บทที่ 962 จักรพรรดินีสังหารเทพ
อาทิตย์ตกกับอาทิตย์ขึ้นแม้กั้นด้วยรัตติกาล แต่ก็เป็นการหมุนเวียนสับเปลี่ยน
สวี่ชิงจ้องมองรูปปั้นมหาจักรพรรดิแล้วมองไปยังจักรพรรดินีกลางอากาศ ใจเกิดความคิดนับหมื่นพัน คล้ายตระหนักบางอย่างอยู่ข้างในอย่างเลือนราง
ส่งผลถึงจิตใจ รอยจางกว่าร้อยบนผืนอนัตตาก็เกิดคลื่นชัดเจนหลายเส้น
และตอนนี้ ตะวันรุ่งสางโผล่ขึ้นตรงขอบนภาท่ามกลางฟ้าดิน
แสงอาทิตย์พรมสาด ละลายแสงอัสดงจนหมดสิ้น ขจัดความมืดมิดทั้งหลายรอบด้าน
สุดท้ายรวมบนตัวจักรพรรดินีกลางอากาศพร้อมกับสายตาของสวี่ชิง เกิดเป็นเส้นแสงแวววามนับไม่ถ้วน ราวกับคลุมชุดเจ็ดสีให้นาง
ยามนี้แสงเชื่อมโยงทุกชีวิต เจตจำนงหลอมรวมแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
ยังมีกลิ่นอายเทพเจ้าทรงอานุภาพห้าสายกระจายออกมาจากเกลียวคลื่นรอบดาวจักรพรรดิโบราณเบื้องล่าง
ตงเซิ่ง จิ้งอวิ๋น เซิ่งเทียน เต้าซื่อ เสวียนจั้น…
จักรพรรดิมนุษย์ทั้งห้าล้วนอยู่ใต้การเสริมพลังของโชคชะตา ใส่ชุดจักรพรรดิ สวมกวานจักรพรรดิ โผล่ขึ้นมาจากเกลียวคลื่นพร้อมเปล่งอำนาจเทพต่างกัน
ยืนอยู่ด้านหลังจักรพรรดินี
พลังแจ่มจรัสเทียมฟ้า
ชั่วขณะหนึ่ง ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมพัดเมฆแผ่คลุม ขุนเขาสายธารเผ่ามนุษย์สะเทือนเลื่อนลั่น เขตแดนสั่นไหว สายโลหิตพลิกม้วน
ทุกสิ่งทุกอย่างรวมเป็นเจตจำนงทะลวงสู่เมฆา
คล้ายกำลังบอกดินแดนต้องประสงค์ บอกแต่ละฝ่ายว่านับจากนี้…เผ่ามนุษย์มีเทพเจ้าแล้ว นับจากนี้ เผ่ามนุษย์จะรุ่งเรือง
อ๋องสวรรค์ทุกผู้ในเผ่ามนุษย์ล้วนคุกเข่าคารวะ โหวนภาทั้งหลายก็ทำเช่นนั้น
เหล่าขุนนางก็เช่นเดียวกัน
ห้ากรมทมิฬบน ห้ากรมทมิฬล่าง ผู้บำเพ็ญก็ดี ชาวบ้านก็ดี ยังมีสำนักเผ่ามนุษย์มากมาย รวมถึงกองทัพเผ่ามนุษย์ทั้งหมดในดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิ
คารวะไปยังจักรพรรดินีอย่างพร้อมเพรียง!
“จักรพรรดิมนุษย์!”
เสียงเรียกเป็นสายทอดจากปากเผ่ามนุษย์นับไม่ถ้วน ท้องฟ้าสั่นสะเทือน โชคชะตากวาดซัด
นี่คือเสียงแห่งเจตจำนงเผ่ามนุษย์
ด้วยเสียงนี้ ท่ามกลางรัศมีนี้ แต่ละฝ่ายบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ล้วนสั่นไหว เหล่าเทพที่มาเยือนก็ล้วนเกิดคลื่นในจิตใจ
โดยเฉพาะ…จักรพรรดินีเงยหน้าขึ้นในชั่วเวลานั้น พลังแท่นเทวะปรากฏขึ้นฟ้า ความรู้สึกกดดันมาเยือนโลกา
“วันนี้ โลหิตจักรพรรดิหยดลง”
“แต่เลือดเทพเจ้ายังไหลไม่พอ”
พริบตาที่สองประโยคนี้ดังขึ้น จิตสังหารสะท้านใต้หล้าเหนือฟ้าดิน ความหนาวเย็นบรรพกาลพลิกนภากลับปฐพี ทุกคำพูดดุจอสนีผ่าม่านฟ้า
ชั่วพริบตา เหล่าเทพที่มาขวางทางในที่นี้ ไม่ว่าเผยกายหรือหลบเร้นล้วนจิตใจกระตุก จากนั้นถอยกลับอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
อัคคีเผ่าเอกภพแดนสีชาด กระดูกราตรีเผ่าเหวกระดูกนรกานต์ รวมถึงกาฬวาตเผ่าราชันประกาศิตอุดร ร่างเทพทั้งสามพลันสั่นสะเทือน เปลวเพลิงม้วนกลับ กระดูกถอยร่น พายุย้อนกระจาย
เทพที่ซ่อนตัวยิ่งเป็นเช่นนั้น แม้ในเหล่าองค์ท่านยังมีผู้สนเท่ห์อยู่บ้าง ไม่แน่ใจกำลังรบแท้จริงของจักรพรรดินี โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่แน่ใจอำนาจเทพเจ้า
แต่บัดนี้ ในชั่วขณะที่เจตจำนงเผ่ามนุษย์ถึงขีดสุด ไฟโทสะเด่นชัดรุนแรง เหล่าองค์ท่านก็ไม่อยากหาเรื่องแล้ว
เผ่ามนุษย์ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน แม้สิ้นจักรพรรดิครองกระบี่ แต่มหาจักรพรรดิองค์ใหม่ปรากฏ ดังนั้นไม่ใช่เหล่าองค์ท่านอยากมาก็มา อยากไปก็ไป
เหมือนประโยคนั้นของจักรพรรดินี
วันนี้โลหิตเทพยังไหลไม่พอ
ดังนั้นพริบตาต่อมา จักรพรรดินีที่อยู่กลางอากาศยกมือขึ้น
คว้าไปยังท้องฟ้า
ฉับพลันนภายุบเป็นหลุม คล้ายท้องฟ้ากลายเป็นผ้าม่านอย่างแท้จริง ถูกมือจักรพรรดินีดึงลงมาจนเกิดเป็นความลาดเอียง
แสงดาวนับไม่ถ้วนส่องทะลุม่านฟ้ามาจากนอกพิภพ กอปรเป็นหัตถ์เทพเจ้าที่เกิดจากแสงดาวรวมตัวเหนือท้องฟ้าเผ่ามนุษย์
กวาดซัดจากความว่างเปล่า!
ทำลายกาลเวลา ทะลวงห้วงอากาศ
ความว่างเปล่าในดินแดนต้องประสงค์สั่นสะเทือน ท้องฟ้าพังทลาย การมีอยู่ที่ซ่อนเร้นอยู่ในรอยแยกแห่งกาลเวลาและห้วงอากาศเหล่านั้นล้วนส่งคลื่นรุนแรง อำนาจเทพเจ้ามากมายปะทุ พลังเทพสั่นไหว ร่วมมือกันในพริบตา
แต่เผชิญพลังแท่นเทวะ การร่วมมือของเหล่าองค์ท่านก็ดูเหมือนยังไม่พอ
ครู่ต่อมา ในความว่างเปล่าที่พังทลายมีเสียงหวีดแหลมทอดมาเป็นระยะ โลหิตเทพจำนวนมากหยดลงจากฟ้า ขณะหยาดมายังโลก พลังที่ร่วมมือก็แตกฉานซ่านเซ็น
ยังมีเทพเจ้าองค์หนึ่งถูกหัตถ์แสงดาวของจักรพรรดินีคว้าดึงออกจากความว่างเปล่า
ปรากฏชัดอยู่บนโลก
นั่นคือดวงตาสามม่านตา เป็นสีทองล้วน ไม่ใช่เนตรเทพเจ้าองค์ใดที่สวี่ชิงเคยเห็น
ในดวงตานี้เปล่งรอยตราเก่าแก่ ทั้งร่างแผ่กลิ่นอายร้อนระอุ ชัดว่าเป็นเทพเจ้าที่มาจากสถานที่อันมีเพลิงแดงฉาน
ยามนี้เมื่อถูกหัตถ์แสงดาวดึงออกมา องค์ท่านคิดจะต่อต้าน ยิ่งมีเสียงพึมพำร้อนรนดังกึกก้อง หมายจะพลิกฟ้ากลับดิน
ทว่าองค์ท่านไม่มีคุณสมบัตินั้น
เมื่อหัตถ์แสงดาวจักรพรรดินีบีบรัด เสียงเบิกฟ้าเปิดดินดังลั่นแปดทิศ เนตรเทพเจ้าองค์นี้ถูกบีบจนระเบิด
พลังเทพในนั้นถูกทำลาย จิตเทพถูกดับมืด กายเทพแหลกสลายโดยสิ้นเชิง
ตูม!
เทพเจ้าสิ้นชีพ!
ฟ้าดินสนั่นหวั่นไหว โลหิตเทพสาดกระเซ็นนับไม่ถ้วน ยังถูกทำให้บริสุทธิ์ สิ่งนี้มิใช่ไอพลังประหลาดอีกต่อไป หากกลายเป็นสารอาหารที่เผ่ามนุษย์ดูดซับได้ กระจายอยู่เหนือเมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์
โลกาสั่นสะเทือน
“ยังไม่พอ”
จักรพรรดินีกล่าวคำเรียบนิ่ง สายตาตกอยู่ทางใต้ นั่นคือทิศทางที่เทพอัคคีแห่งเผ่าเอกภพแดนสีชาดหนีไป
“อำนาจเทพเจ้าของเจ้าคือไฟ เจ้าลองทำให้ไฟของเราสะเทือนดูที”
ขณะพูด เพลิงเทวะจากตัวจักรพรรดินีลุกโชนขึ้นฟ้า ทำให้ม่านฟ้าที่เอียงลงมากลายเป็นเขตเปลวเพลิง ม้วนพลังทำลายล้างไปแผดเผาจุดที่สายตาจักรพรรดินีทอดไปถึง
ผ่านบริเวณใดเพลิงนภายิ่งรุนแรง
เทพอัคคีแห่งเผ่าเอกภพแดนสีชาดปรากฏเงาร่างอยู่ที่ไกล ถูกเพลิงเทวะของจักรพรรดินีปกคลุม การดิ้นรนขององค์ท่านอ่อนกำลังหาใดเปรียบ การต่อต้านขององค์ท่านราวกับเด็กน้อยเล่นสนุก
ทั้งหมดนั้นไร้ประโยชน์
เปลวเพลิงคืออำนาจเทพเจ้าขององค์ท่าน แต่วันนี้…ไม่เป็นขององค์ท่านอีกต่อไป
โลหิตเทพกระเซ็นทั่วผืนดินทางใต้
เสียงโอดครวญอนาถใจไร้ใดเปรียบทอดมาจากปากองค์ท่านเป็นระยะ เสียงดังก้องโลกา ทุกคนที่ได้ยินล้วนป่วนปั่นในใจ
จักรพรรดินียังคงสีหน้าเรียบนิ่ง ถึงกับมองเทพอัคคีผู้นั้นเพียงผาดเดียวก็ถอนสายตามาทางตะวันตก
ตรงนั้นคือทิศทางที่เทพกระดูกราตรีเผ่าเหวกระดูกนรกานต์หนีไป
“อำนาจเทพเจ้าของเจ้าคือกระดูกอสุภ สามารถควบคุมความเป็นความตาย เจ้าลองควบคุมความเป็นความตายของเราให้ดูที”
เสียงจักรพรรดินีดังขึ้น ขอบฟ้าทางตะวันตกพลันบิดเบี้ยว รัตติกาลที่ซ่อนตัวรีบรุดไกลออกไปอยู่ตรงนั้น คล้ายถูกดึงผ้าคลุมหน้าที่บดบัง จำต้องเผยโฉมใต้แสงนภา
มองไกลๆ เหมือนเป็นก้อนด่างพร้อยในยามกลางวัน
ในจุดด่างพร้อยมีกระดูกอสุภนับไม่ถ้วนกองรวมเป็นก้อนเนื้อ
ยามนี้ กระดูกอสุภทั้งหมดล้วนเปลี่ยนสีหน้า พริบตาต่อมาฉากประหลาดได้ปรากฏ
ใบหน้าของกระดูกอสุภทั้งหมดถึงกับพร่าเลือนพร้อมกัน จากนั้นถูกเปลี่ยนเป็นสีหน้าไร้ความรู้สึกอันใดของจักรพรรดินี ทั้งยังอ้าปากทุกใบหน้า กล่าวย้ำคำของจักรพรรดินีก่อนหน้านี้
คำพูดนั้นก้องสะท้อนไม่หยุด รวมกันเป็นเสียงเทพบีบทำลายอำนาจแห่งความเป็นความตาย
ไม่อาจพลิกผัน
ดังนั้น เสียงโอดครวญน่าสังเวชทอดมาจากส่วนลึกของกระดูกอสุภกึกก้องรัตติกาล
ยังมีโลหิตเทพสาดกระเซ็นทั่วผืนดินตะวันตก
จักรพรรดินีถอนสายตามองไปยังทิศเหนือ
“ส่วนเจ้า เขตแดนของเราไม่มีลมเหนือ”
พริบตาที่สิบคำเอ่ยออกมา ขอบฟ้าทางเหนือเกิดลมแรงสนั่นหวั่นไหว กาฬวาตปรากฏขึ้นกลางอากาศ
สิ่งที่อยู่ในพายุนี้คือเทพกาฬวาตแห่งเผ่าราชันประกาศิตอุดรผู้นั้น ผู้รับใช้องค์ท่านตายแล้ว บัดนี้องค์ท่านเผชิญกับเสียงเทพของจักรพรรดินีเพียงลำพัง องค์ท่านพลันหันมา นัยน์ตาฉายประกาย
“จักรพรรดินี ปัจจุบันแท่นเทวะมิใช่ขั้นสูงสุดของดินแดนต้องประสงค์ เจ้า…”
“หนวกหู!”
ที่ตอบองค์ท่านคือเสียงราบเรียบของจักรพรรดินี
แม้เสียงเรียบ ทว่าพลังแข็งแกร่ง
ชั่วขณะที่เอ่ยคำ พายุรอบกายเทพเผ่าราชันประกาศิตอุดรผู้นี้แหลกสลายในพริบตา ถูกบีบให้ฉีกขาด
เขตแดนเผ่ามนุษย์หายินยอมไม่
ลมจากเหนือทั้งหมดจะอยู่ที่นี่มิได้
ในเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ลมเหนือแตกฉาน พายุซ่านเซ็น กายเทพกาฬวาตผู้นั้นยิ่งถูกฉีกขาด โลหิตเทพมากมายสาดบนผืนดินทางเหนือของเผ่ามนุษย์
เสียงโอดครวญคืบขยายทั่วทิศ
พลังของจักรพรรดินีเพียงเอ่ยไม่กี่ประโยคก็กำหนดชะตาขั้นพิสุทธิ์ทั้งสาม ทำให้แต่ละฝ่ายที่เห็นฉากนี้ต่างสั่นสะท้านทั้งกายและวิญญาณ
นี่ก็คือแท่นเทวะ
แต่เผ่าราชันประกาศิตอุดรเป็นเผ่าแข็งแกร่งลำดับสองบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ในปัจจุบัน เทพเจ้าที่ได้รับการศรัทธาจากเผ่านี้ยังไม่รู้จำนวน และในนั้นก็ใช่ว่าไม่มีแท่นเทวะ
ดังนั้นพริบตาต่อมา เสียงลมหอบขึ้นอีกครั้ง
“วันนั้นสามเทพเจ้าแห่งนภาคิมหันต์เลื่อนขั้นก็ต้องยอมให้ประกาศิตอุดรข้าจากไป ส่วนเจ้า…เรื่องนี้จบลงแล้ว”
ยังคงเป็นลมเหนือ ทว่าต่างกับพายุก่อนหน้า ที่ปรากฏครั้งนี้คือลมหนาวเย็น เป็นสายลมที่สามารถแช่แข็งห้วงเวลา สามารถผนึกเทพเจ้า
องค์ท่านเคยมาเยือนแล้วถูกจักรพรรดิครองกระบี่ตัดแขนข้างหนึ่ง
ตอนนี้ปรากฏตัวอีกครั้ง
ทั้งยังเป็นแท่นเทวะ
มองจากไกลๆ ลมหิมะหวีดคำรามบนฟ้า เกิดเป็นมือหิมะคว้าไปยังเทพกาฬวาตฉับพลัน หมายช่วยชีวิตองค์ท่าน
ขณะเดียวกันก็มีลมหิมะเคลื่อนลงมาเหนือศีรษะจักรพรรดินี
กินบริเวณกว้างปกคลุมเมืองหลวงจักรพรรดิ แผ่คลุมดินแดนจักรพรรดิของเผ่ามนุษย์ หมายผนึกที่นี่…ให้เป็นน้ำแข็งโดยสิ้นเชิง หมายจะแช่แข็งแคว้นนี้ทั้งหมด หมายจะนาบเผ่ามนุษย์ไว้ในลมหิมะ
ชั่วขณะหนึ่ง เทพอสุภอดีตจักรพรรดิมนุษย์พลันเปล่งพลังเทพคุ้มครองทั่วทิศ ด้านจักรพรรดินีเดินออกมาก้าวขึ้นลมหิมะ
“เรากำลังรอเจ้าอยู่เลย!”
นัยน์ตาจักรพรรดินีฉายประกายเฉียบขาด องค์ท่านย่อมรู้ถึงความกล้าแข็งของเผ่าราชันประกาศิตอุดร ทั้งยังรู้ข้อเสียนานาที่เกิดจากการหาเรื่องเผ่านี้
แต่หลังจากตนกลายเป็นแท่นเทวะ เผ่ามนุษย์มิสมควรเก็บซ่อนสมรรถภาพอีกแล้ว
หากเก็บไว้ต่อไป เช่นนั้นภายหน้าต้องมีการลองเชิงจากแต่ละฝ่ายไม่น้อยเป็นแน่ และเผ่าราชันประกาศิตอุดรก็คงไม่วางความคิดชั่วร้ายเพราะการซ่อนคมของตน
ตอนนั้นจักรพรรดิครองกระบี่อาศัยกำลังรบของตนสังหารจนทั่วทิศครั่นคร้าม นี่จึงมีความเป็นไปได้ที่จะคุ้มครองเผ่ามนุษย์ ทำให้แม้เขาเหลือเพียงร่างแยกก็ยังทำให้เทพเจ้าไม่กล้ามาเยือนง่ายๆ
พลังที่แข็งแกร่งจึงเป็นการคุ้มครองที่ดีที่สุดในตอนนี้!
องค์ท่านหมายบอกเผ่าราชันประกาศิตอุดรว่าเผ่ามนุษย์คือตะปูดอกหนึ่ง แม้ประกาศิตอุดรเจ้ากล้าแข็ง แต่หวดมาหนึ่งหมัดก็ต้องคิดราคาหนักหน่วงที่ต้องจ่ายไว้ให้เรียบร้อย
และองค์ท่านยังอยากแสดงคุณค่าของตน นี่คือความเชื่อมั่นที่เอาไว้ผูกมิตรกับแต่ละฝ่าย
องค์ท่านจะทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่าแท่นเทวะขององค์ท่านเป็นแท่นเทวะที่แข็งแกร่ง!
ดังนั้น ชั่วขณะที่คำพูดเอ่ยออกมาในยามนี้ ฝีเท้าองค์ท่านตกบนความว่างเปล่า พริบตาที่เหยียบลง องค์ท่านหลับตา
ท้องฟ้าเหนือแผ่นดินใหญ่ทั้งหลายบนดินแดนต้องประสงค์ปรากฏคลื่น
ดินแดนต้องประสงค์มีดวงอาทิตย์กี่ดวง ดวงจันทร์ก็เช่นเดียวกัน
ทั้งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสุดท้ายของรัชทายาทม่วงครามในครั้งนี้
นั่นก็คือ…ฟื้นฟูรัฐม่วงคราม!
เขาจะทำให้รัฐม่วงครามในอดีตหวนคืนกลับมาจากห้วงเวลาบรรพกาล
เขาจะทำให้รัฐที่เป็นของเขากลับมาเยือนดินแดนต้องประสงค์ในปัจจุบัน!
เขาจะฟื้นรัฐ!
ตอนนั้นไป๋เซียวจัวก็มีความฝันเช่นนี้ แต่ก็อยากไปเยือนเพียงหนึ่งเขตปกครอง สุดท้ายยังคงล้มเหลว
แต่ที่จื่อชิงคิดคือทั่วทั้งรัฐม่วงคราม
ระดับความยากเรียกได้ว่าเหนือกว่าทุกสิ่งที่ผ่านมา!
เขาจึงต้องการพิธีกรรมยิ่งใหญ่!
นั่นก็คือ…รวบรวมคน สนับสนุนให้เข้าร่วมการสำเร็จเทพที่ไม่เคยมีมาก่อน ตัดช่วงเวลานี้ออกมาเป็นเครื่องเซ่น สังเวยแก่วิสุทธิ์เทพซ่างฮวง
ขณะเดียวกัน เขาจะเลียนแบบพิธีกรรมนี้ในพื้นที่ฟื้นฟูรัฐที่เลือกไว้โดยสมบูรณ์ จากนั้นดำเนินพิธีและใช้มันแทนที่ประหนึ่งตัวตายตัวแทน
เคราะห์ ให้คนอื่นมารับแทน ส่วนผล เขากับอีกฝ่ายล้วนมี!
ยิ่งการสำเร็จเทพนี้ยิ่งใหญ่เท่าไร สว่างไสวเพียงใด ไม่เคยมีมาก่อนแค่ไหน ความเป็นไปได้ที่เขาจะฟื้นฟูรัฐสำเร็จยิ่งมากเท่านั้น
เขาจึงเลือก…จักรพรรดิมนุษย์สำเร็จเทพ!
เผ่ามนุษย์ไม่อนุญาตให้จักรพรรดิมนุษย์สำเร็จเทพ ย่อมไม่เคยมีมาก่อน
เจ้าเหนือหัวขั้นสูงสุดละทิ้งการบำเพ็ญมาเลือกเป็นเทพ เรื่องนี้หลายปีนับไม่ถ้วนล้วนไม่เคยเกิดขึ้น ย่อมเป็นพลังเลิศล้ำกว่าที่ผ่านมา
บัดนี้ จักรพรรดิมนุษย์ทำสำเร็จ
เขาก็สำเร็จเช่นกัน
ถึงขั้นไม่ต้องควบคุมด้วยตัวเอง ทุกสิ่งในที่นี้ล้วนดำเนินตามแผนของเขาโดยสมบูรณ์
เสี้ยวหน้ายินดี
ท้องฟ้าเผ่ากลืนนภาส่งเสียงสนั่นหวั่นไหวจนแทบหูหนวก สะท้านฟ้าสะเทือนดิน
ท่ามกลางเสียงแควกควาก เกลียวคลื่นที่ปกคลุมม่านฟ้าทำลายประตูยมโลกในที่สุด
ยมโลกเปิดเหนือกลืนนภาพร้อมเสียงเรียกจากผืนดิน
“หวนคืน!”
“หวนคืน!!”
เทียนประทีปนับไม่ถ้วน ชุดดำเหลือคณา ร่างทดสอบเทพเจ้ามากมายต่างร้องคำรน
เสียงของพวกเขาเป็นตัวนำวิญญาณคนตาย พิธีกรรมของพวกเขาเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ ไหลลงยมโลกที่แหลกลาญ
ตัดเอาช่วงเวลาที่รัฐม่วงครามยังรุ่งเรืองก่อนถูกดึงสู่ยมโลกมาโดยสมบูรณ์!
เคลื่อนลงสู่แผ่นดินใหญ่กลืนนภา
กลืนนภาสนั่นหวั่นไหว ม่านฟ้าแหลกสลาย ผืนดินพังทลาย
รัฐมายาสะเทือนโลกาปรากฏจากยมโลก เคลื่อนจากฟ้าดินที่แตกทลายมาสู่ดินแดนต้องประสงค์ มาสู่โลกปัจจุบัน มาสู่แผ่นดินใหญ่กลืนนภา
นี่ก็คือรัฐม่วงครามที่สั่นสะเทือนกลุ่มเผ่าทั่วทั้งดินแดนต้องประสงค์ในตอนนั้น
เสียงหวีดคำราม เสียงร้องคำรน เสียงบ้าคลั่งเจือแววไม่ยินยอม เสียงโอดครวญเย็นเยียบไร้สิ้นสุดทอดมาจากในรัฐมายาที่มาเยือน
วิญญาณคนตายนับไม่ถ้วนระเบิดออกมาจากรัฐม่วงครามที่ฝังกลบอยู่ในกาลเวลา
พวกมันบ้างเป็นประชาชน บ้างเป็นทหาร บ้างเป็นขุนนาง…
จำนวนมากมายไร้ซึ่งขอบเขต กลายเป็นทะเลวิญญาณกวาดซัดทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่กลืนนภา
มุ่งไปยังสายธารบนผืนดินที่เลือดสดไหลมารวมกัน มุ่งไปยังยอดเขาที่เลือดเนื้อกองพะเนิน
กลืนกินสรรพสิ่ง กลืนกินธารโลหิต กลืนกินเลือดเนื้อ กลืนกินทุกอย่าง
ยามนี้เลือดเนื้อคือสารอาหารของพวกเขา
ใช้เลือดเนื้อทุกชีวิตบนแผ่นดินสร้างร่างกายให้ประชาชนรัฐม่วงครามอีกครั้ง!
ร่างมากมายเกิดขึ้นท่ามกลางเลือดเนื้อ มวลกลิ่นอายปะทุขึ้นกลางฟ้าดิน
ทั้งหมดลืมตาเผยความศรัทธา ใจทุกดวงล้วนแฝงความโกรธแค้นต่อฟ้าดินและเผ่าทั้งหลาย!
พวกเขากลับมาแล้ว!
รัฐม่วงครามฟื้นคืนสำเร็จ!
เมืองหลวงจักรพรรดิยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าเคลื่อนลงบนเมืองหลวงจักรพรรดิกลืนนภา เอามันเข้าแทนที่ ใช้มันเป็นสัญลักษณ์ กลายเป็นเมืองสีม่วงขนาดใหญ่
บัดนี้คูเมืองที่คล้ายคลึงกันก็เคลื่อนลงตามจุดต่างๆ ในแผ่นดินใหญ่กลืนนภา
ทั้งหมดเก้าสิบเก้าเมือง
และภายในวังหลวงม่วงครามในเมืองจักรพรรดิ เงาร่างมีเลือดเนื้อเป็นสายทยอยปรากฏตัว คุกเข่าคารวะไปยังบัลลังก์ว่างเปล่าในส่วนลึกที่สุดของวังหลวง
ไม่ใช่แค่พวกเขาคุกเข่าคารวะ ตอนนี้ประชาชนม่วงครามที่คืนชีพอยู่ทั่วทิศตามคูเมืองต่างๆ ล้วนคุกเข่าคารวะไปทางวังหลวงอย่างฮึกเหิม
พวกเขากำลังรอคอย
รอคอยองค์รัชทายาทผู้เลิศล้ำไม่เป็นสองของพวกเขากลับมาที่นี่ นั่งบนบัลลังก์รัฐม่วงครามเพื่อขึ้นเป็น…จักรพรรดิม่วงคราม!
นี่คือคำสัญญาที่องค์รัชทายาทให้ไว้กับรัฐม่วงครามก่อนศึกสุดท้ายในชีวิต
‘เมื่อข้ากลับมา จะขึ้นเป็นจักรพรรดิ!’
และตอนนี้ จักรพรรดิที่พวกเขารอคอย องค์รัชทายาทที่บรรลุเป้าหมายกว่าครึ่งกำลังเดินไปยังเมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์
ทุกฝีเท้าทำให้ผืนดินโอดครวญ ทุกย่างก้าวทำให้ท้องฟ้าเกิดคลื่น
เขาสีหน้าอ่อนโยน มุมปากมีรอยยิ้ม
“น้องชาย ข้ามาเอาของเล่นแล้ว”
………………………………………

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา