ปรมาจารย์การแพทย์ นิยาย บท 2

ตอนที่ 2 การรักษาด้วยครอบแก้วลม

คนไข้กำลังหายใจอยู่ ทุกคนหันไปมองที่เครื่องช่วยหายใจและสัญญาณชีพจรบนเครื่อง เขากำลังหายใจอยู่จริงๆ มันน่าเหลือเชื่อมากเพราะว่าตอนที่พวกหมอมาถึงยังห้องผ่าตัดนั้น สัญญาณชีพจรของผู้อาวุโสจู้นั้นย่ำแย่มากจนแทบไม่หายใจได้ด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ แม้แต่สัญญาณชีพจรหัวใจของเขาก็แผ่วลงแทบจะหยุดเต้นไปแล้ว อีกอย่างในช่วงเวลาพวกเขาออกไปข้างนอกเพื่อแจ้งให้ครอบครัวของเขาทำใจมันก็เป็นเวลาพักใหญ่ ซึ่งตอนนี้เขาน่าจะหยุดหายใจไปแล้วนี่ แต่ด้วยการปั๊มหัวใจด้วยมือธรรมดาๆ ของฉินจวิ้น ก็กลับทำให้เขาหายใจอีกครั้ง เนี่ยมันอะไรกัน และนั่นมันทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตกตะลึงจนไม่กล้าขยับตัวไปไหน ราวกับดั่งคำที่กล่าวว่ามืออาชีพที่แท้จริงสามารถรู้และวิเคราะห์ได้ทันทีที่เริ่มทำงาน การเคลื่อนไหวของการกดจุดปั๊มหัวใจนั้นดูเรียบง่าย แต่ในทางกลับกัน มันต้องใช้ความรู้ทางการแพทย์ระดับสูงและความชำนาญมากที่จะทำแบบนี้ได้ ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนสามารถมาทำอะไรแบบนี้เล่นๆ ได้ แม้แต่ผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ทั้งหมดที่ยืนดูตรงนี้ก็ตาม ฉินจวิ้นหันหน้ากวาดสายตามองไปยังหมอหลิวอย่างเย็นชา "คนที่ไม่เกี่ยวข้องควรก็หุบปากในขณะที่ผมช่วยชีวิตคนอยู่ทีเถอะครับ" "ไอ้เด็กนี่..." หมอหลิวโกรธมาก ไม่เกี่ยวข้อง พูดมาได้ยังไง เขาเป็นหัวหน้าแพทย์ที่นี่เชียวนะ เด็กนั่นต่างหาก ฉินจวิ้นบังอาจเรียกว่าเขาเป็นคนนอกงั้นเหรอ ก่อนที่หลิวปู้ฟ่านจะได้ตอบโต้อะไร จู้หย่งก็เข้ามาในห้องและพูดเสียงแข็งว่า “หมอหลิว เด็กหนุ่มคนนี้กำลังรักษาคุณพ่อของผมอยู่ คุณไม่ควรรบกวนนะ” เมื่อได้ยินคำขู่เหล่านั้นที่มาจากคนแบบจู้หย่ง ด้วยน้ำเสียงที่เย็นชานั้นทำให้หลิวปู้ฟ่านอ้าปากค้างทันที เขากำหมัดแน่นตัวสั่นพลางจ้องมองไปยังฉินจวิ้นไม่วางตา นี่มันบัดซบชะมัด ถ้าไอ้เด็กนี่ล้มเหลวละก็ ฉันจะเหยียบมันให้พังไม่เป็นท่าเลย ขณะที่ฉินจวิ้นทำการกดจุดด้วยสองนิ้วของเขา ดูเหมือนมันจะได้ผล ผู้อาวุโสจู้เริ่มจะสามารถหายใจได้อย่างต่อเนื่องแล้ว หลังจากนั้นเขาก็เปิดกระเป๋าเป้และหยิบภาชนะแก้วใสพร้อมกับคีมคู่หนึ่งออกมา เขาจุดไฟที่สำลีชุบแอลกอฮอล์แล้ววางลงในถ้วยแก้วอย่างรวดเร็วก่อนที่จะดึงมันกลับออกมา จากนั้นเขาก็คว่ำถ้วยและวางไว้เหนือหน้าอกด้านซ้ายของผู้ป่วย ครอบแก้วไฟ? นั่นมันอะไรน่ะ พื้นฐานของชาวจีนนั้น การประคบไฟครอบแก้วถือเป็นเรื่องปกติ เพื่อสุขภาพ แม้แต่สปาหรือโรงอาบน้ำก็มีคนทำอะไรแบบนี้อยู่ นับประสาอะไรกับโรงพยาบาลจะทำไม่ได้ แต่มันกลับนิยมทำเพื่อรักษาสุขภาพเท่านั้น วิธีการดังกล่าวแทบไม่ได้ผลในการรักษาผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคร้ายแรง ผู้อาวุโสจู้อยู่ในอาการโคม่าและได้รับความทุกข์ทรมานจากอาการที่ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนแบบนั้น ครอบแก้วนั่นจะไปทำอะไรได้ “ความภาคภูมิใจของภูมิปัญญาชาวบ้านสินะเนี่ย” หมอหลิวล้อเลียนด้วยเสียงต่ำ ขนาดการผ่าตัดแบบตะวันตกก็ยังไม่สามารถรักษาเขาได้ แล้วไอ้เด็กนั่นจะไปทำอะไรได้กับอิแค่ครอบแก้วโง่ๆ นั่น ถ้วยแก้วยังคงอยู่บนหน้าอกของผู้ป่วยอยู่ประมาณสองสามวินาที จากนั้นฉินจวิ้นค่อยๆ คลายมือขวาของเขาที่กำลังกดจุดออก หมอกสีขาวเริ่มก่อตัวขึ้นภายในครอบแก้วถ้วยใส และทันใดนั้นเองถ้วยก็เริ่มขยับไปมาบนร่างกายของผู้ป่วยอย่างน่าประหลาด มันขยับโดยที่ไม่ต้องอาศัยแรงภายนอกด้วยซ้ำ ถ้วยร้อนก็ 'เคลื่อนที่' ไปรอบๆ ร่างกายของผู้ป่วยด้วยตัวมันเองอย่างสร้างความประหลาดใจ ฉากนั้นทำให้ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง ดวงตาของผู้ประกอบวิชาชีพแผนจีนหลายคนเบิกกว้าง ขณะที่พวกเขามองกันและกันด้วยความไม่เชื่อสายตากับสิ่งที่ได้เห็นตรงหน้า "นี่มันอะไรกันละเนี่ย..." “การรักษาด้วยครอบแก้วลมร้อนน่ะเหรอ” ตั้งแต่สมัยโบราณนั้น หมอแผนโบราณใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้หลายวิธี และในหมู่พวกเขา การครอบไฟเอง หรือการฝังเข็ม และการนวดทางการแพทย์แผนจีนเป็นหลักสูตรที่ต้องเรียนอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความเสถียรของตำราโบราณนั้น ทำให้ความรู้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับการครอบแก้วจึงถูกส่งต่อลงมาทางรุ่นสู่รุ่นภายใน เพราะแพทย์เฉพาะทางแผนจีนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การวิจัย การฝังเข็มและเภสัชวิทยาจีนแทนมากกว่า เทคนิคการครอบแก้วระดับสูงอย่างการรักษาด้วยการครอบแก้วลมร้อนนั้น ช่างราวกับเป็นตำนานสำหรับพวกเขา เพราะแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็แทบไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไรเลยด้วยซ้ำ การกดจุดเองก็ได้ทำให้เหล่าบรรดาหมอรู้สึกตกใจจนพูดไม่ออก ขณะที่พวกเขาตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกกันไปหมดที่เด็กหนุ่มคนนั้นทำในขณะที่กำลังรักษาผู้อาวุโสจู้ จนกระทั่ง เมื่อพวกเขาได้เห็นการรักษาด้วยครอบแก้วลมร้อนนั้น ฝูงชนก็ต่างตระหนักและให้เกียรติ พวกเขากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวเพราะกลัวว่าจะรบกวนเด็กหนุ่มในระหว่างการรักษา ถ้วยแก้วยังคงคลื่อนไปช้าๆ บนร่างกายของผู้ป่วยในทิศทางที่แปลกประหลาด หลังจากนั้นฉินจวิ้นก็หยิบม้วนผ้าเล็กๆ ออกมา พอคลี่ออกก็เผยให้เห็นแผงของเข็มเงินนั่นเอง ฉินจวิ้นหยิบเข็มออกมาสามเล่มอย่างรวดเร็ว และถือเข็มไว้ระหว่างนิ้วมือขวาของเขา ฉับพลันเดียวเพียงเขาขยับข้อมืออย่างรวดเร็ว เข็มเล็กๆ เหล่านั้นแทงเข้าไปในจุดฝังเข็มทันทีด้วยความแม่นยำราวกับมือเทวดา “นั่นคือทักษะการฝังเข็มที่น่าอัศจรรย์มาก” ปัจจัยหลายอย่างเช่นตัวเข็ม ความแรง ความแม่นยำ และความรวดเร็วนั้นเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของการฝังเข็มได้อย่างดีที่สุด ในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ การฝังเข็มของฉินจวิ้นนั้นรวดเร็วแถมยังแม่นยำ ผู้ปฏิบัติทางการแพทย์ในปัจจุบันเข้าใจทฤษฎีเป็นอย่างดี แต่พวกเขาเองไม่สามารถทำได้อย่างฉินจวิ้นเช่นกัน และเขาทำให้มันดูราวกับง่ายเสียเหลือเกิน หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เข็ม! หลังจากทำการฝังเข็มไปห้าเข็ม การครอบแก้วก็หยุดลง แค่ก...แค่ก เสียงไอของผู้ป่วยก็ดังขึ้น ทันใดนั้นเหล่านางพยาบาลที่เฝ้าดูอาการของเขาตลอดเวลาก็ตะโกนขึ้นว่า “การเต้นของหัวใจของคนไข้กลับมาเป็นปกติแล้วค่ะ” และนั่นก็สร้างความวุ่นวายให้ทุกคนในห้องไม่น้อย อะไรกันแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มันมีอยู่จริงเหรอเนี่ย ทุกอย่างมันช่างดูราวกับปาฏิหาริย์ “เข็มหยินหยางทั้งห้าในตำนาน นี่มันคือสิ่งที่กล่าวไว้ในตำราแผนจีนชัดๆ” การครอบแก้วไล่ลมร้อนและเข็มห้าหยินหยางนั้น มันช่างเป็นทักษะที่น่าทึ่งจริงๆ ที่ได้เห็นด้วยตา บรรดาแพทย์อาวุโสทั้งหลายอึ้งทึ่งด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นปาฏิหาริย์แบบนี้ ยิ่งกว่านั้นผู้ที่สร้างสิ่งอัศจรรย์นี่ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดา นี่สินะที่เขาเรียกคนรุ่นใหม่นำคนรุ่นเก่าที่แท้จริง ฉินจวิ้นถอดเข็มออกและเอาถ้วยแก้วมาทำความสะอาดก่อนจะนำเก็บกลับลงไปในกระเป๋าของเขา “ถึงคุณปู่จู้จะพ้นขีดอันตรายแล้วก็ยังวางใจไม่ได้นะครับ ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกนานในการรักษาต้นตอของโรค” หลังจากพูดจบใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มก็หันไปมองยังหมออีกคน “ผมจะทำการสั่งยาให้เขา กรุณาจดบันทึกและทำรายการตามนี้ด้วยนะครับ” "ได้สิได้สิ เอาตามนั้นเลย” หมอคนที่ตอบรับเป็นถึงแพทย์แผนจีนชั้นนำที่มีชื่อเสียง แต่เขากลับกำลังทำตามและเออออไปกับเด็กหนุ่มอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ และทำราวกับว่าตัวเองเป็นแพทย์ผู้ช่วยของเด็กหนุ่มเสียอีก “รากดอกขนแกะสามดอก เมล็ดมัสตาร์ดสองเมล็ด กระบองดำห้าดอก...” หลังจากระบุใบสั่งยาแล้ว ฉินจวิ้นก็ยังคงพูดต่อไปว่า “นอกเหนือจากยาต้มแล้วคุณปู่จู้ต้องมาตรวจร่างกายเดือนละครั้งด้วยนะครับ การตรวจและรักษาแบบตะวันตกจะต้องดำเนินต่อไปเช่นกัน หากเขายังต้องการการตรวจหัวใจภายในเพื่อวิเคราะห์โรค ในตอนที่ตรวจให้เฝ้าดูอัตราการเต้นของชีพจรให้ดี หากมันคงที่เมื่อไหร่และถ้าอาการดีขึ้น สามารถลดขนาดยาลงได้ครับ” หลังจากที่เขาพูดจบฉินจวิ้นก็กวาดสายตามองไปยังหมอทุกคนที่ตอนนี้เหลืออยู่ไม่มากที่ยังคงอยู่จนจบเรื่อง “พวกคุณเข้าใจทุกอย่างที่ผมพูดใช่มั้ย” “แน่นอน พวกเราเข้าใจแล้วล่ะ” พวกบรรดาแพทย์ทั้งหมดพูดพร้อมกันราวกับเป็นเด็กประถมตอบรับคุณครูสั่งงานเสียแบบนั้น ฉินจวิ้นเก็บกระเป๋าสัมภาระและสบายเป้ขึ้นบ่าเตรียมพร้อมจะออกไปอีกครั้ง “ผมจะกลับแล้วนะครับลุงจู้ ไว้จะหาเวลามาเยี่ยมใหม่” พูดจบเขาก็เดินออกไป "เฮ้ย เจ้าหมอหนุ่ม...” พอเห็นแบบนั้นจู้หย่งก็ร้องตะโกนขึ้นเพื่อจะรั้งฉินจวิ้นเอาไว้ เขายังมีคำถามมากมายล้านสิ่งที่อยากจะถามอีก แต่เสียงไอของชายราที่นอนอยู่บนเตียงกลับเบี่ยงเบนความสนใจของเขาเสียก่อน ผู้อาวุโสจู้รู้สึกตัวแล้ว จู้หย่งรีบตรงไปยังเตียงของพ่อทันที ตัดมาที่หลิวปู้ฟ่านที่ยืนตัวสั่นหน้าแดงก่ำ เขาเรียกฉินจวิ้นว่าไอ้เด็กเหลือขอและหมอเถื่อน แถมยังประกาศชัดว่าไม่มีใครสามารถรักษาได้หากเขาทำไม่ได้อีก แต่เจ้าเด็กหนุ่มนั่นก็เข้ามากดจุด ครอบแก้ว และฝังเข็มเพียงไม่กี่นาที ผู้ป่วยก็ฟื้นขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์ และที่สำคัญที่รู้สึกอับอายที่สุดก็คือฉินจวิ้นไม่แม้แต่จะมองเขาด้วยซ้ำ แม้แต่ตอนที่จะออกไปหลังรักษาเสร็จก็เช่นกัน ไม่มีแม้กระทั่งคำประชดประชันหรือถากถางใดๆ เห็นได้ชัดว่าสำหรับชายหนุ่มแล้ว เขาไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด ถึงแม้ว่าเขาจะคิดว่าตัวเองสำคัญขนาดไหนก็ตาม หมอหลิวรู้สึกราวกับว่าเขาถูกตบหน้าฉาดใหญ่แล้วโบกทับด้วยความน่าอับอายเหลือเกิน ราวกับหน้าเขาแตกยับเยิน ดูเหมือนว่าเขาอยากจะหารูมุดแล้วหนีไปตอนนี้เลยยังเสียดีกว่า

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ปรมาจารย์การแพทย์