เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 142

บทที่ 142 ต้นไผ่กระบี่ดาราสวรรค์ และแผ่นศิลารู้แจ้ง!

“นี่คือ…”

ฉู่โม่วแสดงความสงสัยออกมา

“นี่คือของเหลวแก่นแท้ที่ได้มาจากต้นไผ่กระบี่ดาราสวรรค์ค่ะ เป็นต้นไผ่ที่เกิดและเติบโตขึ้นในพื้นที่ที่มีพลังงานกระบี่ไหลเวียนอย่างหนาแน่น กระบวนการกลั่นของเหลวนี้จะเกิดขึ้นทุก ๆ หนึ่งร้อยปีและจะอยู่ตามข้อปล้องของต้นไผ่ หากผู้ปลุกพลังได้นำของเหลวที่ได้จากกระบวนการนี้ไปขัดเกลาร่างกาย มันจะช่วยให้ทักษะวิชากระบี่เพิ่มขึ้นได้… ท่านจะลองเปิดดูมันก่อนก็ได้นะคะ”

จ้าวยุทธ์สาวผู้มีรูปโฉมงดงามกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล

ได้ฟังเช่นนั้น ฉู่โม่วก็ยื่นมือออกไปและเปิดกล่องหยกออกดู

ภายในนั้น เขาพบเข้ากับขวดหยกที่ถูกวางไว้อย่างดิบดี ด้านในขวดบรรจุของเหลวสีขาวประดุจน้ำนมเอาไว้

เพียงแค่เปิดฝาขวดออก

กลิ่นอายที่อัดแน่นด้วยความบริสุทธิ์ก็คลุ้งออกมาราวกับเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของมันเอง

ฉู่โม่วรู้สึกได้เลยว่าทวาราแห่งกระบี่ทั้ง 365 จุดบนร่างกายกำลังสูดดมกลิ่นนี้เข้าไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่า… มันกำลังหวดหาของเหลวที่อยู่ภายในนี้

ความต้องการของทวาราแห่งกระบี่พวกนี้แสดงออกมานั้น ยิ่งกว่าเมื่อตอนที่มันอยากได้ผลวิญญาณกระบี่เสียอีก!

ไม่ต้องสงสัย

สิ่งนี้ถือเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน!

“ว่ายังไงคะ?”

จ้าวยุทธ์สาวถามด้วยรอยยิ้ม

“สิ่งที่เลอค่านี้จะต้องเพิ่มศักยภาพให้วิชากระบี่ของผมได้แน่ ๆ แต่จำนวนมันน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะแลกด้วยน่ะครับ เพราะเข็มเวหาเป็นถึงยุทธภัณฑ์วิญญาณเลยด้วย”

ฉู่โม่วพูด

“เรื่องนั้นฉันก็พอจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะค่ะว่าเพียงเท่านี้คงไม่พอ เพราะงั้นเลยตั้งใจจะใช้มันเป็นใบเบิกทางเฉย ๆ”

เจ้าของใบหน้าสวยยังคงพูดอย่างต่อเนื่อง “อันที่จริง สิ่งที่จะนำมาเป็นของแลกเปลี่ยนกับยุทธภัณฑ์วิญญาณของคุณฉู่ก็คือ ตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ที่ต้นไผ่กระบี่ดาราสวรรค์เติบโตขึ้นมาค่ะ… ดิฉันคิดว่าด้วยข้อมูลนี้ผนวกกับของเหลวแก่นแท้ที่ได้มาจากต้นไผ่กระบี่ดาราสวรรค์รอบล่าสุด น่าจะเพียงพอต่อการแลกเปลี่ยนนะคะ?”

“เธอรู้ว่าไผ่กระบี่ดาราสวรรค์เติบโตที่ไหนงั้นเหรอ?”

ชายหนุ่มเหลือบมองอีกฝ่าย ก่อนจะเริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย “ที่ตั้งของสิ่งเหล่านี้ควรจะมีค่าสูงไม่ต่างจากสมบัติสวรรค์และโลกเลย ในเมื่อเธอรู้อยู่แล้ว ทำไมไม่เก็บมันไว้ให้ตัวเองแต่เลือกที่จะนำมันมาขายแทนล่ะ? แบบนี้มันเหมือนกับการวางเกวียนไว้หน้าม้า*[1] อยู่นะ”

“ถ้าไม่ติดว่ากำลังของดิฉันยังไม่พอ มันก็คงจะไม่ถูกนำมาขายหรอกค่ะ”

เมื่อโดนต้อนขนาดนี้ จ้าวยุทธ์สาวสวยก็จำต้องพูดออกมาด้วยสีหน้าช่วยไม่ได้ “ดิฉันเผอิญเจอสถานที่แห่งนี้เข้า มันเป็นสวนป่าไผ่กระบี่ดาราสวรรค์ ที่ซึ่งมีไผ่วิเศษนี้เติบโตอยู่เป็นจำนวนมาก ทว่าน่าเสียดาย ที่แห่งนี้มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมาก ๆ เฝ้าอยู่ ลำพังเพียงพลังของดิฉัน ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะงั้นแทนที่จะเผชิญหน้าโดยตรง…ดิฉันจึงรอให้สัตว์อสูรตนนั้นหลับก่อนแล้วค่อยไปแอบชิงของเหลวในต้นไผ่กระบี่ดาราสวรรค์มา”

“ถึงจะบอกว่าทำตอนมันหลับ แต่การรับรู้ของอสูรตนนี้ค่อนข้างว่องไว ดิฉันเกือบทำมันตื่น ไม่งั้นแล้วละก็คงไม่ได้กลับมายืนตรงนี้แน่ ๆ”

ระหว่างที่เธอกำลังพูดนั้น ในแววตาก็แสดงให้เห็นถึงความกลัวซ่อนอยู่ด้วย

“ถ้างั้นในเมื่อสัตว์อสูรตนนั้นมันแข็งแกร่งขนาดที่เธอยังสู้ไม่ได้ เห็นทีว่าคงมีไม่กี่คนในฐานแล้วละมั้งที่พอจะเอาชนะมันได้น่ะ เพราะงั้นแบบนี้มูลค่าของข้อมูลที่ว่าก็จะยิ่งลดลงไปอีกนะ”

“แล้วถ้าเราไม่กำจัดสัตว์อสูรตนนั้นก่อน ยังไงก็ไม่มีใครที่สามารถไปเอาของเหลวที่ต้นไผ่กระบี่ดาราสวรรค์สร้างไว้ได้เลย”

“เช่นนั้นแล้ว ฉันจะพูดเหมือนเดิม… ว่าลำพังสิ่งที่เธอนำมา มันยังไม่เพียงพอต่อยุทธภัณฑ์วิญญาณชิ้นนี้หรอก”

ฉู่โม่วส่ายหน้าอีกครั้งหนึ่ง

จากการวิเคราะห์แล้ว สาวงามเบื้องหน้านี้น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับบรรพบุรุษตระกูลสวี่

ดังนั้นหากคนอย่างเธอยังเกือบจะตายด้วยฝีมือของสัตว์อสูรที่คอยปกป้องป่าไผ่นั้น แสดงว่าสัตว์อสูรตนนั้นเองคงจะต้องแข็งแกร่งมากแน่ ๆ

ขนาดที่จ้าวยุทธ์รู้ที่ตั้งของสมบัติล้ำค่า แต่กลับไม่สามารถเอามันกลับมาได้

“ถ้างั้นคุณฉู่อยากจะแลกกับอะไรล่ะคะ?”

ด้วยอายุอานามที่ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว จ้าวยุทธ์สาวสามารถเข้าใจสิ่งที่ฉู่โม่วพูดมาได้อย่างง่ายดาย เธอถามกลับด้วยความช่วยไม่ได้

ได้ยินเช่นนั้น

ฉู่โม่วก็เหลือบมอง “เธอน่าจะยังเก็บของเหลวแก่นแท้ที่ได้มาจากต้นไผ่กระบี่ดาราสวรรค์ไว้อยู่อีกบางส่วนสินะ? เอามันมาให้หมดเลย แล้วก็รวมกับที่ตั้งของป่าไผ่นั่นด้วย ผมถึงจะยอมแลกกับยุทธภัณฑ์วิญญาณนี้!”

“พวกนี้…”

หญิงสาวลังเล

ทว่า

เมื่อคิดถึงเข็มเวหาที่เป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณแล้ว ท้ายสุดเธอก็จำใจยอม “เข้าใจแล้วค่ะ”

พูดจบ

เธอก็หยิบเอาขวดหยกขวดอื่น ๆ ออกมาอีก

ขวดหยกเหล่านี้บรรจุของเหลวสีขาวข้นเหมือนน้ำนมไว้เกือบครึ่งขวด

เห็นเช่นนั้น ฉู่โม่วก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

จากนั้นเขาก็นำเอาเข็มเวหาออกมาจากมิติพกพาและส่งให้เธอไป

ภายหลังจากที่จ้าวยุทธ์คนงามได้ตรวจสอบเข็มเวหาแล้วและพบว่ามันอยู่ในสภาพดี สีหน้าของเธอก็แสดงออกถึงความตื่นเต้นสุด ๆ

“คราวนี้เธอคงบอกที่ตั้งของป่าไผ่นั่นให้ฉันฟังได้แล้วใช่ไหม?”

ฉู่โม่วเอ่ยถาม

“อะ… อืม ได้ค่ะ”

จ้าวยุทธ์สาวพยักหน้าและบอกที่ตั้งของป่าไผ่กระบี่ดาราสวรรค์แก่ฉู่โม่วไป

ยามที่เธอพูดจบ

การแลกเปลี่ยนระหว่างทั้งสองก็ถือเป็นอันสมบูรณ์

เธอมีความสุขกับเข็มเวหาในมือจนแทบหุบยิ้มไม่ได้ขณะเดินออกจากห้องไป

สำหรับเธอ

การนำเอาของเหลวแก่นแท้จากไผ่กระบี่ดาราสวรรค์ที่เก็บไว้ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรได้ ผนวกกับที่ตั้งขุมทรัพย์ที่เธอไม่อาจเข้าไปครอบครองได้มาแลกกับยุทธภัณฑ์วิญญาณชิ้นนี้

ยังไงมันก็คุ้มค่า!

สำหรับฉู่โม่วเอง เขาก็พึงพอใจกับการแลกเปลี่ยนครั้งนี้

แก่นแท้ของต้นไผ่กระบี่ดาราสวรรค์นั้นเป็นแค่น้ำจิ้ม จานหลักที่ทำให้เขาพอใจสุด ๆ นั้นคือการรู้ที่ตั้งของป่าไผ่กระบี่ดาราสวรรค์ต่างหาก!

ถึงแม้จะรู้แล้วว่าสัตว์อสูรที่พิทักษ์สถานที่นั้นจะแข็งแกร่งมาก ๆ ขนาดที่ฉู่โม่วก็อาจจะไม่สามารถฆ่ามันได้

แต่นั่นก็แค่ตอนนี้

บางทีภายหลังจากการที่เขาฝึกฝนสำเร็จในภายภาคหน้าแล้ว ความเป็นไปได้มันอาจจะเพิ่มขึ้น

ไว้ถึงตอนนั้นค่อยไปจัดการเจ้าสัตว์อสูรตนนั้นก็ได้!

“จริงสิ รอให้งานชุมนุมจ้าวยุทธ์นี่จบก่อนแล้วค่อยไปดูสักหน่อยคงไม่เสียหายอะไรล่ะมั้ง!”

เขาคิดกับตนเอง

เพราะงั้นแล้ว

ชายหนุ่มจึงเลือกเก็บของเหลวแก่นแท้แห่งไผ่กระบี่ดาราสวรรค์ลงไปในมิติพกพา จากนั้นเดินออกจากห้องของตนเพื่อที่จะไปดูว่าจ้าวยุทธ์คนอื่นนำอะไรมาขายกันบ้าง

ตลอดทางที่เดินผ่านมา

เขาสามารถพบเห็นสมบัติล้ำค่ามากมายที่จ้าวยุทธ์แต่ละคนนำมาวางขายกัน รวมไปถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการก็ยังเป็นสมบัติที่ล้ำค่าไม่ซ้ำกันเลยอีก

เห็นแบบนั้น ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะหายใจแรง เขารู้สึกแปลกใหม่

ภายในโถงประมูลเองก็ยังมีกิจกรรมอยู่

มีการประมูลเล็ก ๆ เกิดขึ้นที่นั่น

ในขณะนั้น มีจ้าวยุทธ์มากมายกำลังล้อมวงกันอยู่ และจากบริเวณกลางวง คลื่นอากาศจุดนั้นดูจะปั่นป่วนเล็กน้อย

“นี่มัน… หรือว่า…”

ฉู่โม่วเหมือนจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง สีหน้าเขาแสดงความตื่นเต้นออกมาและรีบเดินเข้าไปจุดนั้นในทันที

ชายหนุ่มจึงพูดขึ้น “ผมสนใจเจ้าหินก้อนนี้น่ะ”

แววตาของซงหยวนเป็นประกายขึ้นมาเมื่อได้ยิน เขารีบหันไปพูดด้วยเสียงชัดเจน “ข้ากะไว้แล้วว่าต้องมีจ้าวยุทธ์ที่ตาถึงมองเห็นสิ่งเลอค่านี้! …อา ถ้าท่านจ้าวยุทธ์ฉู่ต้องการ เพียงแค่จ่ายข้าด้วยหินปฐมกาลหมื่นล้านก้อน ข้าก็ยินดีที่จะขายของรักนี้ให้เลยอย่างไม่ลังเล!”

“แพงไป”

ชายหนุ่มส่ายหน้าแล้วพูด “นี่มันก็แค่หินไร้ค่า ผมแค่อยากจะซื้อมันไปตั้งเล่นบนโต๊ะเฉย ๆ แต่ถ้าจะขายให้ในราคาขนาดนั้นเห็นทีคงต้องขอผ่านด้วย”

“โอ้ ๆ ท่านจ้าวยุทธ์ฉู่ ท่านพูดผิดแล้ว สิ่งนี้น่ะต้องเป็นสมบัติแน่นอน ขนาดข้าใช้พลังทั้งหมดโจมตี มันยังไม่เกิดรอยเลยนะ! เห็นได้ชัดว่ามันน่ะ ต้องเป็นหินวิเศษแน่ ๆ!”

ซงหยวนรีบพูด

“การที่มันแข็งขนาดนั้นมันจะมีค่าอะไรน่ะ? ของไร้ประโยชน์ก็คือของไร้ประโยชน์น่า”

ฉู่โม่วยังพูดด้อยค่ามันต่อ

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ซงหยวนก็ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ

สิ่งที่ฉู่โม่วพูดนั้นมันก็ไม่ได้เกินจริงนัก

ถึงแม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าหินก้อนนี้แข็งมาก ๆ แต่ท้ายสุดแล้ว ของไร้ประโยชน์ก็ยังมีค่าน้อยกว่าเศษเหล็กอยู่ดี

ในใจของเขาตระหนักเรื่องนี้ได้ดี

แต่ก็ไม่สามารถแสดงออกทางสีหน้าได้

“เอ่อ… ถ้าเป็น แปดพันล้านหินปฐมกาล… แค่แปดพันล้านก็พอครับ! ข้าจะยอมขายเลย!”

ซงหยวนแสร้งทำเป็นดื้อดึงไม่อยากลดราคาและหวงแหนมันมาก ๆ

ฉู่โม่วตอกกลับด้วยสีหน้าไม่ใส่ใจ “ผมให้ได้แค่สองพันล้านหินปฐมกาลเท่านั้นแหละ”

“เป็นไม่ได้!”

“นั่นมันจะตัดราคากันเกินไปแล้ว!”

จ้าวยุทธ์วัยกลางคนรีบปฏิเสธ

“งั้นเอาไปสามพันล้านหินปฐมกาล”

ชายหนุ่มพูดเสริม “ให้ได้สุด ๆ เท่านี้แล้วนะ ถ้ามากกว่านี้ก็เก็บไว้ทับกระดาษที่ห้องเหอะ ผมไม่ซื้อแล้ว”

ได้ยินเช่นนั้น จ้าวยุทธ์ซงหยวนก็เกิดความลังเลขึ้นมาเล็กน้อย

จริง ๆ ตัวเขาก็อยากจะศึกษาหินก้อนนี้จริง ๆ นั่นแหละ แต่เพราะมันอยู่กับเขามามากกว่าสองทศวรรษแล้ว ปัจจุบันก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ดังนั้นสิ่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหินธรรมดานั่นแหละ

ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะเก็บมันเอาไว้ก็สู้ยอมเปลี่ยนเป็นรายได้ไปเลยดีกว่า แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

“โอ้ ๆๆ ก็ได้ ๆ!”

“3 พันล้านหินปฐมกาลก็ได้ครับ ข้ายอม!”

ชายวัยกลางคนกัดฟันแน่นขณะพูดไปเช่นนั้น

ทันทีที่ฉู่โม่วได้ยิน ภายในใจของเขาก็โลดเต้นเป็นลิง ณ ตอนนั้นเลย

ทว่าสีหน้าเขาก็ยังคงนิ่งเฉยอยู่

เปิดมิติพกพา เขาหยิบเอาหินปฐมกาลกว่า 3 พันล้านก้อนและส่งมันให้จ้าวยุทธ์ซงหยวน

ภายหลังจากที่ทำการค้าขายเสร็จสิ้น ทั้งสองก็แยกกันไป

“สำเร็จ!”

เมื่อได้แผ่นหินมาแล้ว ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีใจอยู่ข้างใน ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่บนใบหน้าผุดเผยรอยยิ้มขึ้นมา

ผิดกับทางฝังจ้าวยุทธ์ซงหยวน ที่หลังจากที่ส่งแผ่นหินนั้นให้ฉู่โม่วแล้ว

หัวใจของเขาก็ห่อเหี่ยวเหมือนตกลงเหวไป

มันรู้สึกเหมือนเขาเสียรู้ฉู่โม่วและส่งมอบสมบัติล้ำค่าให้อีกฝ่ายไปแล้ว ซึ่งค่าของมันสูงขนาดไหนเขาก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ด้วย

[1] วางเกวียนไว้หน้าม้า เป็นสุภาษิตแปลว่าทำอะไรผิดลำดับขั้นตอน

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์