บทที่ 85 หนทางทลายขีดจำกัดเข้าสู่การเป็นปรมาจารย์ยุทธ์
“อย่างไรก็ตาม นี่ก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่ร้ายแรงอะไรขนาดนั้น!”
ขณะที่ฉู่โม่วกำลังใจสั่นอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสิ่นจิ้นพูดขึ้นมา “อย่างที่ฉันกับสีอิ้งได้ไปดูสถานที่ด้วยตนเอง รอยแยกนี้เพิ่งจะก่อตัวขึ้น มันยังเล็กมาก ถึงแม้ว่าจะค่อย ๆ ขยายใหญ่ แต่ก็น่าจะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน และเมื่อมันขยายใหญ่จนพอแล้ว เมื่อนั้นสัตว์อสูรถึงจะออกมา!”
“อนึ่งฉันติดต่อไปยังฐานจินหลิงและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่ไปแล้ว ทางด้านฐานจินหลิงก็เล็งเห็นถึงเรื่องนี้ พวกเขาให้ความสนใจแล้วตอบกลับมาว่าจะส่งหน่วยสนับสนุนเข้ามาช่วย ตัวฉันเองก็จะช่วยจัดการรอยแยกนี้ด้วยอีกแรงหนึ่ง”
ฟังเช่นนั้นแล้วฉู่โม่วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาพูดถามขึ้นมา “งั้นในเมื่อสถานการณ์มันเป็นเช่นนี้ แสดงว่าวิกฤตที่ฐานลู่หยางต้องเจอน่าจะบรรเทาลงแล้ว แบบนี้ทำไมบรรยากาศถึงดูไม่สดใสเลยล่ะครับ?”
ในทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา เสิ่นจิ้นก็ถอนหายใจ
คนอื่น ๆ ภายในห้องเองก็อดไม่ได้ที่จะหันมองหน้ากันเองด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนไปด้วย
“ก็เพราะแบบนั้นแหละ…”
ปรมาจารย์ยุทธ์สีอิ้งที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้น “ถึงแม้ว่าฐานจินหลิงบอกจะส่งหน่วยสนับสนุนมาช่วยจริง ๆ แต่เพราะรอยแยกนี้มันเกิดใกล้กับฐานลู่หยาง พวกนั้นอยากให้เราส่งคนเข้าไปสำรวจภายในรอยแยกก่อนถึงความแข็งแกร่งของพวกสัตว์อสูรภายในนั้น…”
ฉู่โม่วเข้าใจได้ในทันที
มันเป็นเพราะฐานจินหลิงไม่อยากเอาคนของตนเองเข้ามาเสี่ยงกับอันตรายที่อยู่ภายในนั้นนี่เอง ดังนั้นจึงพยายามจะลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด ก็เลยขอให้ทางฐานลู่หยางส่งคนเข้าไปด้านในก่อน
“รอยแยกมิติเช่นนี้มีอันตรายมากมายซ่อนอยู่ภายใน อย่างน้อย ๆ คนที่จะเข้าไปได้ก็ต้องเป็นระดับปรมาจารย์ยุทธ์เสียก่อน ทั้งนี้เพื่อจะได้ทดสอบความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรได้ด้วย เพราะงั้นแล้ว… ข้าเลยคิดว่าปรมาจารย์ยุทธ์สี่คนสำหรับงานนี้น่าจะเหมาะสม แต่คนที่สี่นั้นไม่สามารถญาติดีกับเสิ่นจิ้นได้ สาเหตุที่ต้องใช้ปรมาจารย์ยุทธ์นั้นก็เพราะฉันค่อนข้างมั่นใจว่าภายในนั้นจะต้องมีสัตว์อสูรระดับ 5 อยู่แน่ เสิ่นจิ้นเพิ่งจะบาดเจ็บหนักจากเมื่อครั้งต้องต่อสู้กับสัตว์อสูรที่มาบุกเมือง แม้ภายนอกจะดูหายดีแล้วแต่พลังของเขายังไม่ฟื้นกลับขึ้นมาอย่างสมบูรณ์”
“ดังนั้นหากเขาเข้าไปในรอยแยกและเผอิญเจอเข้ากับสัตว์อสูร เขาจะต้องตายแน่ ๆ!”
พูดเช่นนั้น สีอิ้งก็ถอนหายใจและหันกลับมามองฉู่โม่ว “ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงอยากจะขอให้คุณฉู่ช่วยนำพาพวกเราเข้าไปตรวจสอบภายในรอยแยกนั้นทีได้ไหม?”
พูดจบ
ทุกคนรวมถึงเสิ่นจิ้นด้วยก็หันมามองฉู่โม่วด้วยความคาดหวัง
“ผมทำให้ก็ได้ครับ!”
ภายใต้ความคาดหวังของทุกคน ฉู่โม่วก็ใจเต้นแรงขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าแล้วพูดออกไป
เหตุผลสำคัญที่ทำให้เขายอมที่จะเข้าไปนั้น ไม่ใช่เพราะฉู่โม่วต้องการจะเสียสละแต่อย่างใด แต่นี่เกิดจากการไตร่ตรองมาดิบดีแล้วภายในใจ
อันดับแรกเลย เสิ่นจิ้นถือเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งรวมถึงเป็นอาจารย์ของเฉินซีเวยด้วย หากฉู่โม่วปฏิเสธที่จะเข้าไป คนคนนี้จะต้องนำปรมาจารย์ยุทธ์อีกสามคนเข้าไปด้วยตนเอง และนั่นค่อนข้างจะตายตัวว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่รอดแน่
ยังไงเสียเสิ่นจิ้นก็เป็นคนที่เฉินซีเวยเคารพนับถือ เขาช่วยเธอเอาไว้เยอะ หากฉู่โม่วปล่อยให้เขาตาย เฉินซีเวยจะต้องเสียใจมากแน่ ๆ
เรื่องที่สอง
การที่ฉู่โม่วมาที่นี่ก็หวังที่จะถามถึงวิธีที่จะทลายขีดจำกัดของร่างกายขั้นจอมยุทธ์ขึ้นไปอีกขั้น
ถ้าหากเขาปฏิเสธการขอความช่วยเหลือไปตอนนี้ การที่เขาจะขอความช่วยเหลือกลับมันคงเป็นเรื่องที่หนักใจพอสมควร บางทีพวกเขาอาจจะปิดบังกุญแจสำคัญที่จะพาเขาเลื่อนระดับไปเพียงเพราะเขาไม่ยอมช่วยเหลือก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เพราะงั้นแล้ว
เขาจึงตกลงที่จะช่วย
ทางฝั่งของเสิ่นจิ้นและคนอื่น ๆ ที่ได้ยินคำตอบของฉู่โม่ว พวกเขาต่างก็แสดงความยินดีกันถ้วนหน้า
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือครับ คุณฉู่!”
“ด้วยพลังของคุณฉู่ ภารกิจครั้งนี้จะต้องผ่านพ้นไปด้วยดีแน่ ๆ!”
พวกเขาแสดงคำขอบคุณ
บรรยากาศอึมครึมในตอนแรกนั้น บัดนี้ได้คลี่คลายลงไปเยอะแล้ว
“ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้ ยังไงซะผมก็เป็นหนึ่งในสมาชิกฐานลู่หยางอยู่แล้ว ผมเองก็ไม่อยากจะให้ฐานต้องถูกทำลายเพราะสัตว์อสูรที่มาจากรอยแยกมิตินั้นเหมือนกับทุกคนนั่นแหละ”
ปรมาจารย์ยุทธ์สีอิ้งก็เหมือนจะคิดอะไรขึ้นมาได้ เขารีบถามทันที “คุณฉู่ได้ทำการทลายข้อจำกัดพลังกายขณะที่ยังเป็นขั้นจอมยุทธ์ไปแล้วหรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
อย่างไรก็ตาม เขารีบรวบรวมสติกลับมาแล้วพูดต่อ “ฉันทลายขีดจำกัดของขั้นจอมยุทธ์ได้ตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ๆ ในตอนนั้น ฉันเป็นคนที่หยิ่งผยองและอยากเติบใหญ่ให้มากกว่านี้ เพราะงั้นจึงเลือกที่จะออกจากฐานเล็ก ๆ อย่างลู่หยางไป ดังนั้นหลังจากที่ทลายขีดจำกัดได้แล้ว ฉันจึงเลือกไปยังฐานใหญ่ ๆ ก่อนจะมายังฐานจินหลิง”
“ด้วยความบังเอิญ ฉันได้ยินเรื่องของปรมาจารย์ยุทธ์ผู้มากพรสวรรค์ผู้หนึ่ง ที่ซึ่งพบกับอุปสรรคในการทลายขึดจำกัดของขั้นจอมยุทธ์ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาสามารถทลายขีดจำกัดของร่างกายได้แล้ว อย่างที่คิด คุณเองก็น่าจะเจอปัญหาแบบเดียวกับเขาแน่ ๆ!”
ได้ยินดังนั้น
ฉู่โม่วก็เริ่มมีความหวังอีกครั้ง เขาอดไม่ได้ที่จะถาม “ถ้างั้นคุณพอจะรู้ไหมว่าปรมาจารย์ยุทธ์คนนั้นใช้วิธีอะไรในการทลายขีดจำกัดมาได้?”
“ฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดนักหรอก” สีอิ้งขมวดคิ้วและคิดทบทวน “เท่าที่จำได้ รู้สึกว่าปรมาจารย์ยุทธ์หนุ่มคนนั้นใช้วิธีทลายขีดจำกัดที่เกี่ยวกับ ‘รากฐาน’ อะไรสักอย่าง”
“ว่ากันว่า ผู้ปลุกพลังที่ทลายขีดจำกัดของร่างกายไปแล้วจัดว่าเป็นมีรากฐานแข็งแกร่งเกินไป มันจึงยากที่จะทลายขีดจำกัดขั้นด้วยวิธีตามปกติ ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงจำเป็นต้องใช้พลังของฟ้าดินในการทะลายขีดจำกัด! ด้วยกระบวนท่าเหนี่ยวนำจิตวิญญาณให้ซึมซับเข้าไปในร่างกายเพื่อช่วยผู้ปลุกพลังคนนั้นสร้างรากฐานใหม่อีกครั้งหนึ่ง!”
“รากฐาน? กระบวนท่าเหนี่ยวนำจิตวิญญาณ?”
ฉู่โม่วถามต่อ “กระบวนท่าเหนี่ยวนำจิตวิญญาณนี่พอจะหาได้ในฐานลู่หยางหรือเปล่าครับ?”
สีอิ้งส่ายหน้า “กระบวนท่าเหนี่ยวนำจิตวิญญาณนี้ถือเป็นสิ่งที่เหล่าผู้มีพรสวรรค์เท่านั้นต้องการ ดังนั้นมันจึงตกอยู่ในมือของเหล่าตระกูลใหญ่เสียมากกว่า ฐานลู่หยางของพวกเราเป็นเพียงฐานเล็ก ๆ พวกเราไม่มีทางได้ครอบครองคัมภีร์หายากเช่นนั้นหรอก”
รู้แบบนั้นแล้วฉู่โม่วก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมา แต่อย่างน้อยก็พอจะรู้แล้วว่า การที่เขาไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้นั้น น่าจะเป็นเพราะรากฐานร่างกายของเขาแข็งแกร่งเกินไปแน่ ๆ
แบบนี้แล้วแสดงว่าเขาจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้กระบวนท่าเหนี่ยวนำจิตวิญญาณเพื่อที่จะนำเอาพลังแห่งฟ้าดินมาสร้างรากฐานของตนเองและเมื่อทำได้ เขาก็จะสามารถเป็นปรมาจารย์ยุทธ์!
‘ดูท่าว่า… คงต้องรอไปก่อน ไว้ค่อยจัดการตอนไปถึงฐานจินหลิงแล้วก็แล้วกัน!’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
เพราะงั้นฉู่โม่วจึงหันไปคุยกับปรมาจารย์ยุทธต่ออีกนิดหน่อยเพื่อนัดแนะเวลาที่จะเข้าไปสำรวจรอยแยกมิติด้วยกัน จากนั้นจึงขอตัวลาจากไป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์