“ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” ท่านหมอจูถาม
ถงซื่อส่ายหน้าเบา ๆ
ความหวาดกลัวที่เก็บซ่อนไว้ภายในจิตวิญญาณของนางไม่อาจลบเลือนหายไปในระยะเวลาอันสั้น แม้นางจะพยายามทำให้ตนแข็งแกร่งขึ้นเพียงใดก็ยังพรั่นกลัวเวลาเห็นหน้าแม่เฒ่าเจียง
ท่านหมอจูส่งนางกลับไปที่บ้าน จนถงซื่อเข้าไปในบ้านแล้ว เขาก็ไม่รีบร้อนจากไปทันที ทว่าไปพบกับมู่ซืออวี่แทน
เมื่อมู่ซืออวี่รับรู้เรื่องนี้ จึงกล่าวขอบคุณท่านหมอจู
“ท่านหมอจู เตาซานเหนียงผู้นั้นจะทำอย่างไร? ท่านและท่านแม่ของข้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้หรือ?”
ท่านหมอจูรู้สึกละอายใจเล็กน้อย
“จะแล้วไปได้อย่างไร ข้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเตาซานเหนียง บุตรชายของนางหน่วยก้านใช้ได้ ข้าชื่นชมพรสวรรค์ของเขา แต่ก่อนข้าไม่รู้ว่านางจะยุ่งยากเช่นนี้ หากรู้ตั้งแต่แรกข้าคงไม่รับบุตรชายของเขามาแล้ว”
“เช่นนั้นตอนนี้จะทำอย่างไร?”
“วันนี้ข้าพูดกับนางชัดเจนแล้ว คิดว่านางคงไม่มารบกวนข้าอีกแล้วกระมัง”
“ข้ามองออกว่าเตาซานเหนียงไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ นอกเสียจากว่าท่านกับท่านแม่จะแต่งงานกัน ไม่เช่นนั้นดอกท้อดอกนี้เกรงว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“ข้าก็คิดเช่นกัน เพียงแต่แม่เจ้า… อันที่จริงแล้วข้าก็เข้าใจ แม่เจ้ากังวลว่าน้องชายของเจ้าจะรับไม่ได้” ท่านหมอจูเอ่ย “ข้าอยากพูดกับน้องชายของเจ้าให้ชัดเจน เพียงแต่แม่ของเจ้าปฏิเสธ เรื่องนี้จึงได้แต่เลื่อนออกไปเช่นนี้”
มู่ซืออวี่ย่อมเข้าใจนิสัยใจคอของถงซื่อ อีกทั้งยังเข้าใจว่ามารดามีความกังวลมากมาย
อันที่จริง หากนางไม่ใช่คนยุคสมัยปัจจุบัน คงมีเรื่องที่ต้องกังวลมากมายเช่นกัน มู่ซืออวี่จึงเข้าใจได้ เห็นถงซื่อทำให้ตนเองรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ก็สงสารอยู่ไม่น้อย
“ท่านหมอจู เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ข้า ข้าพี่สาวคนนี้จะคุยกับเขาเอง” มู่ซืออวี่กล่าว “ถึงแม้น้องหานจะไม่ยอมรับในตอนแรก แต่เขาจะค่อย ๆ เข้าใจเอง ท่านกับท่านแม่ข้าไม่ได้เยาว์วัยอีกแล้ว หากไม่คิดไตร่ตรองเพื่อตัวเอง ชีวิตนี้คงทำได้เพียงเสียดายในภายหลังแล้ว จะลำบากไปไย?”
พ่อสับปะรังเคคนนั้นของนางพบพานฤดูใบไม้ผลิฤดูที่สองแล้ว เหตุใดถงซื่อจะทำไม่ได้เล่า?
กล่าวถึงมู่ต้าซาน ชายคนนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ระยะเวลานานเท่าใดกัน นึกไม่ถึงว่าจะหาแม่นางที่ยินดีแต่งกับเขาได้แล้ว สงสัยเพราะเขามีงานทำ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้แล้วกระมัง
หลังจากท่านหมอจูไปแล้ว มู่ซืออวี่ก็ให้จื่อเยวี่ยนไปถามสถานการณ์ของแม่เฒ่าเจียง
ไม่นานนัก จื่อเยวี่ยนก็นำข่าวกลับมารายงาน
“ฮูหยิน ย่าของท่านคนนี้เกรงว่าจะช่วยไว้ไม่ได้แล้ว” จื่อเยวี่ยนส่งแท่งถ่านให้มู่ซืออวี่ จากนั้นยืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อมองนางเขียนแบบ
มู่ซืออวี่รับมันมา ไม่รีบร้อนลงมือทำงาน เพียงแต่เอ่ยถาม “ไหนว่ามา นางทำเรื่องพิสดารอะไรอีก?”
“นางกัดหูของพี่ใหญ่นักการท่านหนึ่ง กัดออกมาเป็นชิ้นเนื้อเชียวนะเจ้าคะ” จื่อเยวี่ยนเล่า “ข้าได้ยินว่านางถูกขังไว้กับนักโทษฆ่าคนตายคนอื่น ๆ นางอายุปูนนี้แล้ว เกรงว่าจะหวาดกลัวเสียจนอายุลดฮวบลงไปครึ่งชีวิต”
มู่ซืออวี่ไม่รู้สึกสงสารแม้แต่น้อย
หญิงชรานางนี้ยโสโอหังมาเกือบทั้งชีวิต แก่ปานนี้แล้ว จะได้มีคนดูแลนางเสียที
ทว่าชีวิตของแม่เฒ่าเจียงก็น่าเวทนานัก
นางเป็นห่วงเป็นใยมู่เจิ้งอี้และมู่ตงหยวนถึงเพียงนี้ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีผู้ใดทำให้นางสบายใจ บางทีอาจจะจริงที่ผู้คนเขาว่ากันไว้ ยิ่งรักใคร่ห่วงใยลูกหลานมากเพียงใดก็เท่ากับถูกทวงหนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะเฉลียวฉลาดเพียงใดก็ไม่มีทางรอดพ้น
ครั้นลู่อี้กลับมา เวลาก็ล่วงเลยไปถึงยามโฉ่ว*[1] แล้ว
แสงเทียนในห้องยังคงส่องประกาย มู่ซืออวี่ผล็อยหลับไปบนโต๊ะ บนนั้นไม่มีภาพแบบสักภาพ
“ข้าทำน้ำแกงนี่ทั้งวัน จะได้ช่วยท่านคลายความร้อน ตอนนี้อากาศค่อนข้างร้อน ฝนก็ไม่ตกนานแล้ว ทุกคนล้วนรู้สึกร้อน เดิมทีข้าอยากจะทำที่เย็น ๆ สักหน่อย แต่ก็คิดได้ว่าช่วงนี้ท่านเหนื่อยล้ามากแล้ว แม้กระทั่งอาหารการกินก็ไม่ได้กินอิ่ม ข้าจึงไม่ได้ทำของเย็นให้ท่าน อยากบำรุงร่างกายให้ท่านเสียก่อน”
“อาหารที่ฮูหยินของข้าทำนั้นโอชะที่สุดแล้ว”
“ปากหวานเสียจริง ก่อนหน้านี้ครึ่งวันก็เอ่ยถ้อยคำดี ๆ สักคำออกมาไม่ได้” มู่ซืออวี่กอดหมอนที่นางทำเอง “จริงสิ ย่าของข้าเป็นอย่างไรบ้าง? ท่านตั้งใจจะขังนางไว้นานเพียงใด?”
“อะไรหรือ?” มู่ซืออวี่ถาม
“นางขโมยของ อีกทั้งยังมากกว่าหนึ่งครั้ง” ลู่อี้กล่าว “จะกล่าวไปแล้ว นางก็โชคดียิ่งนัก แต่ก่อนที่นางขโมยของล้วนแต่เป็นของคนมั่งมี คนมั่งมีเหล่านี้ของตกหายไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้เอาเรื่องเอาราวอะไร แต่หลังจากนางถูกจับไปขังคุกวันนี้ ขณะที่นางกำลังดิ้นรน ปิ่นปักผมหยกได้หล่นลงจากแขนเสื้อของนาง ปิ่นปักผมนั้นฮูหยินผู้หนึ่งทำหายไป เจ้าของเพิ่งมาแจ้งของหายพอดี บอกว่าปิ่นนั้นเป็นตัวแทนความรักที่สามีมอบให้นาง หากเป็นของอย่างอื่นหายไปย่อมไม่เป็นไร แต่ของสิ่งนี้สำคัญกับนางมาก”
“จากนั้นเรื่องก็แดงออกมาแล้ว” มู่ซืออวี่ประหลาดใจ “แม่เฒ่าเจียงยอมรับแล้วหรือ?”
“ยอมรับแล้ว” ลู่อี้ซดน้ำแกงอย่างพึงพอใจ “ในตอนแรกนางไม่ยอมรับ แต่ขู่ไปเพียงไม่กี่คำก็ยอมรับแล้ว วันนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะส่งคนไปค้นบ้านนางตั้งแต่เช้า”
“แต่ก่อนข้ารู้ว่านางไร้ยางอาย นึกไม่ถึงว่าจะด้านถึงเพียงนี้ ไม่แปลกใจที่เหตุใดจู่ ๆ ครอบครัวนางจึงรวยขึ้นมา โดยเฉพาะมู่เจิ้งอี้ ถึงกับนำเงิน 1,000 ตำลึงเงินออกมาไถ่ตัวเสี่ยวเอ๋อร์” มู่ซืออวี่กล่าว “ท่านว่านางร่ำรวยกระทันหันเช่นนี้ คนในครอบครัวของนางมากมายเพียงนั้นจะไม่นึกสงสัยนางเลยหรือ? ไม่ว่าจะเป็นมู่ตงหยวน มู่เจิ้งอี้ หรือลูกสะใภ้ที่แต่งใหม่คนนั้น แต่ละคนล้วนรู้ความทั้งนั้น”
“ก็มีประโยชน์กับพวกเขา เหตุใดพวกเขาจะต้องเจาะหน้าต่างกระดาษ*[2] ด้วยเล่า? อย่างไรเสีย พวกเขามีเงินให้ใช้ก็เพียงพอแล้ว” ลู่อี้เอ่ย “นางน่าสารแต่ก็ทำผิด สุดท้ายก็ถูกทำร้ายโดยคนที่นางห่วงใยที่สุด”
“หากตรวจสอบพบว่าเงินล่าสุดที่แม่เฒ่าเจียงได้มาล้วนแต่ถูกขโมยมา นางจะได้รับโทษสถานใด?” มู่ซืออวี่ถาม
“นั่นขึ้นอยู่กับว่าครอบครัวของนางยินดีจ่ายค่าปรับให้นางหรือไม่ หากยอมจ่ายค่าปรับ โทษก็จะเป็นสามถึงห้าปี แต่หากไม่นำเงินออกมา เช่นนั้นก็จะถูกขังคุกมากกว่าสิบปี” ลู่อี้เอ่ยพลางซดน้ำแกงหยดสุดท้าย
[1] ยามโฉ่ว คือ ช่วงเวลา 1.00 – 3.00 น.
[2] เจาะหน้าต่างกระดาษ คือ อธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้กระจ่างแจ้ง หรือเปิดเผยความลับ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ทะลุเข้ามาเป็นวายร้าย
จะมีแปลต่อไหมคะ...
รออ่านบทต่อไปนานแล้ว...
กำลังสนุกเลยค่ะ ขอบคุณแอดที่ลงให้อ่านนะคะ แต่ถ้าลงวันละ 10 ตอนจะดีมากเลยค่ะ รออ่านอยู่นะคะ...
รออ่านบทต่อไปค่ะ...