บทที่ 5 ภารกิจไล่ล่า “นายหาเรื่องตายเองนะ”
ภายในห้องฝึกซ้อม
ฉู่โม่วเหงื่อท่วมร่างราวกับเพิ่งไปตากฝนมา
หมัดที่ถูกกำแน่นซัดเข้าที่เครื่องวัดพลังกายตรงหน้าอีกครั้งและอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาลและตามมาด้วยค่าตัวเลขที่ขยับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
1.49 ตัน!
1.51 ตัน!
1.48 ตัน!
1.50 ตัน!
ตึง!
เมื่อหมัดสุดท้ายถูกปล่อยออกไปพร้อมกับพลังสายฟ้าที่อัดแน่นในมือนั้น เสียงเนื้อที่ปะทะกับเครื่องวัดก็ดังสนั่นราวกับถูกชนด้วยรถบรรทุก
ค่าพลังที่วัดได้พุ่งก้าวกระโดดจนน่าสะพรึงกลัว!
3.01 ตัน!
พลังกายระดับกลางนี่มันเยี่ยมไปเลยจริง ๆ!
แค่เดือนเดียวฉันก็สามารถเพิ่มพละกำลังของตัวเองได้มากกว่า 0.45 ตันแล้ว! พลังกายเข้าสู่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลาง ส่วนธาตุสายฟ้าก็เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับปลาย!
ถ้าได้พวกเลือดอสูรมาช่วย ความแข็งแกร่งของฉันก็จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่านี้อีก…
“แค่คิดก็ตื่นเต้นไปหมดแล้วแฮะ อัตราการเติบโตของฉัน ต่อให้เฉินซีเวยก็ไม่มีทางตามทันได้แน่!”
หรือถ้าให้พูด…
ฉู่โม่วยืดหลังตรง พลางค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจขณะมองไปยังค่าพลังหมัดที่แสดงเด่นชัดอยู่บนเครื่องวัดความแข็งแกร่ง แววตาของเขาดูเปี่ยมไปด้วยความหวัง “ฉันคืออัจฉริยะคนใหม่แห่งฐานลู่หยาง!”
ด้วยพลังกายเนื้อขั้นกลาง!
และธาตุสายฟ้าระดับ 2!
หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปล่ะก็ มันน่าจะถือเป็นข่าวใหญ่พอที่จะให้เหล่าผู้มีอิทธิพลในฐานลู่หยางต่างพากันปูพรมแดงมาต้อนรับเขากันให้พรึบพรับแน่ ๆ!
ส่วนในสถาบัน เขาก็อาจจะได้รับการเลื่อนขั้นไปยังคลาสพิเศษ!
แต่…
“มันทำแบบนั้นได้ซะที่ไหนเล่า…”
ฉู่โม่วส่ายหน้า
“ฉันที่ไม่เคยมีความสามารถ และถูกจดจำว่าเป็นคนธรรมดามาตลอด จู่ ๆ เปิดเผยเรื่องพลังระดับนี้ไป มีหวังได้ตกเป็นเป้าสายตาจากสังคมและถูกสงสัยขึ้นมาแน่ ๆ!”
หลังใช้ชีวิตในโลกที่ล่มสลายมาหลายปี ชายหนุ่มย่อมเข้าใจถึงธรรมชาติมนุษย์ได้ดีอยู่แล้ว เขาต้องกลายเป็นเป้าหมายของคนขี้อิจฉาอย่างแน่นอน
แม้ว่าหากทำแบบนั้นแล้วจะสามารถฝึกฝนได้อย่างเต็มกำลัง แต่มันก็เสี่ยงมากเกินไป!
“ตอนนี้ยังไงก็ต้องพึ่งระบบกลืนกินนี่ไปก่อน เพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น!”
“ไว้ถึงขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ได้แล้วค่อยว่ากัน! เมื่อถึงตอนนั้นฉันจะไม่ต้องมาคอยกลัวใครทั้งนั้น!”
คิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็พยายามเก็บความตื่นเต้นเอาไว้
หลังจากปาดเหงื่อที่ไหลซึมตามร่างกายแล้ว เขาก็เดินออกจากห้องซ้อมและหยิบเอาเนื้อบางส่วนออกมาจากตู้เย็นเพื่อทำอะไรทาน
อาหารเกือบห้ากิโลกรัมถูกเขมือบไปจนหมดราวกับสายลมที่พัดผ่านอย่างรวดเร็ว
แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพราะเขาอยู่ในช่วงฝึกฝน ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ ยิ่งทานมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทดแทนพลังงานที่หายไปได้ดีมากเท่านั้น
นี่ขนาดเขายังไม่ถึงขั้นผู้ฝึกยุทธ์นะ
ฉู่โม่วได้ยินมาว่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์นั้น แม้จะเป็นขั้นต้นก็ยังต้องกินอาหารทีละเกือบห้ากิโลกรัมต่อมื้อหนึ่งเลยด้วยซ้ำ!
จนกว่าจะขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ที่สามารถกลืนกินพลังแห่งโลกและสวรรค์แทนได้ ระหว่างนั้นเขายังจำเป็นต้องทานอาหารเป็นปริมาณมากอยู่
หลังจากทานอาหารเสร็จและอาบน้ำอาบท่า ฉู่โม่วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเตรียมจะออกจากบ้านไปอีกครั้ง
เขาไม่ได้ไปสถาบันมาสองเดือนแล้ว
ตั้งแต่ที่โลกใบนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง การเรียนการสอนแบบปกติก็ถูกระงับไป นักเรียนจากสายการเรียนปกติจึงถูกโอนย้ายไปเรียนรู้วรยุทธ์กัน รวมถึงสถาบันการศึกษาก็สถาปนาตนเองเป็น ‘สถาบันฝึกสอนวรยุทธ์’ กันไปด้วย
ทีแรก… นักวิทยาศาสตร์ตั้งใจจะให้เด็กแรกเกิดฝึกฝนวรยุทธ์เลยด้วยซ้ำ!
แต่หลังจากการวิจัยแล้วว่าสิ่งนี้ไม่เหมาะกับเด็กแรกเกิด เพราะมันยังมีความลับซ่อนอยู่อีก ข้อสรุปจึงไปลงอยู่ที่เด็กตั้งแต่อายุสิบห้าปีที่ร่างกายเติบโตแข็งแรงดีเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ปลุกพลังในร่างกายให้ตื่นและฝึกฝนกายเนื้อให้พร้อมสำหรับการเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้
เพราะถ้าไม่ใช่วัยนี้
การฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่ที่อายุยังน้อยเกินจะทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายมีปัญหา
ในเคสที่รุนแรงที่สุด มันอาจจะทำให้อณูแห่งชีวิตกลายเป็นผลเสียกับร่างกาย และพรากชีวิตเด็กคนนั้นไปได้
เช่นนั้นแล้วจึงมีแต่เด็กที่เรียนจบมัธยมต้นแล้วเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้าเรียนต่อในสถานบันฝึกสอนวรยุทธ์ได้
และด้วยแต่ละคนมีวิธีการฝึกฝนที่แตกต่างกัน ทางสถาบันจึงค่อนข้างจะหละหลวมในการควบคุม
มันเป็นเรื่องปกติที่นักเรียนแต่ละคนจะฝึกมาจากที่บ้านของตนเอง และไปสถาบันก็ต่อเมื่อพบเจอกับปัญหาเกี่ยวกับวรยุทธ์ หรือไม่ก็ตอนที่ทางสถาบันจัดภารกิจไล่ล่าเท่านั้น
ครั้งนี้ฉู่โม่วเดินทางไปที่สถาบันเพราะเขารู้มาว่าชั้นเรียนกำลังจัดภารกิจไล่ล่าอยู่!
แถมยังเป็นภารกิจที่บังคับให้ทุกคนเข้าร่วมด้วย!
เฉินซีเวยออกไปหาซื้อเนื้อในวันนี้ เพราะฉะนั้นฉู่โม่วจึงไม่ได้ไปกล่าวลาด้วยตนเองและแปะโน้ตไว้ให้แทน เขาปิดประตู ก่อนเดินทางไปที่สถาบันทันทีหลังมั่นใจว่าไม่ลืมอะไร
ครึ่งชั่วโมงให้หลัง
ฉู่โม่วก็เดินทางมาถึงหน้าประตูทางเข้าของสถาบันลำดับหนึ่งแห่งฐานลู่หยาง
ฐานนี้มีสถาบันหลายแห่งที่สอนวรยุทธ์ให้แก่นักเรียน รวมถึงมีโถงฝึกซ้อมขนาดใหญ่ไว้ให้พวกเขาด้วย
คือคลาสที่รวมเหล่าพวกเด็กอัจฉริยะแห่งรุ่นภายในสถาบันอันดับหนึ่งแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกอยู่เพียงยี่สิบสามคนเท่านั้น
ทุก ๆ คนภายในคลาสพิเศษนั้นล้วนแต่เป็นทายาทของตระกูลที่น่าเกรงขามในฐานลู่หยางกันทั้งนั้น!
ใครก็ตามที่สามารถเข้าไปอยู่ภายในคลาสพิเศษได้ มันก็การันตีเลยว่าคนคนนั้นจะได้ผลประโยชน์ในอนาคตอีกนับไม่ถ้วน!
อีกสิ่งหนึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นเด็กที่ชื่อ โจวชี่ ผู้ที่ซึ่งอยู่คลาสเดียวกับฉู่โม่ว คือคนที่มีวี่แววว่าจะได้ถูกบรรจุเข้าไปในคลาสพิเศษอีกคนหนึ่ง เช่นนั้นแล้วจะให้เพื่อนร่วมชั้นของเขาไม่อิจฉาได้อย่างไร? ใครบ้างที่จะไม่อยากมีอนาคตมั่นคง?
ขณะนั้น
โจวชี่ผู้เป็นคนที่ถูกกล่าวขานของทุกคนนั้นกำลังนั่งฟังถ้อยคำเยินยอนี้อยู่ด้วย ใบหน้าเขาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจสุด ๆ
และทันทีที่โจวชี่หันมาเห็นฉู่โม่วผู้เพิ่งจะเดินเข้ามา แววตาคู่นั้นก็เปล่งประกายจนออกนอกหน้า “ฉู่โม่ว! นี่แกยังกล้าเข้ามาเหยียบในคลาสนี้อีกเหรอ ทั้งที่เป็นไอ้อ่อนปวกเปียกเหมือนหนอนแมลงเนี่ยนะ?”
ได้ยินเช่นนั้น ทุก ๆ คนในคลาสเรียนก็หันมามองที่ฉู่โม่วอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ฉู่โม่วมาจริง ๆ ด้วยเหรอ?”
“คนที่ไม่มีพรสวรรค์อย่างหมอนั่นจะมาทำไมน่ะ?”
“แบบนี้ก็ดีสิ เห็นเขาว่าโจวชี่น่ะชอบเฉินซีเวยมาตั้งนานแล้ว เขาทั้งไล่ตามตื๊ออยู่ทุกวี่ทุกวัน แถมยังเคยพูดไว้ด้วยนะว่าถ้าวันใดเขาเอาชนะฉู่โม่วได้ เขาจะขอเฉินซีเวยเป็นคู่หมั้นแทนด้วย หรือว่านี่จะเป็นเวลาที่ฉันได้เห็นไอ้หนูตกถังข้าวสารนี่เสียข้าวสารที่หล่อเลี้ยงมันมากันนะ? น่าสนใจจริง ๆ”
“ถ้าเจ้านั่นมาเพราะตั้งใจจะร่วมภารกิจล่ะก็ ฉันว่าโจวชี่ไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ แน่!”
“เอาน่า… ก็น่าดูไม่ใช่หรือไง?”
ทุกคนในห้องกระซิบกระซาบกัน ทุกถ้อยคำล้วนเต็มไปด้วยความดูถูก
ซึ่งนี่ไม่ได้เกินจากที่ฉู่โม่วคิดไว้สักเท่าไหร่
โจวชี่ลุกและเดินฝ่าฝูงชนมาหาฉู่โม่ว
สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยร่องรอยความเย้ยหยัน “ฉันไม่คิดเลยนะเนี่ยว่านายจะกล้ามาร่วมภารกิจไล่ล่าวันนี้ด้วย”
“แต่ก็ดี ฉันจะได้ใช้โอกาสนี้ทำอะไรให้นายดูสักหน” เขายื่นหน้าไปใกล้ แล้วพูดด้วยเสียงเบา “ปกติ… นายชอบหลบอยู่หลังเฉินซีเวยสินะ?”
“เดี๋ยวฉันจะแสดงให้นายเห็นเองว่าภาพเฉินซีเวยต้องมาร้องไห้อ้อนวอนฉันมันเป็นยังไง!”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
ทว่าหลังจากได้ยินเช่นนั้น ฉู่โม่วก็หรี่ตาลงและฉายแววเฉียบคมออกมา “นายหาเรื่องตายเองนะ”
“ว่าไงนะ? นี่นายคิดว่าคนอย่างนายจะฆ่าฉันได้เหรอ?” โจวชี่ทำสีหน้าราวกับเพิ่งได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในโลก เขาหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหันไปพูดกับเพื่อนร่วมคลาสคนอื่น ๆ ด้านหลังตน “ดูสิ! เนี่ยแหละความเจ้าอารมณ์ของพวกหมาขี้แพ้ ท้ายสุดเดี๋ยวมันก็จะต้องเสียใจที่มาเหิมเกริมกับคนอย่างฉัน!”
พูดจบ เขาก็หันกลับมามองหน้าฉู่โม่ว
โจวชี่แสร้งทำเป็นปัดคอเสื้อให้คู่กรณี และพูดผ่านเส้นโค้งบนเรียวปาก “ฉันรู้ว่านายอยากจะให้ฉันตายเดี๋ยวนี้เลย แต่… จะแนะนำอะไรให้นะ”
“นายควรเอาเวลาไปคิดว่าจะรอดจากภารกิจครั้งนี้ยังไงจะดีกว่า!”
พูดจบ เสียงหัวเราะของโจวชี่ก็ดังลั่นไปทั้งห้องเรียน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์