บทที่ 48 ค้นหาผลึกซวนหยวนกับศิลาต้นกำเนิด!
“เจ้าพวกนี้ จริง ๆ แล้วคือตัวอะไรกันแน่?”
หลังจากการต่อสู้จบลง
ฉู่โม่วและหมัวซานซานได้เข้ามาตรวจสอบดูซากของสัตว์อสูรที่เข้ามาจู่โจมเมื่อครู่นี้
พวกเขาเห็นว่าร่างกายของพวกมันมีพลังมากกว่าปกติ มากเกินกว่าที่เหล่าสัตว์อสูรระดับ 2 ควรจะมี
ไม่ต้องพูดถึง
ความน่าสะพรึงก่อนที่มันจะตาย อสูรเหล่านี้สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ด้วย!
หากยึดเอาตามบันทึกโลกภายนอกนี้ เหล่าสัตว์อสูรที่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะอยู่กันที่ระดับ 5 เสียด้วยซ้ำ!
เพราะงั้นนี่มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย!
หากเจ้าพวกนี้เป็นสัตว์อสูรระดับ 5 จริง ๆ พวกเขาไม่มีทางที่จะรับมือได้แน่นอน!
โดยเฉพาะในเขตแดนลับแห่งนี้
เพราะที่นี่มีประตูมิติที่ค่อนข้างแคบ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสัตว์อสูรที่สูงกว่าระดับ 2 หลุดออกมาได้ หากว่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ป่านนี้พื้นที่บริเวณนี้คงถูกทำลายเพราะความปั่นป่วนจากการส่งร่างสัตว์อสูรเหล่านั้นผ่านประตูมิติเข้ามาแล้ว
แต่ความจริงตรงหน้าพวกเขากำลังทำให้ทฤษฎีที่ว่าสั่นคลอน หากพวกมันไม่ใช่ระดับ 5 จริง ๆ แล้วพวกมันคือตัวอะไร?
“ดูท่าว่าในเขตแดนลับนี่จะมีปริศนาให้ต้องไขอยู่อีกมากเลยนะ”
“คุณหนูหมัวครับ พวกเราคงต้องระมัดระวังกันให้มากขึ้นกว่าเดิมแล้ว… นำผลึกซวนหยวนกลับไปให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนสถานการณ์ระหว่างนั้น ค่อยดูกันอีกทีว่าจะรับมือยังไงได้บ้าง!”
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉู่โม่วก็พูดขึ้น
ได้ยินเช่นนั้น หมัวซานซานก็พยักหน้าเห็นด้วยกับเขา
ถึงแม้ว่าเขตแดนลับนี่จะดูน่าสนใจ แต่การสำรวจนั้นอาจต้องแลกมาด้วยชีวิตก็ได้
ในตอนนี้ การสำรวจเขตแดนลับยังถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ ทางที่ดีที่สุดคือรีบออกไปให้เร็วที่สุดเท่านั้น
เมื่อตัดสินใจเช่นนั้น
หมัวซานซานก็พูดต่อ “รักษาบาดแผลของทุกคนให้เร็วที่สุด แล้วพวกเราจะรีบค้นหาสิ่งที่ต้องการโดยใช้เวลาน้อยที่สุดค่ะ!”
“รับทราบ!”
กลุ่มของผู้ฝึกยุทธ์ตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน
ภายหลังจากโดนลอบโจมตีไป กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงกว่าสี่สิบคนก่อนหน้านี้สูญเสียสมาชิกลงไปมาก จนปัจจุบันเหลือไม่ถึงสามสิบคนแล้ว
ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้ากลายเป็นความกลัวที่ฝังใจ แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ทำให้พวกเขาอยากออกไปจากที่นี่เร็ว ๆ ไม่ต่างกันนัก
เมื่อการรักษาบาดแผลเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งหมดก็เริ่มเดินทางต่อ
ทว่า…
ครั้งนี้ ทุกคนต่างคอยระมัดระวังรอบตัวเป็นอย่างดี ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการลอบโจมตีจากสัตว์อสูรเหมือนตอนก่อนหน้านี้อีก
และแม้จะต้องคอยระมัดระวังรอบตัว
พวกเขาก็ไม่ได้เดินทางช้าลงแต่อย่างใด
เพียงชั่วโมงเดียว พวกเขาทั้งหมดก็เดินทางมาถึงหน้าผากันแล้ว
หน้าผานี้เป็นหน้าผาที่ยื่นออกมาเดี่ยว ๆ และสูงตระหง่าน นอกจากนี้ยังชันมากด้วย
แต่สิ่งที่พวกเขาสนใจหลังจากพบหน้าผาแห่งนั้น กลับเป็นปากถ้ำที่อยู่เบื้องล่างมากกว่า
“น่าจะเป็นที่นี่แน่เลยค่ะ!”
หมัวซานซานมองไปยังความมืดมิดที่อยู่ภายในถ้ำแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ฉู่โม่วมองตรงเข้าไปในนั้น
มันคือผาที่ลึกจนไม่อาจเห็นก้นบึ้งได้ นอกจากนี้ ภายในนั้นยังไม่ปรากฏสิ่งใดอยู่เลยด้วย
“พวกคุณรออยู่ที่นี่ก่อน ฉันกับคุณฉู่โม่วจะเข้าไปตรวจดูข้างในเอง”
ตอนนั้นเอง หมัวซานซานก็ออกคำสั่งไว้
ลึกลงไป มีถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่ซ่อนของผลึกซวนหยวนจริง ๆ ซึ่งแร่ที่ว่านี้ถือเป็นสมบัติบรรพกาลที่โลกและสวรรค์เก็บซ่อนไว้ให้พ้นจากมือมนุษย์ ดังนั้นแล้วมันจึงมีค่ามาก
ถึงแม้ว่าผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้จะเป็นบุคคลที่พันธมิตรพ่อค้าหยกแก้วไว้วางใจมาตลอด แต่ยังไงเธอก็ต้องระวังพวกเขาเอาไว้ด้วยเหมือนกัน
ยังไงเสีย
ใจคนก็ยากแท้หยั่งถึง…
ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น ๆ ไม่ได้รู้ว่าหมัวซานซานกำลังคิดอะไร เพราะงั้นหลังจากได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็พยักหน้ารับแต่โดยดี
ด้วยเหตุนี้
หมัวซานซานจึงส่งสายตาให้ฉู่โม่ว จากนั้นทั้งสองก็เดินตามกันเข้าไปภายในถ้ำที่อยู่ใต้หน้าผาสูงด้วยความระมัดระวัง
ภายในถ้ำนี้ดูค่อนข้างกว้างก็จริง แต่ทางที่เดินได้นั้นกลับคับแคบสักหน่อย
ทั้งสองเดินไปตามทางอยู่พักใหญ่ และเมื่อเดินได้ราวสิบกว่ากิโลเมตร ตรงหน้าของพวกเขาก็ปรากฏกลุ่มแสงสว่างขึ้นมา
ฉู่โม่วเปลี่ยนสีหน้า ข้อสันนิษฐานของเขาไม่ผิดจริง ๆ!
เมื่อครั้งที่ได้ออกไปด้านนอกฐานลู่หยาง เขารู้มาจากโจวชี่ว่าบนโลกใบนี้มีสมบัติบรรพกาลถูกซ่อนเอาไว้อยู่ภายใต้ธรรมชาติที่พยายามบดบังสายตา
ครั้งนั้น… หลังจากที่ฉู่โม่วฝ่าเข้าไปด้านใน เขาได้พบกับแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณหมื่นปี และมันก็ช่วยทำให้พลังกายของเขาเพิ่มมากขึ้นด้วย
และในตอนนี้
เมื่อเห็นว่าผนังถ้ำเหล่านี้มีสภาพเป็นเหมือนกำบังธรรมชาติ มันเลยทำให้เขาอยากจะรู้ว่าด้านในมีอะไรอยู่
มันจะต้องเป็นสิ่งที่สุดยอดมากแน่ ๆ!
หมัวซานซานเก็บเกี่ยวผลึกซวนหยวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เผอิญเห็นท่าทีที่แปลกไปของฉู่โม่ว เธอจึงอดที่จะถามไม่ได้
“ฉู่โม่ว ตรงนั้นมีอะไรเหรอ?”
หญิงสาวถามด้วยความสงสัย
“ข้างหลังนี่น่าจะมีอะไรซ่อนเอาไว้อยู่อีกมากเลย เข้าไปดูกันเถอะ!”
พูดตอบไปเช่นนั้นแล้ว ฉู่โม่วก็เป็นฝ่ายเดินนำเข้าไปก่อน
เมื่อหมัวซานซานเห็นแบบนั้นแล้ว เธอก็ไม่ได้ลังเลที่จะเดินตามเข้าไปด้วย
พื้นที่ที่ซ่อนอยู่นี้ แม้ตอนแรกมันจะมืดสนิท แต่เพียงไม่นาน มันก็สว่างขึ้นมา
เมื่อชายหนุ่มหันมองโดยรอบ ก็พบว่าที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ขนาดราวสิบคูณสิบตารางเมตรเท่านั้น
ที่ตรงกลางมีคริสตัลขนาดเท่ากำปั้นปรากฏอยู่
รอบ ๆ คริสตัลนั้นมีสภาพของมิติที่บิดเบี้ยวปรากฏอยู่ให้เห็นอย่างเลือนราง แต่ความบิดเบี้ยวนั้นก็รุนแรงพอที่จะทำให้ห้วงอากาศรอบมันส่งเสียงเสมือนว่ามีกระแสไฟฟ้าวิ่งอยู่จนน่ากลัวอยู่ตลอด หากไม่ระวังอาจจะไม่เป็นผลดีกับตัวเองก็ได้
“นี่…นี่มัน…”
เมื่อมองไปยังคริสตัลดังกล่าว สีหน้าของหมัวซานซานก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก เธออุทานออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ “จริง ๆ ด้วย… นี่คือ ศิลาต้นกำเนิด!”
“อะไรคือศิลาต้นกำเนิด?”
ฉู่โม่วถาม
“ศิลาต้นกำเนิด เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้างทุกครั้งที่มีโลกขนาดเล็กถูกทำลายลงไป สิ่งนี้จะอัดแน่นไปด้วยต้นกำเนิดของโลกใบนั้น เสมือนเครื่องบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้สิ่งมีชีวิตในโลกอื่นได้รับรู้ แล้วถ้าถูกดูดกลืนเข้าไป… มันสามารถทำให้มนุษย์เข้าถึงพลังแห่งห้วงมิติได้ด้วยนะ!”
หมัวซานซานอธิบายด้วยความตื่นเต้น
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของฉู่โม่วก็แสดงความสนใจออกมาเช่นกัน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์