บทที่ 897 ขึ้นเวทีมา!
ละครในแผ่นดินเทวะ จากเสียงสะท้อนก้องจากเสียงของเทพแห่งดวงอาทิตย์ ประดุจคลื่นซัดโหม หอบม้วนไปในโลกโรยราใบนี้
ลมพายุก็ก่อตัวขึ้นในเสี้ยวขณะนี้ หอบกวาดพร้อมกับคลื่นไปในทุกพื้นที่ในแผ่นดินเทวะ ชะล้างทุกพื้นที่ในพื้นดาวที่ถูกใยแมงมุมพันล้อม พัดพาฝุ่นที่ถูกประวัติศาสตร์ฝังกลบออกไปเป็นแห่งๆ
ดังนั้น ในที่แห่งหนึ่ง ในซากปรักหักพังของดวงดาวแถบหนึ่งเผยให้เห็นป้ายหินเก่าแก่โบราณป้ายหนึ่ง
มันนับว่าเก็บรักษาเอาไว้ได้สมบูรณ์ เพียงแต่รอยตัวอักษรกว่าครึ่งบนนั้นเลือนรางไม่ชัดเจน
มีเพียงตัวอักษรสี่ตัวที่ลงนามทิ้งไว้ เมื่อใช้จิตเทพสัมผัสก็จะรู้ความหมายของมัน
โลกจักรพรรดิเซียนเหนือ
นี่ก็คือชื่อของโลกใบนี้ที่ถูกลืมเลือนไปในการเวลา
มันบางทีอาจจะเคยรุ่งโรจน์มาก่อนเหมือนกัน และดำรงอยู่ในจักรวาลที่มีเทพเจ้า เห็นได้ชัดว่าก็มีเรื่องที่เกี่ยวกับเทพเจ้าเช่นกัน ก็ย่อมมีชื่อมากมายที่ผลักดันโลกใบนี้ให้ก้าวขึ้นไปสู่ความสูงส่ง
แต่ตอนนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังซบเซาอ้างว้าง เหลือเพียงสุสานจักรพรรดิเดียวดาย เหลือเพียงความพินาศย่อยยับที่ทำให้คนสะท้อนใจ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตคุณสมบัติเทพที่สูญเสียสติที่สูญเสียการรับรู้ไปแล้ว
และโลกใบนี้ เดิมก็ไม่มีความเกี่ยวพันใดๆ กับแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
ตำแหน่งที่ตั้งของโลกใบนี้ในอดีต มองจากดวงดาวแล้วก็ห่างกับแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ลิบลับ
เป็นการรุกรานจากเทพแมงมุมหลังจากที่จักรพรรดิเซียนแตกดับ กลิ่นอายโจมตีซึ่งทุกอย่าง แปรเปลี่ยนโลกเซียนแดนเหนือแห่งนี้ให้กลายเป็นแผ่นดินเทวะเอง อีกทั้งเนื่องจากตามเสี้ยวหน้าเทพเจ้ามายังแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์…ด้วยเหตุนี้ โลกจักรพรรดิเซียนเหนือจึงมาปรากฏในรอยแยกของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
และกลายเป็นกระดานหมากวางแผนของผู้ที่ถือหมากทุกคนที่นี่ตอนนี้ หรือจะพูดว่าผลกรรมแห่งเทวะก็ได้
และตอนนี้ ป้ายหินที่ลอยอยู่กลางซากปรักหักพังฝุ่นผงก็ถูกมือที่หลอมรวมมาจากกาลเวลา คว้าเอาไปจากท้องฟ้า เอามายังใจกลางแผ่นดินเทวะ เอามายังเหนือคลื่นวนสีดำผืนนั้น มาปรากฏต่อหน้าเทพทั้งสาม
สายตาของเทพทั้งสามจับจ้องไปอย่างเงียบงัน
บางทีอาจเป็นผลกรรมเวรที่เกิดขึ้นจากการที่สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวหลอมผสานศพจักรพรรดิ หรืออาจเป็นพลังที่เกิดขึ้นจากพลังอำนาจเทพของเหล่าองค์เทพ ดังนั้น สายตาของเหล่าองค์ท่านเหมือนว่าด้วยเหตุนี้จึงแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายพิเศษ กวาดไปยังป้ายหิน
ทำให้ตัวอักษรรางเลือนบนนั้นฟื้นฟูร่องรอยเก่าแก่บรรพกาลกลับมา
“จักรพรรดิรู้ว่าอายุขัยจะมอดหมดไป การควบคุมชะตาจะเสียหาย รู้ว่าความพินาศย่อยยับและเคราะห์จะมาเยือนอย่างแน่นอน เพื่อที่สร้างทางรอด ในวันที่ชีวิตจะดับสูญ ก็ฝืนคำสั่งบรรพชน กลืนกินผลกรรมแห่งเทวะ หลอมดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว แบ่งสามวิญญาณออกมา เคารพบูชาวิญญาณตัวเอง
ใช้ร่างเป็นธูป ทำให้สามวิญญาณเข้าสู่วัฏสงสาร ตัดวงโคจรชะตาชีวิต ซ่อนผลกรรมเวร นับจากนั้น…มนุษย์คือมนุษย์ เซียนคือเซียน เทพคือเทพ”
“จักรพรรดิดับสูญ…วิญญาณสลาย”
ร่องรอยเก่าแก่โบราณบอกเล่าประวัติศาสตร์ที่ลับที่สุด จากการเปิดเผยออกมาในตอนนี้ ไม่ทันรอให้พวกเหยียนเสวียนจื่อใช้จิตเทพสัมผัสรับรู้ ก็หายไปอีกครั้ง
ป้ายหินก็ยังคงเป็นป้ายหิน
ประวัติศาสตร์ที่มันฉายออกมา ครั้งนี้ถูกฝังไปในห้วงเวลาจริงๆ
แต่แสงเจิดจ้าในเสี้ยวพริบตานั้นก็ยังส่งผลกรรมเวรที่ซ่อนไว้กลับมา พุ่งมาในชะตาชีวิตของเทพทั้งสามอย่างเงียบงัน
ดังนั้น แผ่นดินเทวะแห่งนี้ในเสี้ยวพริบตานี้ อำนาจแบ่งเป็นห้าส่วน ส่วนหนึ่งของเทพดวงอาทิตย ส่วนหนึ่งของเทพดวงจันทร์ ส่วนหนึ่งของเทพดวงดาว
อีกสองส่วนที่เหลือ ส่วนหนึ่งอยู่ที่แผ่นดินใหญ่ผืนคีรี อีกส่วนหนึ่ง…อยู่ที่ศพจักรพรรดิ
“ส่วนของศพจักรพรรดิคือกุญแจ ตอนนี้กุญแจถูกเปิดออก”
เทพดวงอาทิตย์เอ่ยราบเรียบ
“พวกเขาจะทันหรือไม่” เทพดวงดาวถามขึ้นมา
“เวลามาถึงแล้ว ไม่สำคัญแล้ว พวกเราต้องเริ่มแล้ว” เทพดวงจันทร์สงบนิ่ง
“ท่านพี่หญิงยังคงเกลียดอยู่ล่ะสิ แต่ข้าทายว่า…พวกเขาลงมือทัน” เทพดวงดาวหัวเราะเสียงเบา
เทพทั้งสาม สิ่งที่รอคือเวลา
ใต้แผ่นดินใหญ่ผืนคีรี อุปราชไอศวรรย์ที่ตอนนั้นรวมเผ่าผู้ใช้วิญญาณฟ้าทมิฬเป็นหนึ่ง หักหลังจิ่วหลี สิ่งที่เขารอคือคำสัญญาจากห้วงเวลา
ตอนนี้เหล่าองค์ท่านมาถึงแล้ว ม่านที่แผ่ปกคลุมไปหลายหมื่น ก็เปิดออกในเสี้ยวพริบตานี้เช่นกัน
เผยให้เห็นเวที
ละครก็เริ่มแล้วเช่นกัน
และในมุมที่ม่านปกปิดอำพราง ผู้ถือหมากอีกฝั่งหนึ่ง หรือจะพูดว่าผู้ถือหมากที่จะต้องปรากฏตัวขึ้นอย่างแน่นอน สวี่ชิงกับเอ้อร์หนิงก็วางหมากแล้วเช่นกัน
เพียงแต่ละครฉากนี้ เป็นเวทีหลักของเทพทั้งสามกับฝ่ายอุปราชไอศวรรย์ เหล่าองค์ท่านไม่ไปก่อกวนช่วงจังหวะโอกาส ก็ย่อมไม่มีทางรอเมื่อจังหวะมาถึงค่อยรออย่างไม่มีความหมายอีกต่อไป
ดังนั้น…
เวทีแสดงจึงอยู่ที่นั่น
ละครก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน
จะวางหมากได้ทันหรือไม่ หลังจากวางหมากแล้วจะไล่ตามละครฉากนี้ทันหรือไม่ จะขึ้นเวทีได้จริงๆ คว้าเอาอำนาจส่วนหนึ่งมาได้หรือไม่…
สุดแท้แต่โชคชะตา
……
“ชะตาสวรรค์นับเป็นอะไรกัน!”
ในโลกสีแดงหม่นผืนหนึ่ง ท้องฟ้ากำลังถล่มลงมา
บนทะเลเลือด เอ้อร์หนิวเงยหน้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ทั่วร่างแผ่ประกายแสงพร่างพราย ที่บริเวณหน้าอกของเขากำลังมีแขนเหี้ยมเกรียมสีฟ้าข้างหนึ่งยื่นทะลุออกมา จากค้ำยันฟ้าผืนนี้
แขนข้างนี้แปรเปลี่ยนเป็นเสาน้ำแข็งขนาดมหึมาต้นหนึ่ง ผสานไปข้างในไม่หยุดเพื่อซ่อมแซม แล้วทะลักโหมบ่าออกมาอย่างไม่สิ้นสุดจากหน้าอกของเอ้อร์หนิว
ไหลทะลักไม่ขาดสาย
ดังนั้นเสาน้ำแข็งต้นนั้นจึงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ ค้ำยันฟ้าดิน อีกทั้งยังแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว คล้ายว่าจะแช่แข็งท้องฟ้าผืนนี้
ยิ่งมีหนอนสีฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงลงมาจากร่างของเขา แผ่ไปในทะเลเลือด ดูดกลืนอย่างรวดเร็ว เหมือนจะกลืนทะเลเลือดทั้งหมดลงไป ทำให้มันแห้งเหือด
แต่การพังทลายของโลกใบนี้คล้ายว่าเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นไม่นานนัก ท้องฟ้าก็ถล่มลงมา มหาสมุทรคำรามก้อง
เสาน้ำแข็งหัก หนอนแหลกสลาย
แต่เสี้ยวขณะต่อมา เสาน้ำแข็งต้นใหม่ก็ปรากฏขึ้น ยิ่งมีหนอนมากกว่าเดิม แผ่ลามออกมาใหม่
ผู้คำยันฟ้าจะเรียกว่าบรรพจารย์
ผู้ถามสมุทรจะเรียกนาย
ค้ำยันเลือดเนื้อ ย้อนทวนเลือดศพ ก็จะสามารถเข้าไปในศพจักรพรรดิเซียนได้
แต่ความยากมหาศาลยิ่งนัก แบ่งเป็นสองเรื่อง
เรื่องแรกเขาต้องสยบโลกใบนี้ให้ได้ เรื่องที่สองเขาต้องสยบโลกให้มากยิ่งขึ้น
โลกที่พังทลายผืนนี้ก็คือการแสดงออกเชิงนามธรรมของกายเนื้อศพจักรพรรดิ ทะเลเลือดนั่นเป็นเพียงแค่เลือดหยดหนึ่งจากเลือดมหาศาลในร่างศพจักรพรรดิ
ท้องฟ้าที่ถล่มลงมาเป็นทุกชุ่นในเลือดเนื้อทั้งหมด
และนิ้วนั้นของหลี่จื้อฮว่าก็จะสยบความยากเรื่องที่สองนั่นลงไป ทำให้ทะเลเลือดในโลกใบนี้เป็นเพียงหยดเดียวก็ได้ หรือเป็นเลือดจากในร่างศพทั้งหมดก็ได้
ท้องฟ้าที่ถล่มลงมาจะเป็นเนื้อทุกชุ่นก็ได้ หรือจะเป็นเลือดเนื้อทั้งหมดก็ได้
สยบโลกใบหนึ่งก็เท่ากับสยบโลกทั้งหมด
นี่ทำให้ความยากลดลง แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ต่อให้สุดท้าายแล้วเอ้อร์หนิวทำสำเร็จ ก็ไม่ใช่ว่าจะตัดสินทุกอย่างได้
พูดจบ ร่างวิญญาณจักรพรรดิไหววูบ พุ่งตรงมาหาสวี่ชิง
ศึกวิญญาณปะทุขึ้นแล้ว!
เพียงพริบตา ทั่วทั้งสมบัติจักรพรรดิก็ระเบิดเสียงดังลั่นสนั่นหวั่นไหว แผ่มาทั่วทั้งร่างสวี่ชิง ร่างของเขาไม่ขยับ แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งอันตราย
เอ้อร์หนิวทางนั้นก็กำลังบ้าคลั่ง
ศึกระหว่างกายเนื้อและวิญญาณ ตันเถียนและสมองครั้งนี้ปะทุขึ้นพร้อมกัน ทั้งยังดุเดือดขึ้นมาในเสี้ยวพริบตา
ประสบการณ์ในวัยเด็กสอนให้สวี่ชิงเด็ดขาด
ชีวิตที่สำนักเจ็ดเนตรโลหิตสอนให้สวี่ชิงรู้จักเก็บซ่อน
อดีตที่เขตปกครองผนึกสมุทรสอนให้สวี่ชิงมีวิสัยทัศน์
มีเพียงศิษย์พี่ใหญ่เท่านั้น สิ่งที่เขาสอนสวี่ชิงคือการแย่งชิง!
แย่งชิงกับฟ้า แย่งชิงกับดิน แย่งชิงกับมนุษย์ แย่งชิงกับเทพ!
แล้วก็ยังมีแย่งชิงกับชะตา
ดังนั้นศพจักรพรรดิที่ร่วงลงไปในหุบเหวลึก ที่จุดตันเถียนของมันมีเสียงดังก้อง
“เปิดผนึกของข้า กระตุ้นเก้ายมโลก เซียนคิมหันต์ไปจากโลก ใต้หล้าล้วนเป็นน้ำค้างแข็ง!”
บุปผาน้ำแข็งสีฟ้าบานมาจากจุดตันเถียน เพียงพริบตาก็แผ่ลามไปทั่วศพจักรพรรดิ ปกคลุมไปทั่วร่าง ปกคลุมไปทั่วทั้งแขนขา ปกคลุมซึ่งทุกสิ่ง
และศพจักรพรรดิที่ร่วงไปในความว่างเปล่า ที่สมองของมันมมีเสียงของสวี่ชิงดังก้อง
“ในยามเป็นผู้ครองกระบี่เมื่อนานมาแล้ว เคยฝึกวิชาหนึ่ง”
“วิชานี้ผู้ครองกระบี่ทุกคนล้วนเรียนได้ ใครๆ ก็ฝึกฝนได้ วันนี้ในสมบัติจักรพรรดิก็ได้รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของวิชานี้”
“ข้าจะให้เจ้าได้รู้ กระบี่เล่มนี้ ข้าแตะต้องมันได้!”
ข้ามีกระบี่เล่มหนึ่ง…
“ชื่อของมันคือกระบี่จักรพรรดิ!”
กระบี่ทะยานขึ้นในสมบัติจักรพรรดิ ตวัดตัดความว่างเปล่าอย่างแข็งแกร่งไร้เทียมทาน แหวกผ่านหุบเหวลึกอย่างไม่อาจต้านทานได้ หอบม้วนอย่างทรงพลัง แล้วฟันไปที่สมองของศพจักรพรรดิ!
สมองยุบลงไป
สะท้านสะเทือนห้วงเวลาและมิติ สะบั้นสิ่งหลอกลวง!
ศพจักรพรรดิสะท้านเฮือก ไม่ร่วงลงไปอีก ลอยอยู่กลางอากาศ ในยามที่แสงกระบี่กะพริบวูบวาบ ดวงตาที่ปิดสนิทของศพนี้ก็พลันลืมตื่นขึ้น!
ไม่เป็นของจักรพรรดิเซียน ไม่เป็นของวิญญาณแมงมุม
แต่เป็นดวงตาของเอ้อร์หนิว เป็นจิตวิญญาณของสวี่ชิง
มิติระเบิดคำรามลั่น ประกาศการกลับมา
หุบเหลวลึกแหลกละเอียด อวยพรแด่นายคนใหม่
ท่ามกลางความรางเลือน แผ่นดินเทวะที่แปรเปลี่ยนมาจากโลกจักรพรรดิเซียนเหนือ อำนาจส่วนที่ห้า พุ่งมาในชะตาชีวิตของสวี่ชิงและนายกอง
ขณะเดียวกัน ในแผ่นดินใหญ่ผืนคีรี เงาคนที่อยู่แถวหน้าเงยหน้า คล้ายทอดสายตามอง
ในแผ่นดินเทวะ เทพทั้งสามที่ยืนตระหง่านนอกคลื่นวน ต่างจ้องมองจับจ้องไปยังคลื่นวน
“ท่าทางข้าจะเดาถูกแล้ว”
มุมปากของเทพดวงดาวยกขึ้นเล็กน้อย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา