละคน
สามคนเป็นเผ่าคุมหายนะ พวกเขามีสีหน้าที่มืดมนและเต็มไปด้วยความอาฆาต
คนสุดท้ายเป็นเผ่าไป๋เจ๋อ ร่างกายของเขาสูงใหญ่ เหมือนภูเขาลูกเล็ก ปล่อยเลือดลมหนาแน่น เสียงหัวใจของเขาเลื่อนลั่นดุจเสียงฟ้าร้อง ทำให้รู้สึกไร้พ่าย!
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือทั้งสี่คนนี้ต่างก็มีสัตว์พาหนะที่ไม่ธรรมดา
เผ่าไป๋เจ๋อขี่งูยักษ์มีปีก ดุร้ายและน่ากลัว บินทะยานเหนือเมฆ
ส่วนสัตว์พาหนะของสามคนจากเผ่าคุมหายนะล้วนต่างกันออกไป หนึ่งคือสัตว์ที่มีหัวสิงโตและลำตัวเป็นหมาป่า ปล่อยพลังที่ทำให้จิตวิญญาณสั่นสะเทือน อีกตัวหนึ่งมีเปลือกเต่าและรูปร่างเหมือนช้าง ทำให้รู้สึกถึงพละกำลังมหาศาล
ตัวสุดท้ายเป็นปีศาจร้ายน่าสะพรึงกลัว ทั้งร่างเป็นสีดำทะมึน รูปร่างพร่าเลือน ดูประหลาดอย่างยิ่ง
สัตว์พาหนะทั้งสี่ตัวนี้เพิ่มพลังให้พวกเขาอย่างมาก พลังที่แผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้า ทำให้ท้องฟ้ามืดลง เหมือนหมอกดำกำลังหมุนวนและแผ่ขยายออกไป
เมื่อเห็นพวกเขา ผู้บำเพ็ญกว่าร้อยคนที่ถูกผูกมัดด้วยเส้นวิญญาณก็รู้สึกตื่นเต้น พวกเขาเคยเจออัจฉริยะฟ้าประทานของเผ่าตัวเองมาแล้ว
สามผู้บำเพ็ญจากเผ่าคุมหายนะเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าในด้านที่สองของมหกรรมล่าเหยื่อในครั้งนี้ แม้ว่าพวกเขาจะมีพลังเพียงมหาขั้นหวนสู่อนัตตาขั้นสอง แต่ก็มีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับมหาขั้นหวนสู่อนัตตาขั้นสี่
แม้จะไม่สามารถเทียบกับอัจฉริยะฟ้าประทานอย่างจี้ตงจื่อได้ แต่ในหลายเผ่า พวกเขาก็เป็นอัจฉริยะฟ้าประทานระดับแนวหน้า
ส่วนชายหนุ่มร่างสูงใหญ่จากเผ่าไป๋เจ๋อ กายเนื้อของเขาเทียบเท่ากับมหาขั้นหวนสู่อนัตตาขั้นสี่เช่นกัน ส่วนสถานะของเขาสูงส่งยิ่งกว่า เขาเป็นถึงบุตรชายคนรองของหัวหน้าเผ่าไป๋เจ๋อ!
เมื่อได้รับการขอความช่วยเหลือจากสมาชิกเผ่า และรับรู้ถึงพายุที่สวี่ชิงก่อขึ้น ทั้งสี่คนนี้จึงตัดสินใจร่วมมือกันและมาถึงที่นี่ในขณะนี้
และการปรากฎตัวขึ้นหลังจากผ่านไปนานขนาดนี้ แสดงให้เห็นชัดว่าพวกเขามั่นใจมากเพียงใด
ดังนั้นเมื่อปรากฏตัวขึ้น ทั้งสี่คนนี้จึงไม่ลังเล ไม่พูดพร่ำทำเพลง และเลือกที่จะโจมตีสวี่ชิงทันที
คนที่เร็วที่สุดคือนายน้อยจากเผ่าไป๋เจ๋อ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้นี้มีใบหน้าโหดเหี้ยม เลือดลมที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขาให้ความรู้สึกกดขี่ และแรงกดดันที่ผสมผสานกับพลังของเขามีอำนาจสั่นสะเทือนจิตใจได้
เสี้ยวขณะที่เข้าใกล้ สองมือประสานปางมือ พุ่งผ่าไปอย่างแรง ทันใดนั้นก็เกิดเสียงแตกกระจายขึ้นในความว่างเปล่ารอบตัวสวี่ชิง เกิดรอยร้าวนับไม่ถ้วน คล้ายจะถูกฉีกทึ้งไปพร้อมกับเขา
พลังของกฎเกณฑ์ ร่องรอยของกฎเกณฑ์ ในขณะนี้ได้พังทลายลง และรวมตัวกันใหม่เป็นมรรคาของผู้บำเพ็ญจากเผ่าไป๋เจ๋อ
จากนั้นดวงตาที่สามบนหน้าผากของเขาก็เบิกกว้าง ปล่อยแสงสีแดงออกมาปกคลุมทั้งร่าง และปรากฏยักษ์สีเลือดขนาดใหญ่ขึ้นมาด้านหลัง
ยักษ์ตัวนี้ถือค้อนมหึมาสองอัน ทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ลมพายุพัดกระหน่ำ และฟาดลงไปที่ตัวสวี่ชิงอย่างแรง
ในขณะเดียวกัน สัตว์พาหนะของผู้บำเพ็ญจากเผ่าไป๋เจ๋อก็พุ่งทะยานขึ้นเหนือเมฆ อ้าปากกว้าง กำลังจะเขมือบกลืนสวี่ชิงด้วยความดุร้าย
ในระยะไกล ผู้บำเพ็ญจากเผ่าคุมหายนะทั้งสามคน ขี่ปีศาจร้ายและปรากฏตัวอยู่ข้างหลังสวี่ชิงทันที ขัดขวางเส้นทางหนีที่สวี่ชิงอาจเลือกได้ ปรสานปางมือ ท่องคาถา
วิญญาณร้ายนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากร่างกายของเขา ก่อตัวเป็นทะเลวิญญาณ ไม่เพียงแต่ปิดกั้นเส้นทางหนีของสวี่ชิง แต่ยังล้อมรอบและสร้างผนึก
ส่วนผู้บำเพ็ญจากเผ่าคุมหายนะอีกสองคน คนหนึ่งปรากฏตัวอยู่เหนือสวี่ชิง อีกคนหนึ่งอยู่ด้านล่าง
ผู้บำเพ็ญที่อยู่ด้านบนไม่ได้ใช้พลังวิเศษ แต่หยิบเทียนสีแดงขึ้นมาจุดไฟ แล้วเอ่ยถ้อยคำตามหลัง
“พันธนาการเทพเจ้า!”
ทันใดนั้น ไส้เทียนที่กำลังลุกไหม้ก็ปรากฏภาพของสวี่ชิงขึ้นมา
ส่วนผู้บำเพ็ญจากเผ่าคุมหายนะที่อยู่เบื้องล่างของสวี่ชิง นั่งขัดสมาธิและทำปางมือ ร่างกายของเขาเริ่มเน่าเปื่อย สำแดงวิชาสาปแช่งลึกลับบางประการ ก่อตัวเป็นแสงสีเทา นั่นคือมลพิษต่อวิญญาณ และระเบิดออกมาทางสวี่ชิง
การโจมตีทั้งสี่ทางจากคนทั้งสี่ในขณะนี้สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการโจมตีที่รุนแรง ไป๋เจ๋อโจมตีอย่างแข็งแกร่ง ผู้บำเพ็ญคุมหายนะคนหนึ่งปิดผนึกทุกทิศทางเพื่อไม่ให้สวี่ชิงหนีไปได้ ผู้บำเพ็ญคุมหายนะคนที่สองใช้สมบัติพิเศษเพื่อสะกดร่างสวี่ชิง ทำให้เขาไม่สามารถดิ้นรนได้ ผู้บำเพ็ญคุมหายนะคนที่สามร่ายเวทสาปแช่งเพื่อทำลายจิตวิญญาณของสวี่ชิง
นอกจากนี้ สัตว์พาหนะของผู้บำเพ็ญจากเผ่าคุมหายนะทั้งสามตัวยังพุ่งออกมา มุ่งหน้าไปที่สวี่ชิงเช่นกัน
ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางหมอกที่กำลังหมุนวนอยู่บนขอบฟ้า มีเงาหนึ่งปรากฏขึ้นช้าๆ กำลังเดินมาที่นี่อย่างใจเย็น
คำสาปแช่งมากมายพุ่งออกมาจากร่างกายของเขา สิ่งแลกเปลี่ยนคือร่างกายของเขาที่เหี่ยวแห้งและสลายไปเรื่อยๆ
แต่คำสาปแช่งเหล่านี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายของสวี่ชิงแล้ว กลับเหมือนกับวัวหินตกลงไปในทะเล ไม่ได้ก่อให้เกิดคลื่นใดๆ และไม่สามารถขัดขวางอะไรได้ จนกระทั่งในวินาทีถัดไป สวี่ชิงก็มาถึงหน้าผู้บำเพ็ญจากเผ่าคุมหายนะคนนี้ด้วยสีหน้าสงบราบเรียบ
เก็บเกี่ยวทุกสิ่งไป ท่ามกลางความขมขื่นและสิ้นหวังของคนผู้นี้
สุุดท้าย สวี่ชิงก็หันหลังกลับ เดินไปหานายน้อยจากเผ่าไป๋เจ๋อที่กำลังถอยหลังอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ลงมา เขาก็มาหยุดเบื้องหน้ายักษ์สีเลือดที่ผู้บำเพ็ญจากเผ่าไป๋เจ๋อคนนั้นสร้างขึ้น โดยไม่สนใจค้อนที่ตกลงมาและปรากฏตัวอยู่ตรงหน้านายน้อยจากเผ่าไป๋เจ๋อ
นายน้อยจากเผ่าไป๋เจ๋อผู้ รู้สึกสั่นสะเทือนสุดขีด ความตกใจพุ่งถึงขีดสุด หมอกสีเทาที่ปรากฏขึ้นทำให้เขาตกตะลึง และทำลายแผนการของพวกเขาทั้งหมด ส่วนคนที่พวกเขานัดแนะกันไว้ก็ไม่ปรากฎตัว
ไหนจะอัจฉริยะฟ้าประทานจากเผ่าคุมหายนะทั้งสามคน ที่ตายตกอย่างง่ายดายไปทั้งอย่างนั้น ความห่างชั้นอันมหาศาลระหว่างพวกเขาทำให้เขารู้สึกเหมือนจะพังทลาย
“ตาย ตาย ตาย!!”
“ไหนบอกว่าเขาต่อสู้กับจี้ตงจื่อและถูกจี้ตงจื่อไล่ล่าไม่ใช่หรือ คนผู้นี้…พลังที่คนผู้นี้สำแดงออกมาบัดนี้ น่ากลัวกว่าจี้ตงจื่อเสียอีก!”
“และหมอกสีเทานี้…นี่คือหมอกนพกาฬนี่นา ทำไมมันถึงถูกปล่อยออกมา…หรือว่าเหตุการณ์นพกาฬเกี่ยวข้องกับเขา!”
ความคิดมากมายผุดขึ้นเกินควบคุม ในขณะที่สวี่ชิงเดินผ่านหน้าเขา หมอกสีเทาทั้งหมดก็ไหลเข้าสู่ร่างกายของผู้บำเพ็ญจากเผ่าไป๋เจ๋อ ท่ามกลางเสียงครวญครางที่น่าสลดใจ จิตวิญญาณของนายน้อยจากเผ่าไป๋เจ๋อผู้นี้ก็แตกสลายไป
หมอกสีเทาจางหายไป
สิ่งที่หายไปพร้อมกันคือผู้บำเพ็ญกว่าร้อยคนที่ถูกผูกมัดด้วยเส้นวิญญาณ พวกเขาไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ตายตกไปทั้งหมด
บนท้องฟ้า ในที่ที่หมอกสีเทาเคยปกคลุม มีเพียงสวี่ชิงเท่านั้นที่อาบแสงแดดแรงกล้า
เขามองไปที่หมอกในระยะไกล และพูดเสียงเบา
“เทียนม่อจื่อ”
หมอกสั่นสะเทือน และสลายไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มจากเผ่านภาคิมหันต์ก็เดินออกมาทันที
นั่นคือเทียนโม่จื่อ ผู้ที่มีพลังมหาขั้นหวนสู่อนัตตาขั้นสาม แต่มีพลังต่อสู้ระดับมหาขั้นหวนสู่อนัตตาขั้นสมบูรณ์ อันดับสี่ของเผ่านภาคิมหันต์ในยุคนี้ ผู้ที่อยู่ในอำนาจของเทพชั้นสูงซิงเหยียนแห่งยุค
เขาเคยต่อสู้กับทั่วสือซาน และเอาชนะทั่วสือซานมาได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมของเขา
ทว่าบัดนี้ เขากลับก้มลงคารวะสวี่ชิง ด้วยสีหน้าเคารพนบนอบอย่างยิ่ง
“เทียนโม่จื่อ ขอคารวะท่านพี่สวี่ชิง!”
“วันนี้เทียนโม่มาที่นี่ เพื่อมอบของขวัญสองอย่างให้กับพี่สวี่ชิง”
“อย่างแรกคือทาสทั้งสี่คนนี้ เพื่อดับโทสะของพี่สวี่ชิง”
“อย่างที่สองคือร่องรอยของจี้ตงจื่อ! ด้วยการสืบสวนอย่างใกล้ชิดของข้า ข้าก็ค้นพบแล้ว!”
พูดจบ เทียนโม่จื่อก็ส่งแผ่นหยกที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ให้กับสวี่ชิงอย่างเคารพ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา