บทที่ 185 อาวุธพลังจิต และค้นหาผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารา!
ในตอนนั้น
จิตของฉู่โม่วมองไปยังหมอกที่ลอยอยู่ใกล้ ๆ สมองของเขา เมื่อกายจิตได้สัมผัสมัน เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังงานอันน่าพิศวงที่อัดแน่นอยู่ภายใน!
นี่คือพลังจิตวิญญาณ!
เห็นแบบนี้แล้ว
ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความดีใจออกมาผ่านสีหน้า
และเพราะเขากำลังตื่นเต้นกับผลลัพธ์นี้ มันจึงทำให้เซลล์ทุกอณูในร่างกายพลอยตื่นเต้นไปด้วย
ผู้ใช้จิตวิญญาณ!
ในที่สุดเขาก็สามารถเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณได้!
“ขอลองพลังหน่อยก็แล้วกัน!”
เขาไม่รอช้าที่จะหาวิธีทดลอง
ฉู่โม่วยืนขึ้นแล้วมองไปรอบ ๆ และในทันทีที่หัวใจของเขาเต้นแรง พลังที่มองไม่เห็นก็หลั่งไหลออกมาด้วย
วินาทีต่อมา
ภาพที่น่ากลัวก็ปรากฏขึ้นมา
เขามองเห็นว่าทั่วทั้งห้องนี้เต็มไปด้วยฝุ่นควันที่มาจากการถล่มของอาคารมากมาย แต่เพียงชั่วพริบตา ภาพทุกอย่างก็หายไปราวกับเป็นเพียงภาพลวงตา
มีอาคารบางแห่งในละแวกนี้ถูกเขาทำลายไปแล้วจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ทำให้ฉู่โม่วรู้สึกเหนื่อยหรือเพลียแต่อย่างใด
ใจของฉู่โม่วเริ่มตื่นเต้นอีกครั้ง
จังหวะถัดมา
ทั่วทั้งโถงนี้พลันสั่นเบา ๆ ก่อนที่มันจะลอยตัวสูงขึ้นจากพื้นดินและลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ
‘ก็ยังทำได้อีกงั้นเหรอ… แสดงว่ายังไม่ถึงลิมิตสินะ?’
‘ถ้างั้นจะลองเพิ่มระดับให้มากกว่านี้ก็แล้วกัน’
คิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็เดินออกจากห้องและออกไปด้านนอก
เขามองไปยังสถานที่มากมายเบื้องล่าง และเมื่อเพ่งจิตลงไป พลังจิตวิญญาณของเขาก็ระเบิดออกมา
ตู้ม!
อย่างต่อเนื่อง โถงอาคารมากมายถูกยกขึ้นจากพื้นดินมาลอยอยู่บนอากาศ
เพียงชั่วพริบตา
กลางอากาศนี้มีโถงอาคารลอยอยู่นับร้อยหลังคาเรือนแล้ว
จนกระทั่งจำนวนของอาคารที่ถูกยกลอยขึ้นมามีสูงถึงสองร้อยแห่ง เขาถึงเริ่มจะรู้สึกว่าคิดอะไรต่อไม่ออก
“นี่คงเป็นลิมิตสินะ”
ฉู่โม่วยกเลิกการใช้พลังจิตวิญญาณ มันทำให้อาคารมากมายตกลงสู่พื้นด้วยเสียงดังและแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ ทันที
จากนั้น
เขาก็เปลี่ยนไปจ้องมองยอดเขาที่เห็นอยู่ไกล ๆ แทน
ตู้ม!
ภูเขาขนาดเล็กแตกกระจายจากตรงกลางและกลายสภาพกลายเป็นหินเล็กหินน้อยกระเด็นไปทั่วบริเวณ จะเหลือก็แต่ส่วนที่เป็นแร่ธาตุแข็ง ๆ อย่างเหล็กและทองคำเท่านั้นที่ไม่ถูกทำลาย
แต่ด้วยการถ่ายทอดพลังจิตวิญญาณเรื่อย ๆ ของฉู่โม่ว แร่ธาตุเหล่านั้นก็เริ่มหลอมรวมเป็นหนึ่งและแปรสภาพเป็นเสาเหล็กขนาดใหญ่ เสาเหล็กหมุนบิดเป็นเกลียวไปมาราวกับเป็นเพียงดินน้ำมัน
“ไป!”
กายจิตของฉู่โม่วออกคำสั่งอีกครั้ง
และทันใดนั้น
เสาเหล็กที่มีปลายแหลมจากการบิดตัวก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าสีเงิน มันลอยขึ้นสูงเหนือยอดเขาที่เห็นไกล ๆ จากนั้นก็ดิ่งลงมาปักตั้งแต่ยอดจรดตีนเขา
ด้วยความเร็วที่น่ากลัว ปลายแหลมของเสาเหล็กสามารถเจาะภูเขาทั้งลูกลงไปได้ราวกับเอานิ้วจิ้มลงไปบนกองทรายเลย
แต่มันยังไม่จบลงเท่านั้น
ฉู่โม่วเปลี่ยนความคิดอีกครั้ง
เสาเหล็กต้นเดิมก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นเข็มเล่มเล็ก ๆ นับร้อยพัน
เข็มเหล่านี้เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่น และจากหมื่นเป็นแสน
ซู่! ซู่! ซู่!
เข็มเหล็กขนาดเล็กพุ่งออกมาจากเสาเหล็กขนาดใหญ่และปักลงไปบนพื้นดิ้น จนกลายสภาพเป็นเหมือนพรมสีเงินที่กำลังขยายเขตแดนของมันออกไป
เพียงชั่วพริบตา ภาพของผืนดินเบื้องหน้าก็พรุนจนเป็นรังผึ้งไปแล้ว!
‘พลังนี่… เทียบเท่าได้กับพลังขั้นนายพลเมืองเลยนะ!’
เขาประเมินพลังคร่าว ๆ ในใจ กระนั้นก็ไม่อาจห้ามไม่ให้ตนเองแสดงสีหน้าตกใจได้เช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะพลังขั้นนายพลเมืองจะไม่ใช่สิ่งที่ฉู่โม่วต้องมาคิดถึงในปัจจุบันนี้
แต่อย่างที่รู้กัน
ว่าฉู่โม่วเพิ่งจะปลุกพลังจิตวิญญาณได้เท่านั้น!
‘ระดับ 1-3 เป็นผู้ใช้จิตวิญญาณ’
‘ระดับ 4-6 เป็นผู้ครอบครองจิตวิญญาณ’
‘ระดับ 7-9 เป็นจ้าวจิตวิญญาณ’
ระดับเหล่านี้คือสิ่งที่กระบวนท่าฝึกวิญญาณจิตสังหารระบุไว้ในคัมภีร์
ในปัจจุบัน ฉู่โม่วเพิ่งจะใช้พลังจิตวิญญาณได้ ดังนั้นจึงถือเป็นระดับ 1 แต่ถึงจะเป็นเพียงระดับ 1 พลังจิตของเขาก็มีพลังรุนแรงเทียบเท่าพลังของนายพลเมืองแล้ว ถ้าหากเขาเป็นระดับที่สูงกว่านี้ได้อย่างระดับ 2 หรือไม่ก็ระดับ 3 ล่ะ?
แล้วถ้าสามารถฝึกฝนจนข้ามขั้นไปยังผู้ครอบครองจิตวิญญาณหรือไม่ก็จ้าวแห่งจิตวิญญาณได้ล่ะ?
ถ้าเวลานั้นมาถึง
ความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มไปมากถึงขนาดไหนกัน?!
ยิ่งไปกว่านั้น
วิธีการโจมตีหลัก ๆ ของผู้ใช้จิตวิญญาณคือการใช้พลังจิตวิญญาณที่ถือเป็นพลังอันน่ากลัวและลึกลับอีกแขนงหนึ่ง ตราบใดก็ตามที่พลังจิตวิญญาณแข็งแกร่งมากขึ้น พลังในการทำลายล้างก็จะเพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ฉู่โม่วใช้พลังจิตในการเปลี่ยนรูปร่างของเสาเหล็กนั่นแหละ
ขนาดเขาที่เป็นเพียงมือใหม่ในการใช้พลังจิตวิญญาณก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
หากว่าฉู่โม่วเรียนรู้และฝึกฝนพลังจิตวิญญาณนี้ให้มากและลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ เขาอาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของวัตถุต่าง ๆ ได้เลย
ถ้าจะเปรียบเทียบ
มันเหมือนกับเราต้องเจอผู้ปลุกพลังที่โจมตีเรา แต่เราไม่ต้องทำอะไรเลย …เพียงแค่ใช้ความคิดสู้กลับเท่านั้น
ช่างเป็นวิธีที่น่ากลัวดีใช่ไหม?
ไม่ต้องพูดถึงผู้ใช้จิตวิญญาณที่ระดับสูงกว่านี้เลย พลังของคนเหล่านั้นมากพอจะเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงด้วยพลังจิตวิญญาณที่มีได้ด้วยซ้ำ
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า
ในแง่ของประสิทธิภาพแล้ว แม้จะเป็นระดับต้นของผู้ใช้จิตวิญญาณก็ถือว่าสูงกว่าระดับต้นของผู้ปลุกพลังอยู่อย่างมากเลยทีเดียว
ในขณะเดียวกันนั้น
วิธีการโจมตีของผู้ใช้จิตวิญญาณก็ยังลึกลับและทรงพลังกว่ามาก ๆ ด้วยอีก!
แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงผู้ใช้จิตวิญญาณจะสมบูรณ์แบบ
จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวและถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ใช้จิตวิญญาณก็คือ
‘นอกจากนี้ แสงสวรรค์แห่งต้าเหยี่ยนเองก็ขยับขึ้นมาเป็นระดับ 1 ได้แล้ว ดูท่าน่าจะอีกไม่มากนักก็เข้าสู่ระดับ 2 ได้ ฉันอาจจะพอใช้เวลาช่วงนี้ฝึกฝนด้วยพลังทั้งหมดและเก็บสะสมพลังเพื่อพัฒนากงล้อท้องคำแห่งปฐมวิญญาณเข้าสู่ขั้นที่ 2 ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!’
‘จริงสิ ยังต้องฝึกฝนคัมภีร์มังกรคชสารอมตะอีก ตอนนี้สามารถทลายตรวนกายาขั้นที่ 2 ไปได้แล้ว หากสามารถทลายตรวนกายาขั้นที่ 3 ได้ ความแข็งแกร่งก็จะเพิ่มไปเป็นสี่ร้อยเท่า!’
‘ไม่สิ’
‘สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือการฝึกฝนในฐานะผู้ใช้จิตวิญญาณ!’
‘ฉันจะต้องฝึกฝนกระบวนท่าฝึกวิญญาณจิตสังหารให้ดีที่สุด เพื่อจะได้พัฒนาไปยังระดับที่ 2 หรือไม่ก็ 3 ให้เร็วที่สุด เท่านี้ก็จะมีพลังเทียบเท่าได้กับราชันย์ยุทธ์ และสิ่งนี้จะกลายเป็นไพ่ตายอีกใบของฉันในอนาคต!’
‘จริงสิ ต้องไม่ลืมใช้กำลังของฉันหาผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารานั่นด้วย… เพื่อที่จะสร้างอาวุธพลังจิตให้ได้ และเมื่อได้อาวุธพลังจิตมาครอบครอง ฉันจะสามารถใช้พลังจิตวิญญาณได้อย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้น!’
‘อ๋าาาาา ยังเหลือพรสวรรค์อีกหลายอย่างที่ต้องเข้าใจถึงเจตจำนงด้วยนี่นา!’
คิด ๆ ดูแล้ว
ฉู่โม่วก็พบว่าเขายังมีสิ่งที่ต้องทำมากมายไปหมดเลยในตอนนี้
กระนั้น มันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด ยังไงเสียก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นอยู่แล้ว
ดังนั้น เขาย่อมต้องมีความสุขถ้าได้ทำมัน
การฝึกฝนไม่ได้ทำให้รู้สึกน่าหวาดหวั่นเลย แต่หวาดหวั่นที่จะไม่ได้ฝึกดีกว่า!
เฉกเช่นเมื่อครั้งเข้าไปเรียนรู้ในแผ่นศิลารู้แจ้ง
มีผู้ปลุกพลังมากมายที่ถูกปล่อยค้างไว้อยู่ในขั้นจ้าวยุทธ์ระดับสูง นั่นเพราะไม่สามารถเข้าถึงเจตจำนงของพรสวรรค์ที่ตนเองมีอยู่ได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงอยู่กับขั้นนี้ไปจนกว่าจะหาทางทะลวงไปได้ หรือเผลอ ๆ อาจจะค้างอยู่ที่ขั้นนี้ตลอดชีวิตที่เหลือ
มีเพียงผู้ที่พยายามจนก้าวผ่านจุดนั้นมาได้เท่านั้น ถึงจะคู่ควรต่อการเติบใหญ่
ต่างคนต่างความคิด
แต่ยังไงเสีย
ผู้ปลุกพลังที่ยุ่งอยู่กับการฝึกก็ย่อมเติบโตได้อย่างรวดเร็วกว่าอยู่แล้ว
…
หนึ่งชั่วโมงให้หลัง
ฉู่โม่วกลับมาถึงฐานจินหลิงเป็นที่เรียบร้อย
ทว่าเขาไม่ได้กลับไปยังคฤหาสน์ทันที แต่เลือกที่จะไปยังตำหนักลับแห่งสวรรค์ก่อน ภายหลังจากที่แอบสังเกตการณ์สิ่งต่าง ๆ ภายในอาคารแล้วพบว่าที่นี่ยังคงดำเนินการสิ่งต่าง ๆ ไปได้อย่างราบรื่น เขาจึงขอให้คนไปตามช่ายเฟิงให้ไปพบเป็นการส่วนตัว
“นายท่านอยากพบฉันเหรอ?”
ช่ายเฟิงที่กำลังเซ็นเอกสารอยู่ในโถงผู้ดูแล เมื่อทราบข่าวว่าฉู่โม่วกลับมาแล้วและเรียกตัวเขาไปพบด้วยตนเอง เขาก็ไม่กล้าชักช้าจึงรีบวางงานทุกอย่างแล้วไปหาฉู่โม่วทันที
ภายในโถงหลัก
เมื่อช่ายเฟิงมาถึง เขาก็เห็นชายหนุ่มยืนอยู่ในโถงอยู่แล้ว
กลิ่นอายของฉู่โม่วหนักแน่นเสมือนทะเลลึกที่ดูลึกลับ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นราวกับแววตาที่มองมาจากใต้มหาสมุทรที่ดำสนิท ทำให้ช่ายเฟิงสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อได้กวาดตามอง
“ไม่ได้พบกันนาน ท่านประมุขฉู่แข็งแกร่งขึ้นมากเลยนะครับ!”
ช่ายเฟิงอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
เขาไม่กล้าสบตามองฉู่โม่วตรง ๆ ช่ายเฟิงพยายามทำใจให้เย็นและก้มหัวทำความเคารพ “ยินดีต้อนรับกลับมาครับ ท่านประมุขฉู่!”
“ผู้อาวุโสช่ายเฟิง เงยหน้าขึ้นเถอะ”
ฉู่โม่วโบกไม้โบกมือแล้วพูดต่อ “ครั้งนี้ ผมอยากจะให้ท่านผู้อาวุโสช่วยประกาศข่าวอะไรหน่อยน่ะ”
“ได้โปรดบอกมาเลยครับ ท่านประมุขฉู่!”
ได้ยินเช่นนั้น ช่ายเฟิงก็รีบพูด
“ค้นหาผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารา!”
“ให้ผู้ปลุกพลังทุกคนภายใต้สังกัดตำหนักลับแห่งสวรรค์ ใส่ใจกับสมบัติที่เรียกว่า ‘ผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารา’ ไม่ว่าจะเป็นใคร ตราบใดที่เขาเป็นคนพบเจอ หรือแม้แต่รู้เบาะแสก็ให้เขารับหินปฐมกาลระดับต่ำไปเลยห้าหมื่นล้านก้อน!”
ฉู่โม่วกล่าว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์