เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 306

บทที่ 306 กระบี่สะบั้นดาราสวรรค์เลื่อนขั้น!

แทนที่จะกลับบ้านไปในทันที เขาเลือกที่จะตรงไปยังที่อยู่ของราชันย์ยุทธ์ฉวี่ตานแทน

ฉู่โม่วส่งวัตถุดิบสำหรับปรุงยาย้อนชะตาให้กับราชันย์ยุทธ์ฉวี่ตาน จากนั้นก็ขอให้อีกฝ่ายช่วยกลั่นยาไว้ให้ตนก่อนจะกลับบ้านไป

“ต้องใช้เวลาอีกสักพัก กว่าจะได้ยาย้อนชะตามา”

“แถมตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกแค่ราว ๆ ครึ่งเดือนก่อนที่การประลองระหว่างผู้ปลุกพลังจะเริ่มต้นขึ้น ต่อให้ยาย้อนชะตาจะปรุงเสร็จทัน แต่ฉันน่าจะฝึกฝนจนทลายตรวนกายาขั้นที่ 4 ไม่ทันแน่ ๆ”

“ถ้างั้นคงต้องไปฝึกฝนกระบวนท่าแทนไปก่อน”

เขาตัดสินใจ

ในตอนนี้ กระบวนท่าที่ฝึกฝนจนบรรลุระดับแพลทินัมแล้วอย่างก้าวย่างปีศาจเร้นลับก็ถือว่าน่าภูมิใจอยู่ ในขณะที่กระบี่สะบั้นดาราสวรรค์นั้นยังเพิ่งพัฒนาเป็นขั้นเล็ก ๆ เท่านั้น เขาได้รับรู้ ได้สัมผัสถึงประสบการณ์บางอย่างจากเมื่อตอนสู้กับจักรพรรดิมังกรทะเลครั้งนั้น ถ้าเขาจำสัมผัสครั้งนั้นได้ เขาจะต้องสามารถศึกษาและพัฒนากระบวนท่านี้เพิ่มได้แน่ ๆ

ฉู่โม่วตัดสินใจเริ่มทำความเข้าใจสิ่งนี้ต่อ

ถึงแม้ว่าจะมีความเข้าใจจากประสบการณ์การใช้กระบวนท่าด้วยตนเองมาบ้าง แต่กระบี่สะบั้นดาราสวรรค์ก็เป็นกระบวนท่าในตำนาน ยังไงเสียต่อให้ทักษะวิชากระบี่ของเขาจะสูงถึงระดับดาราลับฟ้า แต่มันก็ยังยากที่จะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ฉู่โม่วเลือกที่จะนำแผ่นศิลารู้แจ้งออกมาจากมิติพกพาของตน

และในชั่วพริบตา กลิ่นอายลึกลับก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งคฤหาสน์ ซึ่งทำให้สมองของเขาปลอดโปร่ง ในยามที่กลิ่นอายเหล่านี้หลั่งไหลกลับเข้ามาในร่างของเขา พวกมันก็ไหลเข้าไปที่หัวใจ หมุนเวียนราวกับเป็นพลังแห่งโลกและสวรรค์ที่คอยช่วยขจัดความไม่รู้ในกระบวนท่ากระบี่สะบั้นดาราสวรรค์ออกไปทีละนิด ๆ

และแม้ว่าจะยังหลงเหลือความยากในการทำความเข้าใจอยู่บ้าง แต่ฉู่โม่วก็พอจะเรียนรู้มันด้วยตนเองได้แล้ว

ฟุ่บ!

ฉู่โม่วนั่งขัดสมาธิ ถือกระบี่สารทสังหารไว้ให้มั่นและเริ่มเรียนรู้ในกระบวนท่าต่อ

ภายในโลกแห่งเจตจำนง กระบี่ในมือของเขากลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเพื่อชักนำเขาเข้าสู่โลกเร้นลับ

นั่นคือโลกแห่งคมกระบี่

เวลาผ่านไปช้า ๆ

ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานขนาดไหน แต่ด้วยความปลอดโปร่งของสมอง ทำให้เขาสามารถเข้าใจกระบวนท่าระดับตำนานนี้ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ซุ่ม!

ทันใดนั้นเอง

กลิ่นอายที่เฉียบคมก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของฉู่โม่ว

สิ่งตามมาคือกระบี่สารทสังหารในมือก็พลันส่งเสียง ‘ชิ้ง’ พร้อมกับชักตัวเองออกมาจากฝักกระบี่

จากนั้น…

เพลงกระบี่สะบั้นดาราสวรรค์ก็สำแดงฤทธิ์เดชออกมาด้วย!

ทวาราแห่งกระบี่บนร่างกายของฉู่โม่วสั่นสะท้านทุกแห่งหน และตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ กายากระบี่เทวะของเขาเองก็ถูกสั่งใช้งานในจังหวะเดียวกัน

ปราณกระบี่ในรูปแบบของเส้นใยบาง ๆ ถูกสร้างออกมาจากร่างของฉู่โม่วและโยงใยไปทั่วทั้งคฤหาสน์

แม้จะเป็นเพียงเส้นใย แต่รูปร่างเดิมคือปราณกระบี่อันเฉียบคม ดังนั้นมันยังคงอัตลักษณ์ความคมนั้นไว้ เส้นใยเหล่านี้ขยับขยายและตัดขาดมิติลึกลับนี้จนแตกเป็นเสี่ยง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทว่ามันกลับไม่ได้ทำอันตรายตัวคฤหาสน์เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าตัวปราณดาบนี้จะสัมผัสโดนผนังไปมากขนาดไหนก็ตาม

ยึดตามพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวจากที่เห็นมันฉีกห้วงมิติให้ขาดกระจายได้นั้น อย่าว่าแต่กำแพงคฤหาสน์เลย หากระเบิดปราณกระบี่นี้ออกไป บางทีทั่วทั้งย่านนี้อาจจะกลายเป็นซากได้ในพริบตาเลยก็ได้

แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

บนกำแพงไม่มีแม้แต่ร่องรอยใด ๆ ไม่ว่าปราณกระบี่นี้จะพุ่งทะยานไปที่ไหน มันก็ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้เลย

แน่นอนว่าปราณกระบี่ไม่ได้เสียอัตลักษณ์ความคมของตนเองแต่อย่างใด แต่มันถูกควบคุมไว้ว่าไม่ให้ตัดขาดอะไรบ้าง

และผู้ที่กำลังควบคุมมันคือฉู่โม่ว

ใยกระบี่ทุกเส้นนี้อยู่ภายใต้การควบคุมที่ทรงพลังของฉู่โม่ว ซึ่งเขากำชับให้มันทลายแค่ความไม่เข้าใจที่เกิดจากการเรียนรู้กระบวนท่ากระบี่เมื่อครู่ภายในคฤหาสน์เท่านั้น ดังนั้นตัวคฤหาสน์จึงไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เลย

ภาพนี้

หากคนนอกได้เผอิญมาเห็นละก็ พวกเขาคงต้องเหวอจนกรามร่วงลงไปติดพื้นแน่ ๆ การที่ปราณกระบี่ที่น่ากลัวขนาดนี้ถูกควบคุมได้โดยสมบูรณ์ มันต้องเป็นการควบคุมที่ทรงพลังขนาดไหน? แล้วถ้าอย่างนั้น ฉู่โม่วที่มีการควบคุมระดับนี้ เขาเป็นผู้สำเร็จทักษะกระบี่ระดับไหนกันแน่!?

ฟู่~

ไอจากการใช้ปราณกระบี่ถูกระบายออกมาจากร่างกายของฉู่โม่วราวกับเป็นหินร้อน

ฉู่โม่วนั่งฝึกฝนอยู่ในห้องเล็ก ๆ ที่ซึ่งในครานี้มันเต็มไปด้วยพลังจิตของเขาเอง ควบคู่ไปกับพลังปราณที่แผ่ซ่านออกมาราวกับภูเขาไฟที่กำลังปะทุ สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ หลอมซึมเข้าไปกับใยกระบี่ที่ระโยงระยางอยู่ทั่วห้องเสมือนเป็นสายธารที่ทอดผ่านกันไปมา

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ใยกระบี่เหล่านี้ราวกับมีชีวิต พวกมันค่อย ๆ ดีดกลับเข้ามาในร่างกายของฉู่โม่วทีละเส้น ๆ ก่อนจะเชื่อมเข้าหากันเพื่อทอดไปตามทวาราแห่งกระบี่ทั้ง 365 จุดบนร่างกายกับเส้นลมปราณที่หล่อเลี้ยงอยู่ทั่วทั้งร่าง

“กระจาย!”

จิตใจของฉู่โม่วถูกกระตุ้นอีกครั้ง และเส้นใยกระบี่เหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนแขนของเขา มันกระจายออกจากร่างของเขาอีกครั้งผ่านทวาราแห่งกระบี่ทั้ง 365 จุดและไปยึดเหนี่ยวกับทั่วทุกมุมห้อง

ผิดกับก่อนหน้า

ในครั้งนี้ เส้นใยกระบี่ดูจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า

และถึงแม้ว่ามันจะดูพันเกี่ยวกันจนแยกไม่ออก ทว่าหากมองดี ๆ ก็จะพบว่าเส้นใยกระบี่เหล่านี้เพียงแค่ทอดยาวขนานกันเท่านั้น หาได้พันเกี่ยวกันแต่อย่างใด

แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก!

มีเพียงเสียงมวลอากาศเบา ๆ ลอยเข้ามา ในขณะที่ร่างของฉู่โม่วนั้นเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางทะเลเส้นใยกระบี่ก็มิปาน

เส้นใยที่คมกริบนับไม่ถ้วนเหล่านี้เคลื่อนไหวตามที่ฉู่โม่วคิด เชือดเฉือนและสั่นคลอน ตัดขาดแม้กระทั่งอากาศ ยิ่งปล่อยไว้เนิ่นนาน… ก็ราวกับมันกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ!

ไม่รู้ว่านานขนาดไหน

เส้นใยกระบี่เหล่านี้ถึงจะค่อย ๆ หายไป จนกระทั่งเส้นใยทุกเส้นกลับไปอยู่ในร่างกายของฉู่โม่วดังเดิม

ทันทีที่กระบวนการเก็บเส้นใยจบลง

ฉู่โม่วก็ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึก ๆ

ฟู่!

ควันสีขาวโพลนถูกปลดปล่อยออกมารุนแรงเสมือนกาน้ำร้อนที่พ่นควันออกมา มันค่อย ๆ กระจายตัวไปในบรรยากาศและหายไปในที่สุด

“กระบี่สะบั้นดาราสวรรค์พัฒนาไปยังขั้นสูงขึ้นแล้ว!”

ขณะที่กำลังพึมพำอยู่กับตนเองนั้น บนใบหน้าของฉู่โม่วก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาด้วย

ถึงแม้ว่ากระบวนท่านี้จะยังไม่สมบูรณ์ดี

แต่ยังไงเสียมันก็เป็นกระบวนท่าระดับตำนาน ที่ต่อให้เป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาว หรือขนาดมหาราชันย์เทพยุทธ์เองก็ยังไม่อาจเริ่มฝึกฝนได้!

ทว่าในตอนนี้ ฉูโม่วสามารถฝึกไปถึงระดับสูงได้แล้ว! ที่ซึ่งเรียกว่าสูงเสียดฟ้าเลยก็ว่าได้

‘น่าเสียดาย…’

‘ที่การจะฝึกฝนกระบี่สะบั้นดาราสวรรค์นั้นยากมาก ๆ ขนาดฉันมีทักษะวิชากระบี่ระดับดาราลับฟ้าก็ยังทำได้แค่ถึงระดับสูงเอง’

‘ถ้าอยากจะฝึกให้สูงกว่านี้ เห็นทีฉันคงต้องพัฒนาทักษะวิชากระบี่ให้ก้าวหน้ากว่านี้ซะก่อน…’

ฉู่โม่วคิดกับตนเอง

ทักษะกระบี่นั้นถือเป็นสิ่งที่หาได้ยาก

ตั้งแต่ที่ฉู่โม่วได้ทักษะวิชากระบี่นี้มา เขาก็คอยสังเกตผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ มาโดยตลอด ซึ่งภายหลังจากที่ตรวจสอบทั่วทั้งฐานแล้ว เขาก็ยังไม่พบใครคนไหนเลยที่มีทักษะวิชากระบี่สูงถึงระดับดาราลับฟ้าเฉกเช่นเขา สำหรับคนทั่วไป ระดับ 5 เองก็หาได้ยากมาก ๆ แล้ว

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางพูดขึ้นพร้อมกับหยิบเอาสมบัติสองชิ้นของตนอย่างกระบี่และประคำหยกส่งให้

หลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจีไม่ได้รับในทันที แต่เลือกที่จะหันมองฉู่โม่วเชิงถามขออนุญาตก่อน

“ผู้ใหญ่ให้ของก็รับไว้เถอะ”

เขาพยักหน้ายินยอม

เห็นเช่นนั้น ทั้งสองก็แสดงสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะรับสมบัติทั้งสองชิ้นมา ในขณะเดียวกันก็กล่าวขอบคุณด้วยความเคารพ “ขอบพระคุณท่านราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง”

ราชันย์เทพยุทธ์สูงวัยลูบเคราตนเองและยิ้ม เขาเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง

แต่ก่อนที่จะได้พูด เขาก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างเสียก่อน อะไรบางอย่างที่ทำให้เขาต้องเพ่งมองไปยังหลี่เสวียนจีและหลี่โย่วเวย ในคราแรก แววตาของเขาตกตะลึง แต่ในวินาทีถัดมามันก็กลายเป็นเหลือเชื่อแทน

นัยน์ตาของราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางสั่นคลอนเล็กน้อย ในขณะที่สีหน้าก็ดูซีดเซียวลงไปราวกับได้เห็นภาพที่น่าเหลือเชื่อ

พักใหญ่ ๆ เขาถึงจะได้สติกลับมาอีกครั้ง

“ฉู่โม่ว…”

“ลูกศิษย์ทั้งสองของเธอ ช่างทำให้ฉันประหลาดใจจริง ๆ!”

เขาหันมองไปยังฉู่โม่ว พร้อมกับเปล่งถ้อยคำที่แสดงให้เห็นถึงความตกใจโดยที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

ได้ยินเช่นนั้น

ฉู่โม่วก็อดส่ายหน้าเบา ๆ แล้วยิ้มตอบไม่ได้ “กะไว้แล้วว่าผมคงต้องปิดบังคุณไม่ได้”

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางเป็นคนยังไง?

เติบโตขึ้นมาในยุคหายนะ เป็นหนึ่งในผู้ที่มีพรสวรรค์เลิศล้ำที่สุดในยุคนั้น มีตัวตนมานานกว่าสองร้อยปี และเป็นถึงราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวที่ยืนอยู่เหนือคนทั้งโลกและคอยเฝ้ามองการเกิดดับของปัญหาต่าง ๆ

ตลอดระยะเวลาสองร้อยปีมานี้ ไม่รู้ว่าเขาได้ผ่านตาผู้มีพรสวรรค์มากี่คนแล้ว และไม่รู้ด้วยว่าได้ผ่านเหตุการณ์ยิ่งใหญ่มามากมายขนาดไหน

ในสายตาของคนนอก ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางคนนี้คือผู้ที่เยือกเย็นประดุจปลายยอดเขา ไม่มีสิ่งใดมาทำให้จิตใจของคนคนนี้พะว้าพะวังได้

แต่ไม่ใช่กับชายที่อยู่ตรงหน้าเขานี้

ตั้งแต่แวบแรกที่เขาได้เห็นฉู่โม่ว ห้วงความคิดของเขาพลันสั่นสะท้านไปหมด แล้วยิ่งได้เห็นในสิ่งที่ฉู่โม่วกระทำ หลายต่อหลายครั้งเขาก็ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก

ตอนนั้นเขาคิดว่าฉู่โม่วได้กลายเป็นสิ่งที่เหนือมนุษย์ไปแล้ว

ทว่าวันนี้…

เมื่อได้เห็นศิษย์ของฉู่โม่วทั้งสองคน เขาก็ยิ่งตกใจมากกว่าครั้งก่อน ๆ ขึ้นไปอีก

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางเห็นได้ชัดเจนถึงพลังของเด็ก ๆ ทั้งสองคนนี้ ทั้งหลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจีที่มีอายุเพียงสิบเจ็ดและสิบหกปีเท่านั้น ทว่าพวกเขาทั้งคู่กลับแข็งแกร่งถึงขั้นจ้าวยุทธ์กันแล้ว!

อย่างที่ทราบกันดีว่าผู้ปลุกพลังไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สามารถฝึกฝนได้ก็ต่อเมื่ออายุสิบห้าปีบริบูรณ์เท่านั้น

ซึ่งนั่นหมายถึง

ทั้งสองคนนี้ ใช้เวลาเพียงหนึ่งถึงสองปีในการฝึกฝนเท่านั้น ก็ได้เป็นถึงขั้นจ้าวยุทธ์แล้ว! หากจะบอกว่าเป็นปีศาจ ก็ยังต้องเป็นปีศาจที่ขยันฝึกฝนมาก ๆ! ทั้งสองคนนี้จะมีความสามารถที่น่ากลัวขนาดไหนกันนะ!

แม้แต่ช่วงยุคโกลาหล ยุคที่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหล่าวีรบุรุษและสตรีได้เปล่งประกายเฉิดฉาย ทั่วทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยังไม่สามารถหาคนแบบนี้ได้เลย!

“ฉู่โม่ว…”

“เธอไปหาศิษย์ที่น่ากลัวขนาดนี้มาจากที่ไหนกัน?!”

ความประหลาดใจแบบสุด ๆ กระตุ้นให้ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนี้

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์