เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 184

บทที่ 184 กระบวนท่าฝึกวิญญาณจิตสังหาร และกลายเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณ!

ไม่นานนัก

แผนที่ดวงดาวนี้ก็พัฒนาขึ้น และเมื่อเสียง ‘ฟู่’ จางหายไป เส้นทางเดินที่เคยปรากฏบนแผนที่ก็สูญเสียอณูแห่งชีวิตทั้งหมด มันผุพังก่อนจะร่วงลงมาจากกำแพง

ส่วนของฉู่โม่ว

เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น

ยากที่จะรู้ได้ว่าผ่านไปนานขนาดไหนกว่าเขาจะรู้สึกตัว และทันทีที่รู้สึกตัว ฉู่โม่วก็เริ่มพูดพึมพำขึ้นมา “นี่มัน… หนทางสู่การฝึกฝนจิตวิญญาณจริง ๆ ด้วย!”

ความตกตะลึงมากมายแอบซ่อนอยู่ในประโยคดังกล่าว

สำหรับสิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘หนทางฝึกฝนจิตวิญญาณ’ นั้น

เมื่อเดาจากชื่อของมันเอง มันคือวิธีที่จะทำให้ผู้ปลุกพลังสามารถฝึกฝนจิตวิญญาณเพื่อพัฒนาเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณได้!

ผู้ใช้จิตวิญญาณจะมีวิธีฝึกฝนที่แตกต่างกับการฝึกยุทธ์โดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่สามารถใช้การฝึกทางกายภาพได้ แต่จะใช้วิธีที่เรียกว่า ‘วิธีฝึกจิตวิญญาณ’ โดยเฉพาะ สิ่งนี้คล้ายกับการฝึกใช้เวทคาถา ไม่เพียงแต่ต้องควบคุมพลังในการโจมตีใส่จิตวิญญาณของคู่ต่อสู้ แต่ยังต้องควบคุมพลังที่บรรจุลงไปในอาวุธเพื่อสร้างความเสียหายแก่กายหยาบของศัตรูอีกที

เพียงแค่ขั้นต้นก็สามารถเป็นอาวุธสังหารที่ร้ายแรงได้แล้ว มันสามารถโจมตีใส่ศัตรูที่อยู่ออกไปนับร้อยนับพันเมตรได้

โดยที่ตนไม่ต้องขยับไปไหนเลย!

หากตั้งใจฝึกให้ลึกมากไปกว่านั้น จากระยะนับพันเมตรก็สามารถขยับไปได้ไกลถึงนับหมื่นนับแสนเมตรได้ในอนาคต และมีโอกาสที่จะสังหารศัตรูได้เพียงแค่คิดด้วย!

โดยปกติแล้ว

หากขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณแล้ว ไม่ว่าจะระดับไหนก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน

แต่..

กว่าจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณจำเป็นต้องผ่านการพยายามและเงื่อนไขต่าง ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อปลุกพลังวิญญาณในร่างขึ้นมา

ส่วนพลังวิญญาณคืออะไร ตัวเขาเองยังไม่เข้าใจเรื่องนี้นัก

เพราะแบบนี้ จำนวนของผู้ใช้จิตวิญญาณจึงมีปริมาณที่น้อยมาก ๆ แถมในจำนวนที่มีน้อย ผู้ใช้จิตวิญญาณที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก

หลัก ๆ แล้ว

เป็นเพราะร่างกายของมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นผู้ใช้จิตวิญญาณตั้งแต่ต้น

ขนาดฉู่โม่วที่ได้ฝึกอย่างหนักมาตั้งแต่ฐานลู่หยางจนถึงฐานจินหลิงเองก็ยังไม่เคยเจอผู้ใช้จิตวิญญาณเลย

ไม่แม้แต่จะเคยได้ยินด้วย!

ดังนั้นนี่ก็ชัดเจนแล้วว่าผู้ใช้จิตวิญญาณหาได้ยากมากขนาดไหน

และในตอนนี้…

ไม่ว่าจะอย่างไร ฉู่โม่วก็ได้วิธีการฝึกฝนจิตวิญญาณมาจากแผนที่ดวงดาวนี้แล้ว!

ความตกใจที่ประจักษ์อยู่ในใจฉู่โม่วถือเป็นหลักฐานสำคัญได้ดีว่าเรื่องนี้มันใหญ่มาก ๆ

‘กระบวนท่าฝึกวิญญาณจิตสังหาร!’

ชื่อนี้ คือชื่อกระบวนท่าที่บันทึกไว้ในแผนที่ดวงดาว

นึกถึงกระบวนท่าฝึกฝนจิตวิญญาณนี้ขึ้นได้ในหัว ฉู่โม่วก็พูดพึมพำ “ยึดตามวิธีที่ระบุไว้ในกระบวนท่าฝึกวิญญาณจิตสังหาร”

“มีเพียงสามวิธีเท่านั้นที่จะสามารถฝึกฝนจิตวิญญาณได้”

“วิธีแรก คือการปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นด้วยตนเอง”

“วิธีนี้เป็นวิธีที่เน้นพึ่งพาความสามารถของตนเอง ซึ่งหาผู้ที่จะสามารถใช้มันได้ค่อนข้างยาก ในประชากรพันล้านคน อาจจะมีไม่ถึงหนึ่งคนเลยด้วยซ้ำที่จะใช้วิธีนี้ได้ และต่อให้จะมีคนที่มีโอกาสใช้วิธีนี้ได้ แต่จิตวิญญาณที่ตื่นขึ้นมาก็ยังมีระดับตั้งแต่สูงไปต่ำอยู่ดี ผู้ที่ไร้ซึ่งสมรรถนะอาจจะไม่สามารถพัฒนาจิตวิญญาณภายหลังจากที่มันตื่นขึ้นมาแล้วได้อีกตลอดชีวิต แต่เขายังสามารถเติบใหญ่เป็นจ้าวยุทธ์หรือราชันย์ยุทธ์ได้อยู่… ดังนั้นแล้วพวกเขาไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องพลังจิตวิญญาณนี้ก็ยังได้!”

“วิธีที่สอง พึ่งพลังของบุปผาวิญญาณสวรรค์!”

บุปผาวิญญาณสวรรค์ ถือเป็นสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ที่หายากมาก ๆ ผู้ปลุกพลังที่ได้กลืนกินมันเข้าไป จะช่วยทำให้สมองได้รับการกระตุ้นและปลุกพลังจิตวิญญาณขึ้นมาได้

แต่ฉู่โม่วไม่มีสมบัติแห่งโลกและสวรรค์อย่างบุปผาวิญญาณสวรรค์นั่นหรอก

“และวิธีที่สาม…”

“พึ่งพาสมบัติแห่งโลกและสวรรค์บางอย่างที่มีพลังในการกระตุ้นพลังของสมอง!”

อย่างที่รู้กันดี

ว่าสมองมนุษย์มีศักยภาพมหาศาลและยังคงไว้ซึ่งความลับมากมายอีกด้วย

ผู้คนทั่วไปนั้นจะสามารถใช้สมองได้แค่ 3-5% เท่านั้น ในขณะที่อีกกว่า 90% ที่เหลือยังคงไม่ได้ถูกใช้งานเลย

หากสมองถูกพัฒนาได้มากขึ้น มันก็จะยิ่งทำให้มนุษย์สามารถครอบครองพลังที่วิเศษมากขึ้นไปอีกได้อย่างไม่จำกัด

และในโลกใบนี้ สมบัติแห่งโลกและสวรรค์ที่ถูกสรรสร้างขึ้นมาบางชิ้น มีพลังในการช่วยพัฒนาสมองของมนุษย์โดยตรง ในส่วนของการพัฒนาสมอง หากพัฒนาจนถึงระดับหนึ่งแล้ว มันจะช่วยให้มนุษย์คนนั้น ๆ สามารถดูดซับพลังงานของอวกาศเข้ามาได้ และปลุกพลังแห่งจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นมา

คิดได้ดังนั้น แววตาของฉู่โม่วก็เปล่งประกายแสงเล็กน้อยออกมา

ภายในวิธีทั้งสามวิธีนี้ เขาเลือกตัดวิธีที่หนึ่งกับสองออกไปจากความสนใจ

และในส่วนของวิธีที่สาม…

เพราะฉู่โม่วเคยกินพฤกษาเพลิงดอกผลึกเข้าไปก่อนหน้าแล้ว ดังนั้นสมองของเขาได้ถูกพัฒนาแล้ว ด้วยเหตุนี้ฉู่โม่วจึงมีความหวังน้อย ๆ ว่าจะสามารถฝึกฝนเพื่อปลุกพลังแห่งจิตวิญญาณภายในตัวให้ตื่นขึ้นมาได้

ดังนั้น

สำหรับเขา วิธีที่สามถือว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะทำให้ฉู่โม่วปลุกพลังแห่งจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นได้!

‘หวังว่าพฤกษาเพลิงดอกผลึกนั่นจะเพียงพอนะ!’

ตระหนักเช่นนั้นแล้ว

ฉู่โม่วจึงเริ่มนั่งขัดสมาธิตามที่วิธีการฝึกกล่าวไว้ ใช้กระบวนท่าที่ทำให้หัวใจทั้งห้าเผชิญหน้ากับฟากฟ้าและหลับตาลงเพื่อเริ่มการฝึกฝน

การเข้าฌานเริ่มดำเนินขึ้น

สมาธิของเขามุ่งเข้าไปที่สมองของตนเองโดยตรง

เขาสัมผัสได้ถึงแสงสีทองที่ปรากฏขึ้นมาเป็นจุดตามลำตัว เสมือนว่าเป็นหิ่งห้อยที่ปลดปล่อยแสงกะพริบออกมาจาง ๆ

นี่คือ พลังงานอวกาศ!

สิ่งนี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งโลก

เมื่อใดก็ตามที่ผู้ปลุกพลังเริ่มฝึกฝนจิตวิญญาณ เขาจะสามารถ ‘มองเห็น’ การมีอยู่ของพลังงานอวกาศเหล่านี้ได้ผ่านจิตวิญญาณในร่างกาย

ทว่า…

ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือ การนำพลังงานอวกาศนี้เข้าไปในสมองต่างหาก!

ถ้าหากยังไม่สามารถปลุกจิตวิญญาณขึ้นมาได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ปลุกพลังที่ไม่ได้รับการฝึกฝน เขาจะไม่มีทางดูดซึมอณูแห่งชีวิตเข้าไปในร่างกายได้อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้

ภายหลังจากที่ปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นมาได้แล้ว ฉู่โม่วก็พยายามจะดึงดูดและดูดกลืนพลังงานอวกาศเข้ามาในสมองให้ได้มากที่สุด

แต่ไม่ว่าจะพยายามดูดกลืนมันอย่างไร พลังงานอวกาศเหล่านี้กลับไม่ได้ตอบสนองเขา ทั้งยังลอยผ่านไปราวกับไม่เห็นว่ามีเขาอยู่ตรงนี้

“อะไรกันน่ะ? กำลังจะบอกว่าฉันยังไม่ได้ปลุกจิตวิญญาณขึ้นมางั้นเหรอ?”

ฉู่โม่วรู้สึกประหลาดใจและผิดหวังนิดหน่อย

ทั้งที่เขาได้รับกระบวนท่าฝึกจิตวิญญาณที่หายากและทรงพลังมาแล้วแท้ ๆ แต่กลับใช้มันฝึกฝนไม่ได้งั้นเหรอ? แบบนี้จะให้ยอมทำใจง่าย ๆ ได้ยังไงกัน!

“ลองดูอีกสักตั้งก็แล้วกัน!”

เขาเริ่มรวบรวมสมาธิที่แตกกระเจิงไปก่อนหน้ากลับมาอีกครั้ง ตั้งเป้าไว้กับการฝึกฝนและเริ่มรวบรวมพลังงานอวกาศรอบ ๆ ตัวอีกรอบหนึ่ง

ทว่าผลลัพธ์ยังเป็นเช่นเดิม ฉู่โม่วไม่สามารถทำให้พลังงานอวกาศตอบสนองได้เลย

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถมองเห็นมันได้ด้วยตาเปล่า

แต่สัมผัสได้ว่าปฐมวิญญาณในร่างกำลังสั่นเทา ราวกับว่าตอนนี้กายหยาบกำลังแตกเป็นเสี่ยง ๆ แล้ว

ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังกัดฟันสู้

ร่างที่สั่นเทาก้มหลังลง

นี่เป็นโอกาสเดียวที่จะสามารถปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นมาได้ หากพลาดครั้งนี้ไป บางทีเขาอาจไม่ได้เข้าใกล้การที่จะเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณได้อีกเลย!

เพราะงั้นแล้ว ต่อให้ต้องแบกรับความเสี่ยงที่ปฐมวิญญาณจะต้องแตกสลาย สติถูกทำลายเป็นชิ้น ๆ หรือแม้แต่ร่างระเบิดเป็นจุณ เขาก็ต้องอดทน!

คลื่นความเจ็บขยายตัวขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ ความเจ็บปวดก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปด้วย

ปฐมวิญญาณของฉู่โม่วไม่อาจรักษาสภาพตนเองไว้ได้อีกต่อไป มันสลายตัวและตามด้วยสติของเขาที่ค่อย ๆ เจือจางลง

ในท้ายที่สุด ร่างของเขาก็เริ่มปลดปล่อยกลิ่นอายที่เน่าเหม็นออกมา

ไม่ต้องสงสัยเลย

หากเขายังฝืนฝึกต่อไปเช่นนี้ ฉู่โม่วจะต้องตายอย่างแน่นอน!

อย่างไรก็ตาม

ในจังหวะนั้น

ดวงแสงสีทองก็หลอมรวมเข้ากับวัตถุลึกลับท่ามกลางความวุ่นวายนั้นได้สำเร็จ

และในทันที

แสงสีทองของดวงแสงนั้นก็แผ่วงกว้างออกไปทั่ว

ทำให้ดวงจิตของฉู่โม่วถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างอันอบอุ่น

ทว่าสิ่งนี้เองทำให้ฉู่โม่วขาดสติไปจริง ๆ ก่อนจะล้มตัวสลบลงไปกับพื้น

พักใหญ่ ๆ ฉู่โม่วก็ค่อย ๆ ลุกตื่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า

‘ฉันทำ… ไม่สำเร็จเหรอ?’

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว

ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะพบว่า …สติของเขาสามารถดำดิ่งเข้าไปยังสถานที่แปลกประหลาดได้

ซึ่งที่แห่งนั้นคือภายในสมองของเขา

เขามองเห็นดวงแสงสีทองมากมายที่วิ่งเข้ามาภายในนี้จากด้านนอก พวกมันแปรสภาพก่อนจะถูกดูดกลืนไปกลายเป็นหมอกสีทองบาง ๆ ที่ลอยอยู่คู่กับสมอง

แม้จะไม่รู้มาก่อน แต่เพียงได้เห็น ฉู่โม่วก็เข้าใจได้ทันทีว่าดวงแสงสีทองนี้ คือพลังงานอวกาศจริง ๆ !

‘ฉันสามารถดูดกลืนพลังงานอวกาศได้แล้ว!’

‘หรือว่านี่จะเป็น…’

เห็นภาพเช่นนี้ ฉู่โม่วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกเหมือนคิดอะไรบางอย่างออกได้ ชายหนุ่มเริ่มนำกระบวนท่าฝึกวิญญาณจิตสังหารมาประยุกต์ใช้ ร่างกายก็เริ่มดูดกลืนพลังงานอวกาศที่ลอยอยู่ในโลกเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ขณะนั้น

อนุภาคเล็ก ๆ เหล่านี้ที่ลอยอยู่รอบตัวฉู่โม่วก็ถูกดึงเข้ามาในร่าง และหลอมรวมเข้ากับกายจิต

“ไม่ผิดแน่!”

“ฉันกลายเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณแล้ว!”

ความยินดีปรีดาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉู่โม่วทันที

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์