บทที่ 195 ของฝากจางเจียงเย่วเหยา และพรสวรรค์ของเฉินซีเวยเปลี่ยนแปลง!
วันที่สอง
ฉู่โม่วตั้งใจจะออกไปข้างนอกเพื่อทำใบอนุญาตพกพาอสูรรับใช้ให้กับเสี่ยวจินและอาไต๋
ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้ทั้งสองตนสามารถใช้ชีวิตภายในฐานได้โดยไม่ต้องหลบอยู่ในกระเป๋าจิตอสูรตลอด ตราบใดที่ไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย
ส่วนเสี่ยวอู๋…
เพราะสายเลือดของอสูรตนนี้น่ากลัวเกินไป หากปรากฏตัวต่อหน้าคนอื่น การถูกรู้ว่าเป็นสายเลือดบริสุทธ์ของอีกาสามขาทองคำก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย และถ้าข่าวนี่แพร่สะพรัดออกไปจะต้องทำให้หลายคนตกใจและหมายปองเป็นแน่ ยิ่งภายในฐานแห่งนี้มีราชันย์เทพยุทธ์อยู่ด้วย เขาเกรงว่ามันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่
ถึงแม้ตอนนี้
มนุษยชาติจะสนับสนุนผู้ปลุกพลัง รวมถึงยังไม่มีข่าวเรื่องผู้ปลุกพลังต่อสู้กับเองด้วยความโลภส่วนตัวให้ได้ยิน แต่ยังไงเสียจะประมาทและเชื่อว่าคนอื่นจะไม่คิดแย่งชิงของคนอื่นเช่นตัวเขาไม่ได้
ด้วยเหตุนี้
เสี่ยวอู๋จึงอยู่ในสภาพจำศีลแทบจะตลอดเวลา และด้วยบุคลิกที่ค่อนข้างจะเป็นสัตว์อสูรที่เงียบสงบ เลยทำให้มันไม่เคยสร้างปัญหายามที่ต้องถูกเก็บไว้ในกระเป๋าจิตอสูรเป็นเวลานาน ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่คิดที่จะทำใบอนุญาตให้เสี่ยวอู๋เหมือนอย่างเสี่ยวจินกับอาไต๋
ทว่า…
เพียงแค่เตรียมจะออกจากคฤหาสน์ไป
กำไลข้อมือก็สั่นรุนแรง และเมื่อยกมันขึ้นมาดูพบว่าเป็นหยางเซียวที่ส่งข้อความมา “คุณฉู่ครับ มีผู้ยิ่งใหญ่จากตำหนักมหาวรยุทธ์มาขอพบที่ด้านนอก ให้ผมปล่อยเข้าไปไหมครับ?”
“จากตำหนักมหาวรยุทธ์เหรอครับ?”
ฉู่โม่วถามทวนก่อนจะคิดตาม
‘หรือว่าเจียงเย่วเหยาส่งใครมาที่นี่นะ?’
คิดได้ดังนั้นจึงตอบข้อความกลับไป “ถ้ายังไงรบกวนคุณหยางให้เขาเข้ามาเลยก็แล้วกันครับ”
“เข้าใจแล้วครับ”
หยางเซียวส่งข้อความกลับมา
…
ที่หน้าประตูย่านรุ่งอรุณ
หยางเซียวเก็บกำไลลงไปก่อนจะหันไปพูดกับผู้ที่ยืนรอเบื้องหน้า “คุณฉู่อนุญาตให้เข้าไปด้านในแล้วครับ เพราะงั้นสามารถเข้าไปได้เลย… มันเป็นหน้าที่ของผมน่ะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะดูแคลนคุณหรอกนะครับ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ”
ผู้ปลุกพลังคนนี้เป็นเพียงจ้าวยุทธ์เท่านั้น
แถมเมื่อตอนอยู่ต่อหน้าหยางเซียว เขาก็ไม่ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังขั้นราชันย์ยุทธ์ออกมาแต่อย่างใด เพียงแค่แสดงท่าทีสงบใส่เท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น…
เพราะคนคนนี้เป็นถึงผู้จัดการตำหนักมหาวรยุทธ์ ดังนั้นต่อให้ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนัก แต่สถานะก็ย่อมไม่ธรรมดา
แม้แต่หยางเซียวยังไม่กล้าที่จะแข็งข้อใส่
หลังฟังที่หยางเซียวพูดแล้ว ผู้ปลุกพลังคนนี้ก็เพียงแค่พยักหน้าน้อย ๆ และเตรียมจะเดินเข้าไป
ทว่าตอนนั้นเอง หยางเซียวถามขึ้นมาด้วยความสงสัยเสียก่อน “เอ่อ พอจะถามได้ไหมครับว่ามาหาคุณฉู่เพราะอะไร? หรือว่าจะมาเชิญเขาไปเข้าร่วมกับตำหนักมหาวรยุทธ์เหรอครับ?”
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันน่ะ”
ผู้ปลุกพลังคนนั้นตอบเสียงเบา “ฉันแค่รับคำสั่งมาจากท่านประมุขกับคุณหนูให้มาส่งของให้กับคุณฉู่เฉย ๆ”
หลังจากที่พูดจบ เขาก็พยักหน้าแล้วเดินเข้าไป
ซึ่งหยางเซียวที่ยังยืนอยู่ถึงกับช็อกไปแล้ว
ตำหนักมหาวรยุทธ์มีประมุขแค่คนเดียว!
นั่นคือผู้ก่อตั้งตำหนักมหาวรยุทธ์ ราชันย์เทพยุทธ์ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสุดยอดฐานจงไห่!
และคุณหนูที่ว่าก็คือลูกสาวของราชันย์เทพยุทธ์คนนั้น…
ทั้งสองได้ฝากรอยเท้าไว้หลายแห่งทั่วทั้งฐาน แถมยังเคยทำให้ฐานต้องสั่นสะเทือนถึงสามครั้งสามคราอีก
แล้วตอนนี้…
เขาเพิ่งจะได้ยินอะไรไป!?
ประมุขแห่งตำหนักมหาวรยุทธ์กับคุณเจียงสั่งให้คนคนนั้นมาส่งของขวัญงั้นเหรอ!?
คุณฉู่… เป็นใครกันแน่น่ะ!?
สีหน้าตกใจของเขากลายเป็นหวาดหวั่นในทันที
…
“ผมมาที่นี่เพราะได้รับคำสั่งจากนายหญิงและท่านประมุขแห่งตำหนักมหาวรยุทธ์ครับ นี่ครับ… ของที่ท่านทั้งสองฝากมาให้”
ภายในคฤหาสน์
เมื่อครั้งเผชิญหน้ากับหยางเซียวที่ด้านหน้า ผู้ปลุกพลังคนนี้ค่อนข้างจะไม่แยแสอีกฝ่ายเลย แต่ยามที่มายืนอยู่เบื้องหน้าฉู่โม่วกลับยิ้มแย้มและพูดด้วยความนับถือ พร้อมกับหยิบเอากระเป๋าเก็บของมาวางไว้บนโต๊ะด้วย
“ของฝากเหรอครับ?”
ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ทำไมทั้งสองท่านนั้นถึงอยากจะมอบของฝากให้ผมล่ะครับ?”
“ท่านหญิงบอกไว้ว่าอยากจะขอบคุณคุณฉู่ที่ช่วยเธอไว้เมื่อครั้งก่อนน่ะครับ”
ได้ยินแบบนั้นแล้ว เจ้าตัวก็นึกเรื่องนั้นขึ้นมาได้ถึงกับรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “นั่นมันเรื่องเล็กน้อยเองครับ ไม่เห็นต้องตอบแทนอะไรกันขนาดนี้ก็ได้!”
“ท่านหญิงเน้นย้ำมาว่า… โปรดรับของฝากชิ้นนี้ไว้ ไม่งั้นเธอจะไม่สบายใจน่ะครับ”
ผู้ปลุกพลังคนเดิมยังพูดต่อด้วยความเคารพ “อันที่จริงท่านทั้งสองอยากจะมามอบให้ด้วยตนเอง แต่ว่าตอนนี้ท่านหญิงเพิ่งจะเข้าไปในเขตแดนลับ และน่าจะไม่ออกมาเร็ว ๆ นี้เนื่องจากภายในนั้นมีปัญหานิดหน่อยจึงไม่ได้มาด้วยตนเองครับ”
“อย่างไรก็ตาม นายหญิงได้บอกไว้ว่า… เมื่อไหร่ที่ออกมาจากเขตแดนลับแล้ว เธอจะมาที่นี่อีกครั้งด้วยตนเองเพื่อขอบคุณ ส่วนนายท่านอยากจะเชิญชวนคุณฉู่ให้ไปเยี่ยมเยียนตำหนักมหาวรยุทธ์หากพอจะมีเวลาเพื่อแสดงความขอบคุณเช่นกัน”
พูดจบ…
เขาก็โค้งทำความเคารพอีกครั้ง และจากไปก่อนโดยไม่ให้คนฟังปฏิเสธสิ่งที่พูดมาได้
เห็นเช่นนั้น
ฉู่โม่วทำได้เพียงยิ้มอย่างช่วยไม่ได้และจำใจยอมรับของฝากนั้นมาเท่านั้น
ห้องรับแขกเงียบลงอีกครั้ง ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิก่อนจะเริ่มเปิดกระเป๋าเก็บของออกมา
ภายในประกอบด้วยขวดหยกหนึ่งขวด เลือดอสูรจำนวนสามสิบขวดและบัตรสีขาวทองหนึ่งใบ
‘ขวดบรรจุสายธารหัวใจโลกาชิงหยวน เลือดสัตว์อสูรระดับ 7 สามสิบขวด แล้วก็บัตรหินปฐมกาลไม่ระบุชื่อที่มีมูลค่ากว่าสามพันล้านหินปฐมกาลระดับกลาง นี่มัน… ของดีทั้งนั้นเลยนะ!’
เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ของตอบแทนมามากขนาดนี้
ลำพังเพียงสายธารหัวใจโลกาชิงหยวนก็มีมูลค่าสูงแล้ว เพราะมันสามารถช่วยเพิ่มพลังของพรสวรรค์ให้กับเหล่าผู้ปลุกพลังได้ และเหตุผลที่เจียงเย่วเหยาถูกอสูรเขียวครามไล่ล่าตั้งแต่ต้นก็เพราะว่าสิ่งนี้นั่นแหละ
เลือดอสูรระดับ 7 จำนวนสามสิบขวดนี่ก็ยิ่งเลอค่ามากเข้าไปอีก!
โดยเฉพาะ ครึ่งหนึ่งของสามสิบขวดนี้เป็นเลือดอสูรระดับ 7 ของสัตว์อสูรขนาดกลาง และมีหนึ่งขวดเป็นของสัตว์อสูรระดับ 7 ขนาดใหญ่ มูลค่าของมันยิ่งสูงมากกว่าเดิมเสียอีก!
พูดไม่ทันจบ
สีหน้าก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ในขณะเดียวกันกลิ่นอายที่เยือกเย็นก็แผ่ซ่านออกมาจากร่าง
ราวกับว่าไขกระดูกได้กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว!
เมื่อความเย็นพุ่งผ่านหน้าฉู่โม่วไป แม้แต่เขายังรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บที่รุนแรงจนร่างสั่นเทิ้มไม่ได้
เพียงชั่วพริบตา ทั่วทั้งห้องก็กลายสภาพเป็นห้องแช่แข็งไปแล้ว…
“นี่มัน…”
เมื่อตระหนักได้ถึงความเปลี่ยนแปลง สีหน้าของชายหนุ่มก็วูบไหวแปรเปลี่ยน
เขากำลังคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้
อย่างไรก็ตาม
ขณะนั้น
สัมผัสได้ถึงพลังงานลึกลับที่กำลังเพิ่มปริมาณขึ้นภายในร่างของเฉินซีเวยช้า ๆ ราวกับว่ามันคือสิ่งที่ถูกเก็บงำมาโดยตลอดและถูกปลุกจนตื่นในที่สุด
ภาพตรงหน้านี้
เหมือนกับตอนที่หลี่โย่วเวยปลุกจิตวิญญาณแห่งหงส์เพลิงขึ้นมาได้ก็มิปาน!
‘เป็นไปได้ไหมว่าร่างกายของซีเวยซ่อนพลังกายแบบพิเศษเอาไว้ด้วย!?’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
แต่เพราะร่างกายของเธอไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่น่าเป็นห่วง ฉู่โม่วจึงพยายามสงบสติอารมณ์เอาไว้และค่อย ๆ ดูจนกว่ากระบวนการนี้จะเสร็จสิ้น
ด้วยเวลาที่ผ่านไป
ความเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างของหญิงสาวก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อย ๆ จนมีแนวโน้มว่าไอเย็นเหล่านี้คงจะต้องแผ่ออกไปจนครอบคลุมคฤหาสน์ทั้งหลัง เผลอ ๆ อาจครอบคลุมคฤหาสน์ทุกหลังในย่านที่อยู่อาศัยแห่งนี้ด้วย
โชคยังดี ที่ขณะนั้นฉู่โม่วรีบชักกระบี่ขึ้นมาและสร้างเขตแดนกระบี่ปกคลุมทั่วทั้งห้องนี้เอาไว้ มันจึงช่วยลดทอนปริมาณความเย็นที่จะกระจายอกไปด้านนอกได้ในปริมาณมาก
ทว่า…
กลิ่นอายที่ร่างของเฉินซีเวยปลดปล่อยออกมากลับเพิ่มขึ้นตลอดเวลา!
จนในท้ายที่สุด!
หลังจากที่รอมาพักใหญ่ ๆ!
“ฟู่…”
ควบคู่ไปกับเสียงผ่อนลมหายใจที่แผ่วเบา รังสีของลำแสงมากมายนับไม่ถ้วนเปล่งออกมาจากร่างของเฉินซีเวย และครั้งนี้มันก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งย่านที่อยู่อาศัยจริง ๆ
ความเย็นที่ก่อนหน้านี้เทียบไม่ติด
แผ่ซ่านออกไปเป็นวงกว้าง ความเย็นแบบสุดขั้วที่พวยพุ่งออกมาโดยที่มีหญิงสาวเป็นศูนย์กลาง มันก่อตัวกลายเป็นคลื่นอัดกระแทกที่เชี่ยวกราดที่แผ่รัศมีเกือบสองร้อยกิโลเมตรเลยทีเดียว
ทุกที่ที่คลื่นไอเย็นนี้ไปถึง อุณหภูมิในพื้นที่นั้นจะลดฮวบลงทันใด
แม้แต่บนฟากฟ้า…
ไอเย็นยังสามารถส่งพลังออกไปได้
มันเปลี่ยนให้พื้นที่ในบริเวณเกือบสองร้อยกิโลเมตรกลายเป็นโลกที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะไปในพริบตา!
สถานการณ์แปลกประหลาดนี้กลายเป็นที่จับตามองของเหล่าผู้ปลุกพลังจากทั่วฐาน มันรุนแรงขนาดที่ต้องจับตามองกันอยู่พักใหญ่ ๆ เลยทีเดียว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์