นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แล้วเบี่ยงสายตาไปมองเว่ยเจ๋อ
“ประมุขเว่ยเจ้าคะ ท่านพอจะสะดวกตอบหรือไม่ หากข้าอยากจะถามว่า ตอนนี้ค้อนของท่านใช้งานไปมากเท่าใดแล้ว?”
เว่ยเจ๋อตากระตุกอย่างแรง
ถามตรงๆ เช่นนี้เลยรึ
จะหยามกันเกินไปแล้ว!
เขากัดฟันกรอด พลางเอ่ยเสียงกร้าว
“นายท่านเยว่ ข้าขอแนะนำเจ้าให้หยุดกระทำการโดยเปล่าประโยชน์เสีย มีสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นที่สามแล้วอย่างใด เจ้าเหลือพลังอยู่สักเท่าใดเชียว? ขืนฝืนกายต่อไปเช่นนี้ มันจะไม่เป็นผลดีต่อเจ้า”
ฉู่หลิวเยว่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ร่างกายของข้า ข้ารู้จักมันดี เรื่องนี้ท่านไปต้องกังวลแทนข้าหรอก แค่ตอบคำถามข้าก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”
เว่ยเจ๋อขมวดคิ้วฉับ
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาปริบๆ
“ดูเหมือนท่านไม่อยากจะพูดแล้ว แต่ช่างมันประไร อย่างไรเสียในสนามนี้ เราสองก็ถือเป็นคู่แข่งกัน การที่ท่านปฏิบัติเช่นนี้ ยอมเป็นเรื่องปกติ”
“เจ้า!”
เว่ยเจ๋อจุกแน่นในอก
เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรถามอยู่แล้ว ไฉนเมื่อออกมาจากปากนาง กลับกลายเป็นเขาที่ดูใจแคบกันล่ะ?
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้…ข้าคงทำได้เพียงสู้ให้ถึงที่สุด”
ฉู่หลิวเยว่ถอนหายใจพรืด
เว่ยเจ๋อทั้งรู้สึกขบขันและโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน
“อันใดเล่า มิใช่ว่าก่อนหน้านี้นายท่านเยว่คำนวณไว้แล้วหรอกหรือ?”
ริมฝีปากของฉู่หลิวเยว่ยกโค้งขึ้นเล็กน้อย หากแต่ไม่ได้พูดอะไร และถอยหลังไปสามก้าวอย่างรวดเร็ว
จากนั้นนางก็ตั้งสมาธิ พลันมีลำแสงพุ่งออกมาจากแหวนเฉียนคุน ที่อยู่ในมือนาง!
“อาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อ!”
ใครบางคนตะโกนขึ้นมา
ลมปราณของกระบี่นั้นคมกริบและเย็นยะเยือก
สิ่งที่ฉู่หลิวเยว่เรียกออกมาคือ กระบี่ชื่อเซียว!
เว่ยเจ๋อตกตะลึงไปพักหนึ่ง พลันแค่นหัวเราะในลำคอ
“อันใดกัน นายท่านเยว่เรียกสมบัติศักดิ์สิทธิ์ออกมาเพิ่มตั้งเยอะ ยามนี้ยังจะให้อาวุธศักดิ์แห่งจุนเจ๋อเข้าช่วยอีกหรือ? แต่ว่าถึงตอนนี้เจ้าจะไม่ใช่ช่างหลอมอาวุธระดับสูง แต่ก็น่าจะรู้ว่า ระหว่างอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อและสมบัติศักดิ์สิทธิ์นั้น มีช่องว่างระหว่างขั้นพลังปราณอยู่มากโขมิใช่หรือ? เจ้าเรียกออกมามายมายเพียงนี้ จะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง?”
กระบีเชียวชื่อเซียวลอยนิ่งอยู่ในอากาศ ฉู่หลิวเยว่สะบัดนิ้วเบาๆ กระบี่เล่มยาวพลันส่งเสียงกริ๊งใสแจ๋วไพเราะเสนาะหู
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากแดงเรื่อหยักยกขึ้นราวหยอกล้อ
“แน่นอนว่าสำหรับการแข่งขันนี้ อาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อเพียงชิ้นเดียว ย่อมมิอาจช่วยสิ่งใดได้ แต่ว่า… ใครบอกว่าข้าจะเรียกมันออกมาแค่ชิ้นเดียวล่ะ?”
ครั้นสิ้นเสียง ก็มีลำแสงแวววาวหลายสายพวยพุ่งออกมาจากมือของนาง!
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
กลุ่มแสงสกาวสุกใสปรากฏขึ้นทีละดวง พลันร้อยเรียงแนวแถวตรงหน้าฉู่หลิวเยว่อย่างเป็นระเบียบ
คลื่นแรงกดดันแผ่กระจายออกมา!
“หนึ่ง สอง สาม…แปด!”
เว่ยเจ๋อนับพวกมันด้วยอารามตกใจ
ทุกครั้งที่นับเลข ดวงตาของเขายิ่งเบิกโพล่งแทบถลน
กระทั่งถึงชิ้นสุดท้าย น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจนั่นแผ่วลงทันตา ดวงตาเบิกกว้างราวไม่เชื่อในภาพที่เห็น
แปดชิ้น…
อาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อแปดชิ้น!
นี่มันบ้าไปแล้ว!
เรียกพวกมันออกมาในคราเดียวเช่นนี้ นางคิดจะพวกมันกระตุ้นทัณฑ์สวรรค์ในคราเดียวเลยหรือ!
นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!
ตอนนี้ มันจะมีอะไรน่าโอ้อวดไปมากกว่านี้อีกล่ะ?
“แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว…”
นางถอนหายใจยาว
ถ้าไม่พอก็ค่อยเอาออกมาเพิ่มอีก!
เว่ยเจ๋อไร้การตอบสนองราวสิ้นสติไปแล้ว เขานิ่งเงียบ พูดไม่ออกสักคำ
ตั้งแต่ฉู่หลิวเยว่ปรากฏตัว ทุกการกระทำของนาง อยู่เหนือความคาดหมายของเว่ยเจ๋ออย่างมาก
ด้วยความสัจจริง เขาไม่รู้เลยว่าในหัวของฉู่หลิวเยว่ แท้จริงแล้วมีแผนการอะไรอยู่?
ทว่าประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ ความอดทนและขีดจำกัดของนาง จะสิ้นสุดที่ใดกัน?
เว่ยเจ๋อหลับตาลง แล้วดึงสติกลับมาในที่สุด
“นายท่านเยว่นี่ช่าง…อู้ฟู้เสียเหลือเกิน! แต่เหมือนว่านายท่านเยว่ จะยังไม่เข้าใจสำนวนที่ว่า มากจนเคี้ยวไม่หมดในคราเดียว[1] กระมัง?”
เพื่อเอาชนะ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ยอม โดยไม่กลัวแม้กระทั่งพาตัวเองไปสู่ความตาย!
ฉู่หลิวเยว่บิดคลายกล้ามเนื้อต้นคอและข้อมือบาง
นั่งสมาธิตั้งนาน ไม่ได้พักผ่อนหลับนอนเลยสักนิด นางไม่เมื่อยสิถึงแปลก
“ข้าจะเคี้ยวมันหมดในคราเดียวได้หรือไม่ อีกเดี๋ยวประมุขเว่ยก็จะทราบเอง”
นางกล่าวเช่นนั้นพลางหลับตาลง ก่อนจะปรับลมหายใจแล้วตั้งสมาธิ
จากนั้น ก็มีมวลพลังปราณดั้งเดิมพุ่งออกมาจากจุดตันเถียน!
ทัณฑ์สวรรค์มากมายบนท้องนภาราวสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่าง พวกมันเริ่มเคลื่อนตัวสะเปะสะปะประหนึ่งถูกรบกวน ก่อนจะเร่งความเร็วมากขึ้น
ฉู่หลิวเยว่ตะโกนลั่น
“ลงมาหาข้า!”
สิ้นสุรเสียง เส้นแสงอสนีบาตรนับไม่ถ้วน พลันพุ่งกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย!
[1]มากจนเคี้ยวไม่หมดในคราเดียว อุปมาใช้กับคนที่มีนิสัยโลภมาก ความต้องการเยอะเกินกำลังตน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...