บทที่ 343 สร้างโลกในฝ่ามือสำเร็จ และ ออกจากเขตแดนลับ!
ครึ่งชั่วโมงให้หลัง
มิติเริ่มปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขาแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นรูปเป็นร่างของมิติ แต่มันก็ยังไม่มั่นคงนัก ยังว่างเปล่าและไร้ซึ่งสิ่งใด ๆ หากก้าวเข้าไปก็คงจะไม่ต่างอะไรกับมิติพกพานัก
ดังนั้นเขาจึงต้องพยายามปรับแต่งมิตินี้ต่อไป
ยึดตามกระบวนการของกระบวนท่าลับนี้ นี่เป็นเพียงระหว่างทางเท่านั้น
ไม่นาน
ฉู่โม่วก็เริ่มรู้สึกคันยิก ๆ ที่ฝ่ามือ ก่อนจะตระหนักได้ว่าบนฝ่ามือของเขานั้น ธาตุทั้งสี่อย่าง ดิน น้ำ ลมและไฟกำลังถูกกระตุ้นให้ลอยออกมาและเข้าไปในมิตินั้นอย่างต่อเนื่อง
ลำดับต่อมา
เขาเริ่มสังเกตเห็นโลกขนาดเล็กถูกสร้างขึ้นในฝ่ามือของตน ที่ซึ่งตอนนี้ยังเป็นเพียงชั้นโลกบาง ๆ ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหล ไม่ต่างอะไรกับต้นกำเนิดโลกจริง ๆ เลย
ขั้นตอนนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน
รวมถึงใช้ความละเอียดอ่อนมากด้วย หากครั้งหนึ่งมันเกิดความผิดพลาดขึ้น โครงสร้างของโลกอาจจะสิ้นสลายไปกับมือเลยก็ได้
เพราะงั้นแล้ว ฉู่โม่วจึงต้องตั้งสมาธิเป็นพิเศษ
เวลาผ่านไป จากหลักชั่วโมงก็กลายเป็นหลักวันในชั่วพริบตา
ในวันนี้
ซู่ม!
โลกในฝ่ามือของเขา จู่ ๆ ก็เกิดเสียงดังกังวานขึ้นมา มันกระตุ้นให้ฉู่โม่วต้องรีบให้ความสนใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาพบว่าโลกขนาดเล็กในมือของเขานั้น บัดนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นผืนดิน ผืนน้ำ ท้องฟ้า อากาศและความร้อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สายลม เปลวเพลิง ผืนดิน และแสงสว่าง
กระบวนการสร้างโลกในฝ่ามือนี้ เสร็จสมบูรณ์แล้ว!
เห็นเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็ผุดยิ้มขึ้นมาทันควัน
“หลังจากที่พยายามมาหลายวัน ในที่สุดก็เห็นผลแล้วสินะ!”
เขาถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ตัดสินใจที่จะทดลองอะไรสักหน่อย
ภายหลังจากที่เดินออกมานอกถ้ำแล้ว ฉู่โม่วก็ปลดปล่อยพลิตจิตของเขาออกไป เพียงไม่นาน เขาก็พบเข้ากับสัตว์อสูรระดับ 4 ขนาดกลางที่อยู่ไม่ไกลออกไปนัก จากนั้นเขาก็รีบมุ่งหน้าไปยังสิ่งนั้นทันที
ภายในป่า
หมาป่ายักษ์ที่มีเขี้ยวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ กำลังหมอบคลานอยู่ในพงหญ้า ด้วยแววตาที่ดุร้ายของมันนั้น เป้าหมายของมันคือสัตว์อสูรระดับ 1 ถึง 2 ที่อยู่ไม่ไกลนัก แม้อีกฝั่งจะเป็นสัตว์ที่ตัวเล็กกว่า แต่ด้วยสัญชาตญาณนักล่า มันก็ไม่ได้เคลื่อนไหวโดยประมาทแต่อย่างใด
ชัดเจน
มันมองอีกฝ่ายเป็นเพียงเหยื่อเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าตนเข้าสู่ระยะจู่โจมที่ดีแล้ว หมาป่ายักษ์ก็เตรียมจะกระโจนเข้าใส่เหยื่อ ทว่าตอนนั้นเอง จู่ ๆ ร่างของมันก็ลอยขึ้นโดยที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย และก่อนที่มันจะตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน สถานที่รอบ ๆ ตัวที่มันเคยอยู่ก็กลายเป็นโลกที่แปลกประหลาดไปเสียแล้ว
มีทะเลทราย ไร้ซึ่งต้นไม้และต้นหญ้า เป็นดินแดนที่แห้งแล้งโดยสมบูรณ์
เห็นเช่นนั้น
แววตาของมันก็แสดงความสงสัยออกมา เพราะมันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับมัน ทำไมมันถึงโผล่มาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้
หมาป่ายักษ์เดินวนไปรอบ ๆ ไม่นานนักมันก็เดินมาถึงสุดขอบผืนดิน ที่นี่เต็มไปด้วยคลื่นพลังที่วุ่นวายเต็มไปหมดจนสัตว์อสูรตนนี้รู้สึกกลัว
“บรู้วววววว!”
มันหอนคำรามขึ้นไปบนฟากฟ้า ราวกับจะพูดว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน! ปล่อยฉันออกไป!”
…
ที่โลกด้านนอก
เมื่อเห็นว่าหมาป่ายักษ์สามารถมีชีวิตรอดได้โดยไม่ได้รับผลกระทบอะไร ฉู่โม่วจึงรู้สึกเบาใจไปด้วย
เขาสะบัดมือ และปล่อยให้หมาป่ายักษ์กระเด็นลอยออกไปโดยไม่สนใจว่ามันจะไปโผล่ที่ไหนอีก จากนั้นเขาถึงเรียกเสี่ยวอู๋และอาไต๋ออกมาทีหลัง
“เจ้านาย เรียกฉันออกมาเร็วขนาดนี้ อยากให้ฉันช่วยหาสมบัติเหรอ?”
“ถึงแม้ว่าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันได้ แต่กับสถานที่แห่งนี้ มันก็ออกจะหายากอยู่หน่อย ๆ นะ!”
อาไต๋พูดเจื้อยแจ้วทันทีที่ออกมาได้
ในส่วนของเสี่ยวอู๋ ภายหลังจากที่ออกมาแล้ว เขาก็เอาแต่หมอบคลานอยู่กับพื้นด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะขยับตัวไม่สะดวกนัก
ยังไงเสียถ้ำที่ฉู่โม่วสร้างขึ้นมานี้ก็ยังถือว่าเล็กมากสำหรับสัตว์อสูรตัวใหญ่เช่นนี้ ยากที่จะสยายปีกได้
เห็นเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็พูดขึ้น “ที่เรียกออกมาตอนนี้ ไม่ได้จะให้เธอช่วยหาสมบัติหรอก แต่เพราะหาบ้านใหม่ให้เธอได้แล้วน่ะ”
“บ้านใหม่?”
อาไต๋ทำสีหน้าสงสัย ก่อนที่นกล่าสมบัติตนนี้จะนึกได้ถึงคำพูดของราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งที่ได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ทันทีทันใด คุณนกฝีปากกล้านี้ก็ถึงกับหน้าเสียและพูดด้วยน้ำเสียงหงอย “เจ้านาย นี่เจ้านายขายฉันไปแล้วงั้นเหรอ!?”
“ฮืออออ ฉันไม่อยากจะแยกจากเจ้านายไปนะ!… ได้โปรด อย่าให้ฉันไปอยู่กับคนอื่นเลย ฉันจะไม่พูดอีกแล้วว่าที่มันแคบเกินไป นะ เจ้านาย น้าาาา”
นกสาวร้องห่มร้องไห้
“คิดอะไรอยู่น่ะ? ฉันแค่สร้างมิติใหม่ขึ้นมา มันใหญ่กว่ากระเป๋าจิตอสูรที่เธออยู่ เลยจะให้เธอย้ายเข้าไปอยู่ในนั้นเฉย ๆ!”
ฉู่โม่วดีดหน้าผากอาไต๋ไปเบา ๆ และขึ้นเสียงให้เธอหยุดร้องไห้
“เจ้านายไม่ได้จะขายฉันจริง ๆ ด้วย!”
นกน้อยเลิกร้องไห้และพูดด้วยน้ำเสียงมีความสุขแทน
จากนั้น
เธอทบทวนสิ่งที่ฉู่โม่วพูดเมื่อครู่อีกครั้ง ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “ว่าแต่ มิติไหนเหรอ?”
เขาไม่ได้พูดอะไร นอกเสียจากยื่นมือไปข้างหนึ่ง และโบกมือนั้นผ่านอาไต๋และเสี่ยวอู๋ไป
วินาทีต่อมา
อสูรรับใช้ทั้งสองตนก็เหมือนว่าภาพที่ตาเห็นจะดับไป จนกระทั่งมองเห็นอีกครั้งก็พบว่าตนเองอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเสียแล้ว
“นี่เป็นโลกที่ฉันสร้างไว้บนฝ่ามือน่ะ มีแค่ฉันที่จะสามารถบงการได้ว่าใครจะสามารถเข้ามาได้บ้าง มีสถานะเป็นพระเจ้าที่ทั้งสร้างและทำลายล้างทุกสิ่งในโลกด้วยตัวฉันเอง…แต่ตอนนี้มันยังไม่เข้าที่เข้าทางสักเท่าไหร่ ไว้เดี๋ยวถ้าพลังของฉันแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต ฉันน่าจะให้กำเนิดชีวิตในโลกนี้เพิ่มได้ แล้วก็พื้นที่มันน่าจะขยายได้มากกว่านี้อีกเยอะเลย!”
ฉู่โม่วอธิบาย
น้ำเสียงเขาไม่ได้ดังนัก และพยายามป้องเสียงให้มันเข้าไปในโลกที่อยู่ในมือฝ่ามือของตน ดังนั้นภายในโลกใบเล็กนี้ เสียงของเขาจึงดังกังวานเสมือนฟ้าผ่าก็มิปาน
“โลกที่เจ้านายสร้างงั้นเหรอ?”
ทั้งอาไต๋และเสี่ยวอู๋ต่างพากันตกตะลึง
ถึงแม้ว่าทั้งสองจะเป็นสัตว์อสูร แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ซึ่งปัญญา มันย่อมเข้าใจได้อยู่แล้วว่าผู้ที่สามารถสร้างโลกได้ จะต้องมีพลังแข็งแกร่งขนาดไหน
“เจ้านาย สุดยอดไปเลย! ฉันละรู้สึกเป็นเกียรติจริง ๆ ที่ได้เป็นอสูรรับใช้ของท่าน!”
เมื่อได้สติกลับมา อาไต๋ก็รีบพูดขึ้นในทันที
ในส่วนของเสี่ยวอู๋
เขาลองสยายปีกของตนดู เดินไปรอบ ๆ ก่อนจะแสดงความพึงพอใจออกมา “ที่นี่กว้างขวางกว่ากระเป๋าจิตอสูรมากมายนัก… ขนาดฉันยังสามารถสยายปีกได้เลย… เจ้านาย พวกเราจะสามารถอยู่ภายในนี้ได้ตลอดเลยใช่ไหม?”
“แน่นอน”
ฉู่โม่วพยักหน้าและถามเพิ่ม “แต่พวกแกรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวกันหรือเปล่า?”
“พวกเรากลับมาแล้ว!”
มองไปยังคลื่นน้ำวนเบื้องล่างนี้ ทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนไม่ได้พบเจอกันนาน
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเข้าไปอยู่ในเขตแดนลับด้วยกันนานถึงสี่เดือน
แต่ในห้วงความฝันที่ต้องพบเจอ พวกเขาก็แยกกันอยู่ถึงสิบสามปี!
การที่ได้กลับมายังโลกแห่งความจริงเช่นนี้ มันจึงทำให้ทั้งสองรู้สึกไม่ชินกับสภาพร่างกายสักเท่าไหร่
ครืน!
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังรู้สึกถึงสิ่งต่าง ๆ อยู่นั้น ประตูมิติเบื้องหลังก็ปิดตัวลงอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นคลื่นกระจายวงกว้างในยามที่มันปิดสนิท
จากนั้นบานประตูดังกล่าวก็ค่อย ๆ ขยับเคลื่อนลงไปใต้ดิน
มันใช้เวลาเพียงไม่นานก่อนจะสงบนิ่งอยู่ใต้พื้นสมุทรจนไม่มีส่วนใดโผล่พ้นมาให้เห็นอีก
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ทั้งสองได้สติกลับมาด้วย
“ไปกันเถอะครับ เรายังอยู่ใต้ทะเลกันอยู่นะ!”
ฉู่โม่วพูดขึ้น
ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งรีบพยักหน้าตาม
ทั้งสองรีบทะยานขึ้นจากคลื่นน้ำวนใต้น้ำด้วยความเร็วสูง ในตอนนี้ เสาวารีที่เคยหมุนเป็นแนวทางลงมายังเบื้องล่างนี้ แม้มันจะยังคงตัวไว้ได้ แต่ความรุนแรงของมันก็ลดลงไปเยอะมากแล้ว
และสิ่งนี้ดูจะลดความรุนแรงลงมาตลอดเวลา
ถ้าหากมันยังเป็นแบบนี้ต่อไป
ไม่เกินสามวัน เสาวารีก็จะหายไปโดยสมบูรณ์ และเมื่อถึงเวลานั้น ทะเลก็จะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง
“ฉู่โม่ว ฉันจะกลับไปที่ฐานเลย คุณจะกลับไปกับฉันหรือเปล่า?”
ราชันย์เทพยุทธ์สาวกล่าวถาม
ได้ยินเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบกลับ “คุณกลับไปก่อนได้เลย ผมอยากจะสำรวจบริเวณนี้อีกสักหน่อยน่ะครับ”
“เข้าใจแล้ว ถ้างั้นฉันจะกลับไปก่อน ส่วนคุณก็อย่ากลับช้านักล่ะ ซีเวยจะได้ไม่เป็นห่วง!”
หญิงสาวพยักหน้าและย้ำเตือน
เธอในตอนนี้น่ะอยากจะขยับขึ้นเป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับสูงสุดจนใจจะขาดแล้ว เพราะงั้นเมื่อสบโอกาสจึงรีบมุ่งหน้ากลับฐานไปอย่างไม่รีรอ
ในเรื่องความปลอดภัยของฉู่โม่ว เธอไม่ได้เป็นกังวลแต่อย่างใด
เพราะเธอได้รู้แล้วว่าคนคนนี้แข็งแกร่งกว่าเธอมากนัก บนผืนทะเลเช่นนี้ ตราบใดที่ไม่ประมาท ก็จะไม่มีสิ่งใดทำอันตรายเขาได้เลย
“เข้าใจแล้วครับ คุณเองก็ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยแล้วกัน!”
ฉู่โม่วพูดทิ้งท้าย
ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งพยักหน้าช้า ๆ จากนั้นร่างของเธอก็กลายเป็นหยาดแสงและมุ่งหน้าสู่ชายฝั่งในทันที
เมื่อมองไปยังทิศทางที่เธอจากไป ฉู่โม่วค่อย ๆ ละสายตากลับมาหลังจากที่เธอหายไปแล้ว และมั่นใจว่าหลุดออกมาจากสัมผัสสวรรค์ของเธอได้เป็นที่เรียบร้อย
“ตอนนี้แหละ ได้เวลาไปสำรวจเกาะดอกซากุระหน่อยแล้ว!”
เขาผ่อนลมหายใจยาวและคิดกับตนเอง
ฉู่โม่วค่อนข้างจะสงสัยมาก ๆ ว่าทำไมอาณาจักรบนเกาะแห่งนี้ถึงสามารถรอดจากภัยอันตรายรุนแรงก่อนหน้าได้ทั้ง ๆ ที่อยู่ท่ามกลางท้องทะเลเช่นนี้
ดังนั้นเขาจำเป็นต้องหาคำตอบนี้ให้กับตนเอง
หมายเหตุ: สำหรับท่านผู้อ่านที่อ่านแบบออนไลน์ ขออนุญาตแก้ข้อมูลจากเกาะดอกเหมย เป็นเกาะดอกซากุระ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์