เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 403

บทที่ 403 อายุยืนยาวจนสามารถเรียกได้ว่า ไร้เทียมทานในหมู่มวลมนุษยชาติ!

การรู้เห็นอันน่าสะพรึงกลัวนี้เกิดขึ้นทั่วบริเวณโดยรอบอีกนับแสนกิโลเมตร สั่นสะเทือนทุกหัวใจจนทุกคนต้องหวาดกลัว

แต่ในขณะเดียวกัน

ภายในใจของพวกเขาก็ตระหนักได้ถึงความสุขเช่นกัน

คิดตามจากทิศทางที่ความแปลกประหลาดนี้หลั่งไหลมา มันชัดเจนแล้วว่ามาจากภายในสุดยอดฐานจงไห่ นั่นหมายถึงต้นเหตุของเหตุการณ์ที่น่ากลัวเหล่านี้ เกิดขึ้นจากผู้ปลุกพลังเผ่าพันธุ์มนุษย์!

ที่สำคัญกว่านั้น

ด้วยการรับรู้ที่น่าสะพรึงของโลกและสวรรค์ครั้งนี้ มันเปี่ยมไปด้วยปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่มากมาย รวมไปถึงปลดปล่อยเจตจำนงของพรสวรรค์ต่าง ๆ ออกมาด้วย หากพวกเขาสามารถกลืนกินมันได้ทั้งหมด พวกเขาจะต้องได้รับความแข็งแกร่งกลับมาอย่างมากแน่ ๆ!

“พระเจ้ากำลังอวยพรให้มนุษยชาติอยู่ เนื่องจากสุดยอดฐานจงไห่ของพวกเราเพิ่งจะผ่านวิกฤตการณ์มา รวมไปถึงมอบบุรุษผู้แข็งแกร่งให้ลงมาเกิดในฐานของพวกเราด้วย ไม่ผิดแน่ นี่แหละ คือคำอวยพรของพระผู้เป็นเจ้า!”

“สุดยอดฐานจงไห่ของพวกเรามีผู้วิเศษถือกำเนิดเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่งแล้ว!”

“ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าเขาเป็นใคร!”

“ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร นี่ก็ถือเป็นข่าวดีของมนุษยชาตินะ!”

“อย่ามัวแต่อ้ำอึ้ง! พวกเราต้องรีบฝึกฝนบ้างแล้ว รีบกลืนกินเจตจำนงที่หลั่งไหลอยู่ในอากาศตอนนี้เพื่อเพิ่มพลังเร็วเข้า!”

“ใช่ ๆ! นั่งลงแล้วฝึกฝน!”

ถึงแม้ว่าผู้ปลุกพลังหลายคนจะไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ทลายขีดจำกัดขั้นในครั้งนี้ แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกยินดี คนเหล่านี้นั่งขัดสมาธิลงไป และเริ่มนำเจตจำนงพรสวรรค์ที่หลั่งไหลออกมาจากฟากฟ้านั้นเข้ามาพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเอง

ผิดกับราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางที่เข้าใจทุกอย่างถ่องแท้

เมื่อการรับรู้ของโลกและสวรรค์สำแดงเดช ตอนนั้นเขากำลังพูดคุยอยู่กับราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง ราชันย์เทพยุทธ์แม่ทัพเหนือ ราชันย์เทพยุทธ์แสงบูรพา และคนอื่น ๆ ภายในโถงประชุมของตำหนักราชันย์เทพยุทธ์

ทันทีที่รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายนี้

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางก็ถึงกับต้องหยุดเรื่องที่พูดคุยกันและพูดเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “สำเร็จแล้วสินะ สมแล้วที่ได้ชื่อว่า ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์!”

ทุก ๆ คนต่างมีรอยยิ้มขึ้นมา

ถึงแม้ว่าฉู่โม่วจะเคยแสดงพลังที่สูงเทียบเท่ามหาราชันย์เทพยุทธ์มาก่อนหน้า แต่ขั้นที่แท้จริงของเขานั้นยังเป็นเพียงราชันย์ยุทธ์เท่านั้น ถึงการแสดงความเคารพ มนุษยชาติจะยอมเรียกเขาว่าราชันย์เทพยุทธ์ก็ตาม แต่นั่นก็เพียงแค่ในนามเท่านั้น บางคนกลับไม่ได้เคารพเขาถึงเพียงนั้น

ดังนั้นเรื่องในครั้งนี้จึงเป็นการสยบข้อกังขาเรื่องที่ฉู่โม่วสมควรเป็นราชันย์เทพยุทธ์หรือไม่เสียที

“ไปกันเถอะ พวกเราไปรอต้อนรับท่านราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์กันดีกว่า!”

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางยิ้ม

คนอื่น ๆ ภายในโถงก็พยักหน้าพร้อมเพรียงกันและพากันออกไปจากโถงประชุมแห่งตำหนักราชันย์เทพยุทธ์ทีละคน ๆ มุ่งหน้าตรงไปยังวิหารราชันย์เทพยุทธ์

วิหารราชันย์เทพยุทธ์ ภายในจารึกหลอมวิญญาณ

ฉู่โม่วยังคงดูดกลืนอณูแห่งชีวิตอย่างบ้าคลั่งอยู่

เพียงไม่นาน หินปฐมกาลระดับสูงกว่า 3 พันล้านก้อนก็ถูกดูดกลืนไปจนหมด โชคยังดีที่เขามีเลือดสัตว์อสูรเก็บไว้อีกร่วมแสนขวด ในตอนนี้ เขานำพวกมันมาใช้ครึ่งหนึ่งเพื่อสร้างทะเลเลือด จากนั้นก็ใช้พลังกายของเขาทั้งหมดในการดูดซึมเลือดเหล่านั้นที่ซึ่งอุดมด้วยอณูแห่งชีวิตเข้ามาในร่างกาย

ครืน!

ในขณะที่ฉู่โม่วกำลังจะเริ่มดูดกลืนอณูแห่งชีวิตที่อยู่ในเลือดอสูรนั้นเอง เขาก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรงมาจากร่างของตนเอง

เมื่อมองเข้าไปภายในร่างของตน เขาก็เห็นได้อย่างชัดเจน

เซลล์ทุกเซลล์ภายในร่างของเขากำลังสั่นอย่างรุนแรง และเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่หัวใจ เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ขยายเป็นบริเวณและลามไปเป็นอวัยวะก่อนจะลามไปยังแขน ขา กระดูก ในที่สุดก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งร่างกาย ทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปพร้อม ๆ กัน

ซุ่ม!

ซุ่ม!

ซุ่ม!

การเปลี่ยนแปลงนี้ค่อย ๆ เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ สังเกตได้จากที่ทั่วทั้งร่างของเขาส่งเสียงอื้ออึงออกมา ซึ่งเสียงเหล่านี้ก็ค่อย ๆ ดังถี่ขึ้นด้วยเมื่อเวลาผ่านไป

ในที่สุด…

ควบคู่ด้วยเสียง ‘เปรี๊ยะ’ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างในร่างกายได้แตกออก ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดก็หลั่งไหลออกมา บางสิ่งบางอย่างถือกำเนิดขึ้นจากส่วนที่ลึกสุดของจิตใจของเขาก่อนจะพุ่งกระจายไปทั่วทั้งร่างในเวลาไม่นาน

ไม่ว่ามันจะไปทางไหน

ฉู่โม่วก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเซลล์และร่างกายส่วนนั้นของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ ทุกอย่างสลายของเก่าทิ้งและสร้างของใหม่ขึ้นมาแทน

แม้จะมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

แต่ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ว่า ทั้งกล้ามเนื้อและเลือดต่างก็ได้รับการเติมเต็มและขัดเกลาจนบริสุทธิ์มากกว่าเดิม กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกายของเขาเหมือนถูกจัดสรรรูปร่างใหม่จนสมบูรณ์โดยไม่เว้นแม้แต่ส่วนเดียว

นี่คือการเปลี่ยนแปลงระดับชีวิต

ถึงเขาจะยังเป็นมนุษยชาติ แต่ในแง่ของอายุขัยนั้น เขาได้ต่างจากคนธรรมดาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหวเลยก็ว่าได้

เห็นได้ชัดสุดก็ออกมาจากเส้นต่าง ๆ บนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดหรือเส้นลมปราณ ลามไปถึงจิตวิญญาณ

ต่อให้ฉู่โม่วพยายามจะข่มกลิ่นอายเอาไว้และแสร้งทำเป็นคนปกติทั่วไป ร่างกายของเขาที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ก็จะเตะตาทุก ๆ คน และใครก็ตามที่เดินเข้ามาใกล้เขา ก็จะรู้สึกเกรงขามและเคารพเขาในขณะเดียวกัน

สิ่งนี้เป็นเพราะสัญชาตญาณการเข้าหาสิ่งที่งดงามโดยกำเนิดของสิ่งมีชีวิต

หากฉู่โม่วสามารถเข้าสู่จุดสูงสุดของชันย์เทพยุทธ์ได้ในอนาคต หรือสามารถเข้าสู่ขั้นเทียมเทพ ไม่ว่าเขาจะทำตัวสงบสุขท่ามกลางเหล่าผู้คนธรรมดาขนาดไหน เขาจะเปล่งประกายแสงเหมือนดวงดาวท่ามกลางคนเหล่านี้ จนทุกสายตาต้องหันมามอง

“ในที่สุด ฉันก็เข้าสู่ขั้นราชันย์เทพยุทธ์ได้แล้ว!”

“หลังจากที่เลื่อนขั้นได้ พลังกายของฉันก็เพิ่มขึ้นไปถึง 50,000 พลังมังกรทันที ด้วยการเพิ่มพลังของอณูแห่งชีวิต ฉันจะมีพลังราว ๆ 100,000 พลังมังกร เทียบเท่าได้กับราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 1 ดาว และถ้าฉันเพิ่มพลังอีก 500 เท่า ฉันก็จะมีพลัง 50 ล้านพลังมังกร แม้แต่ราชันย์เทพยุทธ์ระดับสูงสุดก็ไม่ใช่ศัตรูของฉันอีกต่อไป!”

คิดได้ดังนั้น

ฉู่โม่วลืมตาตื่น ซึ่งดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็เปล่งแสงสว่างออกมาพร้อม ๆ กันด้วย แสงนั้นพุ่งผ่านช่องว่างมิติและพุ่งสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังสถานที่ไกลแสนไกลในทันที จากนั้นที่ปลายทางของมัน พายุใหญ่พลันถือกำเนิดขึ้นมา

ในทันที

ความแข็งแกร่งจากทั่วทั้งร่างของเขาก็เริ่มถูกข่มลงไป ถึงแม้ว่าสีหน้าของเขาจะดูสงบนิ่ง แต่ร่างกายของเขาก็ยังปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวออกมาตลอดเวลา

นั่นเป็นเพราะการทลายขีดจำกัดที่เขาเพิ่งจะทำไปนั้น มันช่วยเปลี่ยนแปลงระดับของชีวิตให้เขาด้วย

ภายหลังจากที่ฉู่โม่วได้ปรับลมหายใจอยู่พักใหญ่ ๆ กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวนั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป

จากนั้น

ก็เริ่มทำให้ขั้นของเขามั่นคงขึ้น

อันที่จริง เขาไม่จำเป็นต้องทำให้มันมั่นคงขึ้นก็ได้ เพราะรากฐานของเขานั้นแข็งแรงมาก ๆ ต่อให้เขาเพิ่งจะทลายขีดจำกัดขั้นมา มันก็ยังแข็งแรงเหมือนเดิม ดังนั้นเพียงแค่ฝึกฝนต่อไปอีกไม่กี่สัปดาห์ หลังจากตื่นขึ้นมา ก็ออกจากจารึกหลอมวิญญาณนี้ได้แล้ว

ฉู่โม่วเพียงแค่เดินออกมาจากวิหารราชันย์เทพยุทธ์

“ยินดีด้วย ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ ยินดีที่ได้เป็นราชันย์เทพยุทธ์สมชื่อแล้วนะ!”

เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังขึ้นมา

ฉู่โม่วหันมองตามเสียงนั้น และพบว่าลำแสงมากมายกำลังมุ่งหน้ามาทางเขาและหยุดอยู่เบื้องหน้านั้น

นำโดยราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง

ห้อมล้อมด้วยราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง ราชันย์เทพยุทธ์แม่ทัพเหนือ ราชันย์เทพยุทธ์แสงบูรพา ราชันย์เทพยุทธ์มารอหังการ ราชันย์เทพยุทธ์มังกร ราชันย์เทพยุทธ์แท้จริง ราชันย์เทพยุทธ์ดับดาราและคนอื่น ๆ

“ยินดีกับราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ด้วยที่ทำการทลายขีดจำกัดได้สำเร็จ ดูเหมือนความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มขึ้นอีกมากเลยสินะ!”

“สมแล้วที่เป็นของขวัญแก่มวลมนุษยชาติ และสมแล้วที่เป็นของขวัญให้กับสุดยอดฐานจงไห่ของพวกเรา!”

“ในครานี้ ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ได้กลายเป็นผู้ไร้เทียมทานในเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปเสียแล้ว!”

เหล่าราชันย์เทพยุทธ์มากมายต่างยิ้มและกล่าวแสดงความยินดี ถ้อยคำของพวกเขาสุภาพมาก ๆ รวมถึงแววตาที่มองมายังฉู่โม่วก็ยังเต็มไปด้วยความนับถือ

ในตอนนั้น ฉู่โม่วสามารถสู้กับราชันย์เทพยุทธ์ระดับสูงสุดได้ แม้จะเป็นเพียงราชันย์ยุทธ์อยู่ ไหนจะตอนที่สุดยอดฐานจงไห่ถูกกองทัพสัตว์อสูรเข้าโจมตี เขาก็สามารถสู้กับอสูรระดับแม่ทัพอสูรได้ถึงแปดตนด้วยตัวคนเดียว ลำพังแค่นั้นก็ทำให้คนอื่น ๆ ต่างหวาดหวั่นในพลังของเขากันถ้วนหน้าแล้ว

ยิ่งในตอนนี้ที่เขาสามารถทลายขีดจำกัดขั้นได้ ความแข็งแกร่งของเขาย่อมเพิ่มขึ้นอีกเป็นอย่างมากแน่ ๆ พวกเขาเล็งเห็นเช่นกันว่าคนคนนี้แหละ ที่จะเป็นผู้ไร้เทียมทานแห่งมวลมนุษยชาติ ไม่สิ ไม่เพียงแค่มนุษยชาติ ทั่วทั้งดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้ รวมพวกสัตว์อสูรด้วย เขาไม่น่าจะเป็นรองสิ่งใดอีกแล้ว

ด้วยความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัว

ควบคู่กับพรสวรรค์ที่ทำให้ผู้คนต่างต้องตกใจ

อนาคตของฉู่โม่วจะต้องยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คนอื่น ๆ จะจินตนาการได้ และพวกเขาก็ทำได้เพียงเฝ้ามองฉู่โม่วก้าวเดินต่อไปนับจากตอนนี้เท่านั้น

ภายใต้ผลลัพธ์เช่นนี้ มันเป็นเรื่องปกติเลยที่เหล่าราชันย์เทพยุทธ์จะพากันแสดงความนับถือ

“พวกคุณก็พูดเกินไปแล้วครับ!”

ฉู่โม่วโค้งศรีษะและตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ แต่เดิมพวกเรากำลังพูดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีของเหล่าสัตว์อสูรอยู่พอดี แล้วคุณก็ได้บรรลุการทลายขีดจำกัดในขณะนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นเชิญคุณกลับไปยังตำหนักราชันย์เทพยุทธ์เพื่อพูดคุยและปรึกษาเรื่องนี้กับพวกเราด้วยเถิด!”

ในตอนนั้น ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางก็พูดเชิญชวนขึ้นมา

“ได้เลยครับ”

ฉู่โม่วไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด และเลือกที่จะพยักหน้ารับ

เพราะเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเหล่าสัตว์อสูรขึ้นมาจากใต้ท้องทะเลลึกได้อย่างไร

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์