บทที่ 896 คำสัญญาในห้วงเวลา
ความนิ่งเฉยเป็นสีสันเพียงหนึ่งเดียวในดวงตาเทพเจ้า
ราวกับว่าสำหรับองค์ท่าน ทุกเรื่องที่ผ่านมาในชีวิตล้วนไม่ทำให้เกิดความรู้สึกใด เกิดก็ดี ตายก็ดี เป็นแค่วัฏสงสารอันเรียบง่ายเท่านั้น
คืนชีพเมื่อไร กลับไปตอนไหน องค์ท่านล้วนมอง ‘เห็น’
ชะตากรรมเป็นดั่งสายธารที่เกิดจากเศษธุลีนับไม่ถ้วนรวมตัวกัน ทุกละอองทุกคลื่นในนั้น องค์ท่านล้วนรับรู้
ความสงบจึงเป็นดวงตาของเทพเจ้า เป็นกาลเวลาที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ราวกับว่านับแต่องค์ท่านมีจิตสำนึก สายตาขององค์ท่านก็ไม่มีคลื่นใด ยามศึกระหว่างบรรพจารย์ผู้ใช้เวทกับองค์ท่านเป็นเช่นนั้น ภายหลังตอนถูกสามเทพเจ้าโจมตีก็เป็นเช่นนั้น
บัดนี้อาศัยฟื้นสภาพบนศพจักรพรรดิในแผ่นดินเทวะ เปลี่ยนแปลงสภาพที่ถูกผนึกบนแผ่นดินใหญ่ผืนคีรีด้วยวิธีนี้ สำหรับองค์ท่านก็เป็นเช่นเดียวกัน
แม้ร่างกายในตอนนี้อ่อนแอยิ่งนัก แต่สำเร็จก็ดี ล้มเหลวก็ดี ล้วนเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง
องค์ท่านจึงมองไปยังพื้นที่ที่ตนฟื้นสภาพผืนนี้
พายุฝุ่นที่เกิดจากดวงดาวแตกสลายบนม่านฟ้าหยุดกินบริเวณ เวลาในที่นี้หยุดเคลื่อนไหว บ่อเกิดกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่นี่ก็สูญสิ้น
กระทั่งความว่างเปล่ายังก่อตัวเพราะมัน
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง…มดปลวกที่กำลังมุ่งมาทางองค์ท่าน
สวี่ชิง เอ้อร์หนิวและเหยียนเสวียนจื่อ
เงาร่างพวกเขาทั้งสามนิ่งลงในสายตานั้น หยุดชะงักในความว่างเปล่า คล้ายกลายเป็นกระดาษตัดในห้วงเวลานี้
เลือดเนื้อ จิตวิญญาณล้วนแห้งเหี่ยว ชะตาชีวิต ผลกรรมล้วนเลือนราง
กำลังถูกลบไปอย่างช้าๆ ด้วยสายตาเทพเจ้า
เหมือนทุกสิ่งที่องค์ท่านได้เห็นและรับรู้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด
สายตาขององค์ท่านจึงไม่ได้รวมอยู่บนกระดาษตัดสามแผ่นนั้น องค์ท่านมองไปนอกวังจักรพรรดิ มองเข้าไปในทุกสิ่งที่องค์ท่านรับรู้ อีกหนึ่งสิ่งที่เห็นคล้ายเป็นชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้
นั่นคือโอกาสเดียวขององค์ท่าน
องค์ท่านผู้รู้ทุกสิ่ง รู้ว่าจักรวาลนี้ไม่มีการรู้ทุกอย่างแน่นอน บ้างเป็นเพียงสิ่งที่สัมพันธ์กัน บ้างเป็นเพียงขอบเขตและระดับชั้น
ดังนั้น นี่คือศึกเทพเจ้าที่อยู่เหนือกาลเวลาระหว่างองค์ท่านกับเทพเจ้าลึกลับรุ่นหลังทั้งสามเมื่อนานมาแล้ว
ศึกนี้ เป็นผลกรรมระหว่างเทพเจ้า
นั่นต่างหากคือศัตรูขององค์ท่าน
และต่อจากนั้น องค์ท่านจะฟื้นสภาพอยู่ที่นี่ ละทิ้งพลังต้นกำเนิดเทพของร่างเดิมในแผ่นดินใหญ่ผืนคีรี องค์ท่านจะคืนสู่ฐานะผู้ครองแผ่นดินเทวะในที่นี้ และจะชนะศึกเทพเจ้าที่นี่
ตามด้วยสังหารเทพเจ้าทั้งสาม กลืนกินผลกรรมเทวะที่เกิดจากเทพเจ้าทั้งสาม
และใช้ประสบการณ์ครั้งนี้พัฒนาไปเป็นแท่นเทวะด้านหนึ่ง ให้ตนขึ้นแท่นเทวะอย่างแท้จริง และก้าวไปสู่อีกเขตขั้นหนึ่งของเทพเจ้า
องค์ท่านจะสร้างทุกสิ่งขึ้นมาใหม่ กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุนี้ กลับไปสู่ศึกระหว่างบรรพจารย์ผู้ใช้เวทกับองค์ท่านด้วยวิธีที่ผู้คนไม่อาจเข้าใจ ไปตัดชะตากรรมที่ไม่เป็นผลดีต่อตนให้หมดสิ้น
ชะตากรรมเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่คือแท่นเทวะ
นี่คือเส้นทางเทพเจ้าขององค์ท่าน ข้ามกาลเวลาฝืนชะตากรรม บรรลุขั้นแท่นเทวะหลังจากเพลิงเทวะ!
องค์ท่านตั้งใจมั่น ด้วยองค์ท่านที่รู้ทุกสิ่งรู้ว่าสำหรับเทพเจ้า การสำเร็จขั้นแท่นเทวะต้องมีอุปสรรค
ในชะตากรรมที่องค์ท่าน ‘เห็น’ สิ่งที่ขัดขวางตนย่อมเป็นเทพเจ้าลึกลับทั้งสาม เมื่อนานมาแล้วองค์ท่านจึงใช้แผ่นดินเทวะเป็นสนามรบ ดึงตัวเองกับเหล่าองค์ท่านมาไว้ด้วยกันอย่างสิ้นเชิง นี่ก็คือ…ผลกรรมแห่งเทวะ
เพียงแต่…อย่างที่องค์ท่านตระหนักรู้ ทุกสิ่งที่เทพเจ้ารู้ไม่ใช่ความแน่นอน เป็นเพียงสิ่งที่สัมพันธ์กัน
ดังนั้น พริบตาที่องค์ท่านทอดมองนอกวังจักรพรรดิ ความเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนอยู่เหนือสิ่งที่องค์ท่านรับรู้ เรื่องเหนือความคาดหมายที่ซ่อนอยู่ในกาลเวลาและชะตากรรมที่องค์ท่านเห็น ปรากฏขึ้นเองโดยไม่ทันตั้งตัวราวกับหนึ่งในความน่าจะเป็นที่เล็ดลอดไป
มาจากมดปลวกที่สายตาองค์ท่านมองทะลุ
มาจากห้วงเวลาของเอ้อร์หนิวกับสวี่ชิง
เมื่อนานมาแล้ว สวี่ชิงเคยถามนายกองคำถามหนึ่งในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา
‘ศิษย์พี่ใหญ่ ในห้วงเวลาที่บุตรเทวะเซ่นจันทราเข้าไป ช่วงที่ท่านรับหน้าที่ตัดทิ้งในศึกนั้นมีหลี่จื้อฮว่า’
‘อยู่ที่นั่น ท่านพบหลี่จื้อฮว่าในห้วงเวลาใช่หรือไม่’
ตอนนั้นหลี่จื้อฮว่ามาเยือนแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา หลังเอาชื่อหมู่บนพระจันทร์สีชาดไปไกลจากแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ นายกองตอบคำถามนี้ของสวี่ชิง
‘ข้าทำข้อตกลงกับหลี่จื้อฮว่าในห้วงเวลา’
ข้อตกลงครั้งนั้น ตอนแรกสวี่ชิงนึกว่าเกี่ยวข้องกับชื่อหมู่
กระทั่งตอนนี้ เขาเข้าใจแล้วว่าข้อตกลงในห้วงเวลาต้องเกิดขึ้นในห้วงเวลา
หลี่จื้อฮว่าจึงปรากฏตัว
ที่มาคือข้อตกลงขององค์ท่านกับนายกอง
นั่นเป็นนิ้วมือนิ้วหนึ่ง นิ้วมือที่ยื่นออกมาจากห้วงเวลาของสวี่ชิงกับนายกอง ราวกับคอยอยู่ที่นี่มาตลอด
นิ้วมือนี้ยากอธิบาย มองแวบแรกองค์ท่านคล้ายเกิดจากชะตากรรม คล้ายเกิดจากธารดารา คล้ายปณิธานของจักรวาลรวมตัว
องค์ท่านรวมทุกแสง ทุกพลัง ทุกการรับรู้เอาไว้
เมื่อนิ้วมือปรากฏ ทั้งวังจักรพรรดิกลายเป็นของตกแต่งที่มีหรือไม่มีก็ได้
ทั้งดวงดาวกลายเป็นเครื่องประดับไร้ค่าที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง
ทั้งแผ่นดินเทวะ กลายเป็นฉากหลังที่มองข้ามได้
ไม่อาจแย่งรัศมีกับองค์ท่านสักน้อยนิด
มองไปผาดที่สอง องค์ท่านกลับธรรมดาเช่นนั้น เป็นเพียงนิ้วมือปกติทั่วไป
ไม่เกลี้ยงเกลาปานนั้น ทั้งไม่หยาบกร้านจนเกินไป มีรอยนิ้วมือให้เห็น ธรรมดาสามัญ
ปรากฏขึ้น…ในสายตาของเทพเจ้า ตกลงบนใบหน้าแมงมุมนั้น
สัมผัสแผ่วเบา
แมงมุมบนหน้าศพจักรพรรดิสั่นรุนแรง ความนิ่งเฉยในดวงตาที่คงอยู่มาตลอดพังทลาย ความสงบดุจเป็นนิรันดร์ขององค์ท่านมลายสิ้น
เหยียนเสวียนจื่อไม่มีทางเลือก
นัยน์ตานางแดงฉาน พลันเคลื่อนกายไกลออกไปในพริบตา ห้อตะบึงสุดแรงไปยังจุดที่ไข่มุกแห่งชีวิตของตนปรากฏ
แทบในพริบตาที่นางจากไป นายกองกับสวี่ชิงเข้าใกล้ศพจักรพรรดิที่จมลงเหวลึกอย่างต่อเนื่องแล้ว หนึ่งบนหนึ่งล่าง ทั้งสองจมเข้าไปฉับพลัน
ศพจักรพรรดิจมสู่หุบเหวแห่งความว่างเปล่า ไม่เหลือร่องรอยใด
วังจักรพรรดิแห่งนี้ก็ถล่มลงจนสิ้น ไม่คงอยู่อีกต่อไป
ที่ทลายลงด้วยคือสุสานจักรพรรดิ ซึ่งก็คือดาวดวงนี้
ส่วนม่อเทียนจื่อและคนอื่นที่อยู่ในนั้น ยามนี้รีบออกไปไกลจากที่นี่ด้วยยังรู้สึกผวา
เมื่อทุกคนจากไป ดวงดาวอันเป็นพื้นที่ใจกลางแผ่นดินเทวะกลายเป็นเกลียวคลื่นสีดำ เคลื่อนดึงแผ่นดินเทวะทั้งผืนอย่างเงียบเชียบ
นอกเกลียวคลื่น พวกเทียนม่อจื่อสามคนนิ่งเงียบ
กระทั่งกลิ่นอายทรงพลังจากเหล่าองค์ท่านมาสู่เบื้องล่าง แสงเทวะเรืองรอง พลังเทพเจ้าแผ่คลุมทั่วทิศ เงาร่างเทพเจ้าทั้งสามมาเยือนแผ่นดินเทวะ ปรากฏอยู่เหนือเกลียวคลื่นนั้น
“ถึงเวลาแล้ว”
เทพสุริยันเอ่ยคำราบเรียบ
พวกเทียนม่อจื่อพากันพยักหน้า ในใจรู้สึกสับสน ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเดากันไว้ว่าเหตุใด…เทพเจ้าทั้งสามถึงไม่ปรากฏตัว
แต่บัดนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาแล้ว
เหยียนเสวียนจื่อที่เอาไข่มุกกลับมาปรากฏตัวที่นี่ด้วยความเงียบเช่นกัน เพราะเขารู้ดี ไม่ว่าเป็นพวกเทียนม่อจื่อหรือตัวเขา ล้วนเป็นหมากบนกระดานแผ่นดินเทวะนี้
“เช่นนั้น คนเดินหมากคนต่อไปจะเป็นใคร”
เหยียนเสวียนจื่อก้มหน้าจ้องมองเกลียวคลื่นลึกล้ำ เกลียวคลื่นนั้นค่อยๆ ขยายในดวงตาเขาจนครอบครองม่านตาทั้งหมด
ทุกสิ่งดำมืด
…
ในเขตต้องห้ามจิ่วหลีบนแผ่นดินใหญ่ผืนคีรี มีดวงตาคู่หนึ่งค่อยๆ ลืมขึ้นในผืนสีดำ เก็บราตรีมืดมิดไว้ในม่านตาประหนึ่งเกลียวคลื่นไร้สิ้นสุด
“ถึงเวลาแล้วหรือ”
เสียงแหบแห้งพึมพำออกมาจากปากเขา ราวกับลมแห่งวันเวลาพัดผ่านเหวลึก ปลุกคำสัญญาที่เกี่ยวกับการสำเร็จเป็นเทพในห้วงเวลา
เขาจึงลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า
เดินมุ่งไปศาลเจ้าที่ถูกผนึกสะกดในเขตต้องห้ามจิ่วหลีด้านบน
ในศาลเจ้า เทพเจ้าแมงมุมแห้งเหี่ยวเริ่มสลาย…แต่ความเชื่อมโยงของชะตากรรมทำให้เงาร่างที่เดินมานั้นมีกลิ่นอายเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
เขากำลังดูดทุกสิ่งของเทพเจ้าแมงมุม
……………………………………….
[1] หนีหวัน หมายถึง สมอง เป็นตันเถียนบน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา