บทที่ 968-2 ไฟรักดวงน้อย (2)
ในคลื่นทะเลนั้น คล้ายมีการมีอยู่ขนาดมหึมากำลังเข้ามา
เมื่อเข้าใกล้ กลิ่นอายน่าหวาดกลัวระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง ปกคลุมเกาะเต่าทะเลยักษ์ กระทบม่านฟ้า ทำให้นภาในที่นี้เกิดเกลียวคลื่น ความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นคุกคามถึงความปลอดภัยของศิษย์เจ็ดเนตรโลหิตในเกาะ
และข้างหน้าคลื่นทะเล การมีอยู่มหึมาที่ต่างจากเรือศึกบรรพกาลของนายท่านเจ็ดตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น
หน้าตาของมันดูเหมือนกระบี่ใหญ่สะเทือนฟ้า
นี่ตรงกับความเป็นศิษย์พี่หญิงรอง
ศิษย์พี่หญิงรองยืนอยู่หน้าเรือศึกบรรพกาล สวมชุดเกราะท่าทางสง่าผ่าเผย กำลังมองการมีอยู่ในคลื่นทะเลอย่างเย็นเยือก
“ไสหัวไป!”
แทบในพริบตาที่เสียงศิษย์พี่หญิงรองทอดมา ภายในคลื่นทะเลใหญ่โตเบื้องหน้าปรากฏแสงไฟสีแดงกว่าพันดวง มัวซัวอยู่ในน้ำทะเลเหมือนดวงตาสีแดง
ยามนี้ยิ่งมีเสียงหวีดแหลมสะท้านจิตวิญญาณแผ่จากในนั้นไปทั่วทิศ
กระเทือนจนหมู่เกาะสั่นไหว ผิวทะเลพลิกม้วนมากกว่าเดิม ทำให้การมีอยู่ในคลื่นทะเลเผยร่างออกมา
นั่นคือผ้าขี้ริ้วที่ปูบนผิวทะเล!
กินพื้นที่หลายสิบลี้
สีดำมืดคล้ายกับทะเลต้องห้าม ยังเคลื่อนขึ้นลงพร้อมคลื่นทะเล มองแวบแรกจึงเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของทะเลต้องห้าม
จนกระทั่งตอนนี้ เมื่อแสงไฟสีแดงกว่าพันดวงนั้นปรากฏถึงได้แยกมันออกจากทะเลต้องห้ามได้ และแสงไฟที่ว่าถึงกับเป็นโคมไฟสีแดงฉาน
พวกมันลอยอยู่บนผ้าขี้ริ้ว แสงส่องออกมาทั่วทิศ สะท้อนผ้าขี้ริ้วผืนนี้เป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว
ยังเผยลายซ่อนบนนั้นออกมาด้วย
ลายซ่อนเหล่านั้นเหมือนลายบนผิวต้นไม้ ที่ประหลาดกว่าคือยังมีแสงดาวเลือนราง ถึงกับสะท้อนแสงขึ้นมาจากการปกคลุมของสีแดง
กลิ่นอายน่าหวาดกลัวก็แผ่ตามมา ทำให้ทะเลรอบทิศเกิดหมอกหนาขึ้นเสียดื้อๆ
หมอกหนาเหล่านี้คล้ายหนวดปลาหมึกนับไม่ถ้วน ขณะกวัดแกว่งส่วนหนึ่งม้วนไปยังเกาะเต่าทะเลยักษ์ ส่วนหนึ่งกลับพุ่งไปหาศิษย์พี่หญิงรอง
คล้ายจะทำให้ทุกอย่างที่นี่จมลงในนั้น
แต่พริบตาที่หนวดไอหมอกใกล้ถึงตัวศิษย์พี่หญิงรอง เปลวเพลิงสะท้านฟ้าสะเทือนดินพลันปะทุจากร่างของนาง
กลางอากาศ เปลวเพลิงนี้กลายเป็นเงามายาของวิหคเพลิงสวรรค์ กระพือปีกท้องฟ้าพลันลุกไหม้ ทะเลต้องห้ามพลันแผดเผา ชั่วขณะหนึ่งฟ้าดินล้วนเต็มไปด้วยเปลวเพลิง
นี่คือการป้องกันที่หวงเหยียนทิ้งไว้บนกายศิษย์พี่หญิงรอง
ขณะเปลวเพลิงกวาดซัด ไอหมอกทั้งหมดสลายสิ้นในพริบตา ผ้าขี้ริ้วที่ลอยมาก็หยุดนิ่ง
ประกายเย็นฉายวาบในตาศิษย์พี่หญิงรอง พลันเคลื่อนกายกระโดดลงจากกระบี่ใหญ่ ม้วนทะเลเพลิงก้าวไปทางผ้าขี้ริ้ว
กำลังจะก้าว พริบตาต่อมา…เงาร่างอ้วนกลมสายหนึ่งโผล่มาตรงหน้าศิษย์พี่หญิงรองและกอดนางไว้
“ศิษย์พี่หญิงอย่าโมโหเลย เดี๋ยวกระทบลูกในท้องเอานะ ข้าเองๆ”
หวงเหยียนใบหน้าอ่อนโยน เอ่ยปากอย่างระมัดระวัง ขณะพูดยังยกมือดีดนิ้ว
ประกายไฟอ่อนดวงหนึ่งปรากฏระหว่างนิ้วมือเขา
ราวกับเป็นหัวใจเต้นมีจิตวิญญาณไร้สิ้นสุด มันส่องแสงเบาบางในความมืดมิด เคลื่อนลงไปหาผ้าขี้ริ้วผืนนั้น
ขณะเคลื่อนลงยังส่งเสียงซ่าซ่าแผ่วเบา คล้ายเปลวเพลิงกำลังกระซิบเสียงค่อย ประกาศการมีอยู่ของมันไปยังโลกรอบด้าน
และจำนวนก็มากขึ้นตามเสียงที่ทอดออกมา เหมือนถูกพลังล่องหนดึงให้มารวมกัน
พริบตาต่อมา ถึงกับแผ่อุณหภูมิสูงสะท้านโลกาผิดธรรมดา!
เสียงก็รุนแรงขึ้นประหนึ่งขอบกลองเหิมกระหึ่ม
หวีดร้องคำรามราวกับกลายเป็นเตาไฟที่สามารถหลอมฟ้าดิน หมายกลืนทุกสิ่งรอบด้านให้หมดสิ้น
เคลื่อนลงบนผ้าขี้ริ้ว
พริบตานั้น เสียงครวญครางน่าสังเวช เสียงร้องโหยหวนแสบแก้วหูดังสนั่นนภาจากผ้าขี้ริ้วนี้
แม้โคมไฟสีแดงเป็นเปลวเพลิงเช่นกัน แต่ระหว่างไฟกับไฟมีเจตจำนงต่างกัน
ชั่วพริบตา โคมไฟสีแดงทั้งหมดล้วนละลายกลายเป็นเถ้า
เปลวเพลิงผ่านบริเวณใด ผ้าขี้ริ้วลุกไหม้ ท้องฟ้าลุกไหม้ ทะเลต้องห้ามลุกไหม้ สรรพสิ่งลุกไหม้ กระทั่งความว่างเปล่า…ก็ยังลุกไหม้
กระทั่งความกลัวของไฟนี้ หรือแม้แต่ไอพลังประหลาด…ก็ล้วนถูกแผดเผา
ภาพหาได้ยากจึงปรากฏในตาสวี่ชิง
พื้นที่ทะเลต้องห้ามนี้ถึงกับไม่ใช่สีดำอีกต่อไป
หากเผยสีฟ้าอย่างที่เคยเป็นเมื่อหลายปีก่อนนับไม่ถ้วนท่ามกลางการละลายที่รุนแรง
ราวกับถูกชำระล้าง!
ด้วยพิธีชำระล้างของเปลวเพลิง สิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนทั้งหลายล้วนถูกเผาไหม้จนสิ้น เหลือเพียงเนื้อแท้ที่บริสุทธิ์
นี่เป็นครั้งแรกที่สวี่ชิงเห็นวิหคเพลิงสวรรค์ออกมือ
เข้าใจแล้วว่าเหตุใดวิหคเพลิงสวรรค์จึงสามารถครองทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ที่มีแต่เทพเจ้า ยังถูกแดนต้องประสงค์เรียกว่าจักรพรรดิใต้!
เขาไม่สักการะเทพ ไม่สังเวย
เขาคือจักรพรรดิแห่งทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ!
และบัดนี้ จักรพรรดิผู้นี้กำลังกอดศิษย์พี่หญิงรองอย่างอ่อนโยน
สำหรับเขาดาวอัคคีนั้นเหมือนเป่าลม ทุกสิ่งรอบด้านถึงกับไม่อยู่ในการรับรู้ของเขาตอนนี้
ความสนใจทั้งหมดของเขาล้วนอยู่ที่ศิษย์พี่หญิงรอง
แต่ศิษย์พี่หญิงรองที่ถูกจักรพรรดิผู้นี้กอดกลับถลึงตามองเขาคล้ายอยากด่า แต่เห็นสวี่ชิงที่มาด้วยจึงข่มกลั้นไว้
หวงเหยียนโล่งอก กำลังจะอ้าปาก แต่พริบตาต่อมานัยน์ตาเขาพลันจดจ่อไปยังทะเลต้องห้ามเบื้องล่าง
สวี่ชิงกำลังจะคารวะศิษย์พี่หญิงรอง บัดนี้สังเกตเห็นเช่นกัน สายตาตกไปยังจุดที่ผ้าขี้ริ้วที่ถูกเผาเป็นขี้เถ้าเคยอยู่ก่อนหน้านี้
ผ่านไปครู่ใหญ่ มาถึงหลุมเลนลึกที่ซ่อนอยู่
และในหลุมลึกถึงกับมีสิ่งหนึ่ง
นั่นคือเจดีย์
เจดีย์ทรุดโทรมองค์หนึ่ง!
ถูกพันล้อมด้วยเถาวัลย์เทพแห้งเหี่ยว
ไม่รู้ถูกฝังมานานเท่าไร บนนั้นแผ่กลิ่นอายเก่าแก่เข้มข้น
ขณะเดียวกัน พริบตาที่สวี่ชิงสังเกตเห็นเจดีย์ทรุดโทรมลึกลับในทะเลต้องห้าม ขณะหวงเหยียนหนักเอาเบาสู้อยู่ข้างกายศิษย์พี่หญิงรองนอกทะเลต้องห้าม…
บนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ พื้นที่ห่างไกลห้าแห่งกำลังมีพลังเครื่องหมายนำทางกระจายไปนอกพิภพ
แต่ที่เหมือนกันคือทุกตำแหน่งล้วนมีผู้บำเพ็ญสวมชุดยาวสีเงินสามสี่คนกำลังนั่งขัดสมาธิ
พวกเขาอยู่คนละเผ่า แต่เสื้อผ้าแบบเดียวกัน ลักษณะคล้ายคลึงกัน เหมือนพวกเฟิงหลินเทาสามคนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด!
มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์!
สถานที่ที่พวกเขานั่งสมาธิยังถูกวางค่ายกลซับซ้อนเอาไว้ บัดนี้ขณะต่างคนทำมุทรา ค่ายกลเคลื่อนหมุนไร้สุ้มเสียง กระจายเส้นสายลึกลับเชื่อมโยงกับเอกภพนอกแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ท่ามกลางความมืดมิด
ในเอกภพลึกล้ำ แสงดาวบิดเบี้ยว หมู่ดาวขนาดต่างๆ กำลังเคลื่อนไหว
พวกมันบ้างเป็นดวงดาว บ้างเป็นแผ่นดินใหญ่ บ้างราวกับเป็นยอดเขา
หน้าตาไม่เหมือนกัน จำนวนมากกว่าร้อย
เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง!
หากมีดวงตาที่สามารถก้มมองเอกภพ เช่นนั้นจะเห็นว่าทิศทางที่แดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มุ่งหน้า…ถึงกับเป็นแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
และแม้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จะเชื่อมกันเป็นเส้นเดียว แต่ระยะห่างระหว่างกันยังคงไกลนัก
คล้ายแบ่งกันเป็นรอบ
บัดนี้ที่อยู่หน้าสุดมีห้าแห่ง
แบ่งเป็นภูเขามหึมาน่าครั่นคร้ามสองลูก แผ่นดินใหญ่กว้างขวางหนึ่งผืนและรูปปั้นประหลาดสองรูป
พลังกดดันน่าหวั่นหวาด กลิ่นอายชวนตื่นกลัวแผ่ขยายอยู่ในเอกภพตามการมุ่งหน้าของพวกมัน ผ่านที่ใดหินอุกกาบาตนับไม่ถ้วนล้วนพังทลายกลายเป็นฝุ่นอย่างไร้สุ้มเสียง จากนั้นถูกม้วนกลายเป็นพายุเอกภพ
เข้าใกล้แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ขึ้นทุกที
ภายในแดนศักดิ์สิทธิ์ภูเขามหึมาหนึ่งในนั้น บนยอดเขามีผู้เฒ่าสวมชุดนักพรตสีทองยืนอยู่คนหนึ่ง หน้าตาเขาคล้ายเผ่ามนุษย์ แต่ผิวสีแดง
ยามนี้กำลังทอดมองไปยังดินแดนต้องประสงค์ พึมพำเสียงแหบพร่า
“ไม่นึกว่าวันหนึ่งจะได้กลับมา…”
………………………………….

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา