เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 186

บทที่ 186 หาข้อมูลเกี่ยวกับสุดยอดฐานจงไห่!

“รางวัลเป็นหินปฐมกาลระดับต่ำถึงห้าหมื่นล้านก้อนเลยงั้นเหรอ!?”

เมื่อช่ายเฟิงนำประกาศของฉู่โม่วมาเผยแพร่ เหล่าผู้ปลุกพลังภายใต้การดูแลของตำหนักลับแห่งสวรรค์ก็พากันตกตะลึง

ไม่มีใครคาดคิดเรื่องนี้มาก่อน

ว่าจู่ ๆ ท่านประมุขฉู่จะกลับมาพร้อมกับภารกิจที่ให้ค่าตอบแทนสูงขนาดนี้!

อย่างที่ทุกคนรู้กันว่า แม้แต่จ้าวยุทธ์เอง หากไม่ได้ใช้เวลาในการเก็บสะสมเงินตรามามากกว่าสิบปี การได้มาซึ่งหินปฐมกาลกว่าห้าหมื่นล้านก้อนนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะครอบครองกันได้ง่าย ๆ เลย เพราะงั้นสำหรับผู้ปลุกพลังทั่วไปก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขาไม่มีทางที่จะได้แตะหินปฐมกาลระดับล้านชิ้นกันได้ง่าย ๆ เลยด้วยซ้ำ!

“ฉันจะต้องเอารางวัลนี้ไปให้ได้! ถ้ามีหินปฐมกาลขนาดนี้จะต้องได้ขยับขึ้นเป็นนายพลเมืองกับเขาสักที เผลอ ๆ อาจจะมีทรัพย์เหลือพอจะเป็นจ้าวยุทธ์ในอนาคตเลยมั้ง! ยังไงฉันก็ต้องหามันมาให้ได้!”

“ภารกิจนี้คงต้องยากมากแน่ ๆ ขนาดที่มีรางวัลสูงถึงขนาดนี้เลย”

“นั่นแหละ รางวัลเป็นหินปฐมกาลระดับต่ำตั้งห้าหมื่นล้านก้อนเลยนะ ด้วยรางวัลที่มากมายขนาดนี้ ฉันว่าสมบัตินั่นจะต้องเป็นอะไรที่หาได้ยากสุด ๆ เป็นแน่!”

“ยังไงก็เถอะ พยายามกันก่อน พวกเราอาจจะเป็นผู้โชคดีก็ได้นะ!”

“ใช่แล้ว โชคไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว!”

“พวกนายเพ้อฝันกันไปก่อนนะ ฉันจะเข้าป่า และผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารานั่นต้องเป็นของฉัน!”

กลุ่มของผู้ปลุกพลังเริ่มพูดคุยกัน ต่างฝ่ายต่างพากันตื่นเต้นจนออกนอกหน้ากันทั้งสิ้น

ภายหลังจากนั้น พวกเขาก็แยกย้ายกันออกไปจากอาคารตำหนักลับแห่งสวรรค์ เพื่อตามหาข่าวคราวของผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารานี้กันอย่างหน้ามืดตามัว

ภายหลังจากที่ภารกิจถูกประกาศออกไปแล้ว ฉู่โม่วก็เดินทางไปเยี่ยมดูหลี่โย่วเวยกับหลี่เสวียนจีอีกครั้ง

ไม่ได้พบปะกันนาน

ความแข็งแกร่งของหลี่โย่วเวยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาก ๆ ในตอนนี้ เธออยู่ในขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูง และกำลังเริ่มทลายขีดจำกัดเพื่อขึ้นเป็นนายพลเมืองแล้ว

ด้วยพรสวรรค์ที่น่ากลัว และความเร็วในการพัฒนาที่สูงลิ่วนี้

แม้แต่ฉู่โม่วยังตกใจ

หลังจากที่ได้พบเจอและคุยกันนิดหน่อยแล้ว เขาก็แนะนำเธอถึงวิธีที่จะทลายขีดจำกัดเพื่อให้ขึ้นเป็นนายพลเมือง จากนั้นก็เรียกหลี่เสวียนจีมาถามไถ่ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเช่นเดียวกัน

ในตอนนี้หลี่เสวียนจีอายุ 14 ปีแล้ว อีกไม่นานเขาก็จะอายุ 15

ตลอดช่วงเวลาที่เขามาอยู่กับตำหนักลับแห่งสวรรค์ แม้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะไม่ได้ฝึกฝนในตอนนี้ แต่ฉู่โม่วก็ใช้สมบัติแห่งโลกและสวรรค์หลายชิ้นช่วยชำระล้างร่างกายของเขา

ดังนั้นแล้วในวันนี้

ร่างกายของเด็กคนนี้จึงบริสุทธิ์ผุดผ่องจนแทบจะไม่มีสิ่งที่เป็นราคีปรากฏให้เห็นเลย

ยิ่งไปกว่านั้น

เนื่องจากการที่เขาใช้สมบัติแห่งโลกและสวรรค์มากมายหลายชิ้นชำระล้างร่างกายให้เด็กคนนี้ จึงทำให้ร่างกายของหลี่เสวียนจีถูกห่อหุ้มด้วยพลังที่น่ากลัวและยิ่งใหญ่เอาไว้

ฉู่โม่วไม่ประหลาดใจเลย

หากเมื่อไรที่เด็กคนนี้เริ่มการฝึกฝนแล้ว ด้วยร่างกายของเพลิงสวรรค์กับพรสวรรค์แห่งปีศาจ ความเร็วในการฝึกฝนของเด็กหนุ่มคนนี้จะต้องมีมากกว่าผู้เป็นพี่สาวอย่างหลี่โย่วเวยแน่นอน!

และถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ฉู่โม่วเองก็อยากจะเห็นด้วยตาตนเองเหมือนกัน

เมื่อกลับมายังคฤหาสน์ เขาพบว่าเฉินซีเวยไม่ได้อยู่ที่นี่

จากการสื่อสารกับเหล่าอสูรรับใช้ เขาก็พบว่าเสี่ยวจินอยู่ด้านนอกฐาน ภายหลังที่ได้ถามไถ่แล้วก็พบว่า เสี่ยวจินตามเฉินซีเวยออกไปล่าสัตว์อสูรอยู่ด้านนอกนี้

เพราะงั้นฉู่โม่วจึงฝากเสี่ยวจินไปบอกให้เฉินซีเวยดูแลตนเองดี ๆ ด้วย

ส่วนตัวเขาเลือกที่จะกลับเข้าไปยังเขตแดนลับและเร่งความเร็วในการฝึกฝนต่อไป

เขาหยิบเอาหินปฐมกาลระดับต่ำกว่าหมื่นล้านก้อนออกมาและใส่มันลงไปในรอยแยก จากนั้นก็จมดิ่งลงไปในทะเลแห่งพลังงานปฐมกาลเพื่อดูดซึมพลังแห่งโลกและสวรรค์ในทันที

ไม่เพียงเท่านั้น

ฉู่โม่วยังหยิบเอาเลือดอสูรระดับ 7 ที่ได้มาจากการจัดการจระเข้โลหิตคลั่งขึ้นมากระดกไปหนึ่งอึกด้วย

เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานที่รุนแรงหลั่งไหลไปทั่วร่างกาย ฉู่โม่วไม่รอช้าที่จะฝึกกระบวนท่าฝึกฝนอณูแห่งชีวิตเมฆาครามเพื่อดูดกลืนอณูแห่งชีวิตมาพัฒนาร่างกายอย่างรวดเร็ว

เวลาหมุนผ่านไป

ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมานี้ พลังกายของฉู่โม่วเพิ่มขึ้นระดับที่เร็วมาก ๆ

เพียงชั่วพริบตา มันก็ผ่านมายี่สิบวันแล้ว

เขาลืมตาตื่นขึ้นมาและค่อย ๆ ตรวจสอบร่างกายของตน

ในช่วงยี่สิบวันมานี้ ฉู่โม่วสามารถเพิ่มพลังได้มากถึง 90,000 พลังช้างสาร!

แม้ว่ามันจะดูเหมือนมาก

แต่จริง ๆ แล้ว

ท่ามกลางพลังที่เพิ่มมา 90,000 พลังช้างสาร เกือบ 30,000 พลังช้างสารได้มาจากการดื่มกินเลือดอสูรระดับ 7 เข้าไปเพียว ๆ

พลังที่เขาสามารถเพิ่มได้จริง ๆ ด้วยตนเองคือประมาณ 60,000 พลังช้างสารเท่านั้น

หรือถ้านับง่าย ๆ เขาสามารถเพิ่มพลังได้วันละ 2,000 กว่าพลังช้างสาร เกือบจะทุกวัน!

แต่อย่างที่รู้กันมาอยู่แล้ว ว่าเหตุผลที่ทำให้ฉู่โม่วสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วเช่นนี้ เพราะใช้หินปฐมกาลระดับต่ำไปกว่าหมื่นล้านก้อนเพื่อให้ได้อณูแห่งชีวิตเพิ่มขึ้นอีกยี่สิบเท่า นอกจากนี้เพราะเพิ่งจะขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ได้ ดังนั้นช่วงนี้พลังของเขาจะเพิ่มได้รวดเร็วกว่าปกติอยู่แล้ว

ถ้าหากตัดปัจจัยภายนอกเหล่านี้ไป บางทีฉู่โม่วอาจจะเพิ่มความแข็งแกร่งได้วันละราว ๆ 1,000 พลังช้างสารเท่านั้น!

“พลังสูงสุดของจ้าวยุทธ์ที่รับได้คือ 5 ล้านพลังช้างสาร”

“หากฉันเป็นจ้าวยุทธ์ทั่ว ๆ ไป ด้วยความเร็วเพียง 1,000 พลังช้างสารต่อวันที่เพิ่มขึ้นนี้ ฉันคงพอใจแล้ว เพราะมันใช้เวลาไม่ถึงสี่สิบปีก็จะเข้าสู่การเป็นจ้าวยุทธ์ระดับสูงได้”

“ยังไงเสียความเร็วระดับนี้ก็ถือว่าน่ากลัวมาก ๆ แล้วเหมือนกัน”

“แต่สำหรับฉัน… มันยังไม่พอ!”

ฉู่โม่วสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วบ่นพึมพำกับตนเอง

ตั้งแต่ที่ขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์มาได้ ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ว่ารากฐานที่ถูกขัดและจัดใหม่จนมันพิเศษมากยิ่งขึ้นนี้ ทำให้ขีดจำกัดพลังของขั้นจ้าวยุทธ์พลอยเพิ่มขึ้นไปด้วย!

อิงจากที่ฉู่โม่วคาดคะเนไว้ ขีดจำกัดพลังกายในขั้นจ้าวยุทธ์ของเขาน่าจะสูงกว่าคนอื่น ๆ สักสิบเท่าได้!

เพราะงั้นแล้ว ขีดจำกัดของฉู่โม่วในตอนนี้น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 50 ล้านพลังช้างสาร!

และนั่นก็ยังหมายถึง

จากนั้นเจ้าตัวก็พูดต่อ “แม้ว่าฐานจงไห่จะอยู่ใกล้กับฐานของพวกเรามาก ๆ ก็จริง แต่ยึดตามคำพูดของพี่ชาย ฐานแห่งนั้นถูกห้อมล้อมไว้ด้วยค่ายกลเวทขนาดมหึมาที่จะช่วยดูดซับอณูแห่งชีวิตจากบริเวณใกล้เคียงให้เข้าไปรวมอยู่ภายในฐาน ผลลัพธ์นี้ทำให้อณูแห่งชีวิตภายในฐานหนาแน่นมาก ๆ ซึ่งมากกว่าที่ไหลเวียนอยู่ในฐานของพวกเราอีกหลายเท่าเลยละ!”

“นอกจากนี้ เหล่าเสาหลักของสุดยอดฐานจงไห่เองก็ได้สร้างค่ายกลเวทที่ช่วยในเรื่องการรวบรวมพลังไว้ด้วย ดังนั้นแล้วมันจะช่วยให้ความเร็วในการฝึกฝนของผู้ที่อยู่ภายในฐานเพิ่มขึ้นได้นับสิบนับร้อยเท่าด้วยครับ!”

“ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีเครื่องอำนวยความสะดวกสำหรับสนับสนุนให้ผู้ปลุกพลังฝึกฝนอีกมากมาย”

“ดังนั้นแล้ว การฝึกฝนและพัฒนาวรยุทธ์ภายในสุดยอดฐานจงไห่จึงเจริญมาก ๆ ฐานหนึ่งเลย เผลอ ๆ เกือบจะเป็นอันดับหนึ่งของโลกไปแล้วด้วยครับ!”

“เมื่อครั้งที่พี่ชายเดินทางออกจากฐานจินหลิง วรยุทธ์ของเขาไม่ได้สูงส่งอะไรนักเลย เขาแข็งแกร่งกว่าฉันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าเพียงไม่กี่สิบปีที่จากฐานจินหลิงไป เขาก็สามารถกลายเป็นราชันย์ยุทธ์ได้ ในขณะที่ฉันยังเป็นได้เพียงจ้าวยุทธ์ระดับกลางเท่านั้น แถมยัง… อีกยาวไกลกว่าจะไปถึงระดับสูงได้อีก”

พูดถึงตรงนี้

ถ้อยคำของบรรพบุรุษตระกูลหมัวก็เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย รวมถึงความเศร้าหมองเสียใจแฝงอยู่อย่างเห็นได้ชัด

ในส่วนของฉู่โม่ว

ภายหลังจากที่ได้ฟังสิ่งที่บรรพบุรุษตระกูลหมัวพูดไปแล้ว เขาก็ตกใจมาก ๆ

ค่ายกลที่สามารถเพิ่มความเร็วในการฝึกได้ตั้งแต่สิบไปจนถึงร้อยเท่า!

หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ …ด้วยพลังของค่ายกลยักษ์นี้ มันจะเป็นไปได้ไหมที่ฉู่โม่วอาจจะใช้เวลาเพียงหนึ่งถึงสองปีเท่านั้นที่จะสามารถแข็งแกร่งได้ถึงขีดจำกัดของขั้นจ้าวยุทธ์?

แน่นอน

เขารู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก

ค่ายกลที่สามารถช่วยเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนได้มากถึงร้อยเท่า แน่นอนว่าต้องเป็นสิ่งที่ไม่ได้เปิดให้ใช้ในสาธารณะแน่ ๆ มันจะต้องเป็นของพวกกองกำลังใหญ่ ๆ หรือไม่ก็อาจจะเป็นสถานที่ที่ผู้ปลุกพลังทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่น่าสนใจ

เพราะการมีอยู่ของสิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการฝึกวรยุทธ์ภายในสุดยอดฐานจงไห่เจริญมากจริง ๆ

หากสามารถย้ายถิ่นฐานไปยังสุดยอดฐานจงไห่ได้ละก็ บางทีเขาอาจจะหาหนทางเติบใหญ่ได้แน่ ๆ !

คิดได้ดังนั้น

ฉู่โม่วก็ถามขึ้นมา “ท่านบรรพบุรุษตระกูลหมัวพอจะช่วยบอกสถานการณ์ภายในฐานจงไห่ให้ฟังบ้างได้ไหมครับ?”

เรื่องเกี่ยวกับสุดยอดฐานจงไห่นี้ ฉู่โม่วพอจะรู้บางอย่างมาบ้างแล้วจากครั้งที่ได้พูดคุยกับราชันย์ยุทธ์เชียนเยี่ย ราชันยุทธ์หมิงกวง และราชันย์ยุทธ์ชางไห่ แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ดังนั้นคราวนี้ เขาถือโอกาสถามเพิ่มไปเลยเผื่อจะได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นอีก

หลังฟังคำถามของฉู่โม่ว บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็ตอบ “ฉันไม่รู้ถึงสภาพของสุดยอดฐานจงไห่มากนักหรอก เรื่องที่รู้ส่วนใหญ่ก็มาจากพี่ชายทั้งหมดเลย ในส่วนตัวฉันเคยไปเยือนฐานจงไห่ด้วยตนเองเพียงสองสามครั้งเท่านั้นเอง”

“แต่สิ่งที่ติดตาตรึงใจมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้นเรื่องความเจริญรุ่งเรือง นั่นหรอกนะ ฮ่า ๆ ๆ”

“ที่นั่นเจริญมาก ๆ เลยละ”

ชายชราพูดพลางรำลึกความหลัง “จากที่คาดการณ์ไว้ สุดยอดฐานจงไห่น่าจะมีประชากรอย่างน้อย ๆ เลยก็หลักสิบล้านคน เจริญรุ่งเรืองไม่ต่างอะไรกับมหานครของมนุษยชาติในสมัยก่อนที่โลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่!”

“นอกจากตึกระฟ้าที่มีมากมายเหมือนในฐานจินหลิงของพวกเราแล้ว ที่สุดยอดฐานจงไห่ยังมียานพาหนะมากมายอีกด้วย”

“วิทยาการที่นั่นล้ำหน้าไปมาก พวกเขาสามารถนำหินปฐมกาลมาเป็นแกนพลังงานให้กับสิ่งต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟที่ใช้หินปฐมกาลเป็นเชื้อเพลิง รถราง โครงข่ายอณูแห่งชีวิต และอีกมากมาย ท่านอาจจะเคยเห็นรถคันเล็ก ๆ ที่ใช้หินปฐมกาลเป็นแรงขับเคลื่อนใช่ไหม? ที่นั่นน่ะมีรถที่ใช้หินปฐมกาลขับเคลื่อนมากมายหลายแบบเลยละ!”

“อ้า แล้วก็นะ พวกเรือเหาะทั้งหลายที่กองกำลังใหญ่ ๆ ภายในฐานจินหลิงเป็นเจ้าของอยู่ก็เป็นผลผลิตที่มาจากสุดยอดฐานจงไห่เช่นกัน”

“ยังมีอีกนะ… ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดฐานของมวลมนุษยชาติ เรื่องวิทยาการการฝึกฝนวรยุทธ์ในสุดยอดฐานจงไห่เองก็ถือว่าเจริญรุ่งเรืองมาก ๆ !”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์