………………..
การกระทำเช่นนี้ของเขา ทำเอาคนดูอึ้งจนพูดไม่ออก
เพราะมันฉับพลันเกินไป
ก่อนหน้านี้รอตั้งนาน ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้น เว่ยเจ๋อเองก็ดูนิ่งเงียบไม่ไหวติง
ไม่มีใครคิดว่าเขาลงมือกะทันหันเช่นนี้
“หรือเพราะถูกตามทัน เลยรีบร้อนเช่นนี้?”
หลายคนต่างคาดเดาไปในทิศทางเดียวกัน
ซึ่งมันคือคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุด
โลหิตอุ่นๆ ไหลหยดลงบนค้อน และถูกดูดซับหายไปในพริบตา ไม่เหลือร่องรอยใดใด
จากนั้น ลายอักขระบนค้อนก็สว่างวาบขึ้น
ลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งกระจายออกมา!
ทัณฑ์สวรรค์เบื้องบนแล่นริ้วราวถูกกระตุ้นด้วยพลังบางอย่าง ก่อนจะมุ่งหน้ามาทางนี้ แล้วค่อยๆ รวมตัวกันจนเกิดพายุสายฟ้าที่หมุนวนราวกับพายุงวงช้าง
โดยมีเว่ยเจ๋อเป็นศูนย์กลางพายุ!
ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือ ด้ามค้อนที่อยู่ตรงหน้าเขาเขาต่างหาก
ฉู่หลิวเยว่เองก็นำสมบัติศักดิ์สิทธิ์ออกมาวางไว้เบื้องหน้า หากแต่รัศมีของทั้งสองคนที่ส่งไปยังคนดูนั้น แตกต่างกันลิบลับ
ทางด้านฉู่หลิวเยว่ ทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนว่า เป็นตัวนางที่เปิดใช้งานสมบัติศักดิ์สิทธิ์และอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อเหล่านี้ และกระตุ้นทัณฑ์สวรรค์ให้ผ่าลงมา
แต่ด้านเว่ยเจ๋อนั้น กลับดูเหมือนว่าค้อนด้ามนั้นต่างหาก ที่เป็นตัวกระตุ้นทัณฑ์สวรรค์เบื้องบน
เว่ยเจ๋อนั่งอยู่ตรงนั้น เหมือนมีตัวตน แต่ก็เหมือนไม่มี
สายลมกระโชก อัสนีบาตรส่งเสียงคำราม
ฉู่หลิวเยว่เองก็ตกใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้
นางหันไปมองพลันหรี่ตาลงอย่างจับผิด
ยามนี้ท่าทีของเว่ยเจ๋อดูผิดแปลกไปมาก
ใบหน้าของเขาซีดขาว หน้าผากปรากฏเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมาไม่ขาดสาย เลือดสีสดไหลซึมออกมาตามขอบปาก ก่อนจะถูกเขาเช็ดปาดออกอย่างรวดเร็ว
ลมปราณรอบกายเขาแผ่วเบาลงกว่าครู่ก่อนมาก
ในสายตาของคนอื่น พวกเขาคิดว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเขาระเบิดพลังแล้วผลาญมันจนหมด เพื่อเรียกทัณฑ์สวรรค์
แต่ฉู่หลิวเยว่ไม่คิดเช่นนั้น
การที่เว่ยเจ๋อตกอยู่ในสภาพนี้…ไม่น่าใช่แค่เรื่องระเบิดพลังปราณแน่ๆ!
ฉู่หลิวเยว่เบนสายตามามองค้อนที่อยู่ตรงหน้าเขา พลางครุ่นคิดกับตัวเอง
ไม่รู้เพราะอะไร แต่นางมักจะสัมผัสได้ตลอดว่าเว่ยเจ๋อถูกควบคุม…
“ประมุขเว่ย”
จู่ๆ ฉู่หลิวเยว่ก็อ้าปากตะโกนเรียกเขา
แต่ดูเหมือนเว่ยเจ๋อจะไม่ได้ยิน ไร้การตอบสนองจากอีกฝ่าย ดวงตาของเขาจับจ้องเพียงค้อนที่อยู่ตรงหน้า
“ประมุขเว่ยเจ้าคะ?”
ฉู่หลิวเยว่เร่งเสียงดังขึ้น
ครานี้ เว่ยเจ๋อถึงได้หันมา
ฉู่หลิวเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง
เว่ยเจ๋อหน้าซีดเผือดราวกับผี ไร้ซึ่งโลหิต อีกทั้งลมปราณและระดับจิตวิญญาณเองก็ต่ำลงเสียน่ากลัว
เทียบกับก่อนหน้านี้แล้ว ราวกับคนละคน!
และทั้งหมดนี้เกิดจากตอนที่กรีดฝ่ามือตัวเอง แล้วทิ้งรอยเลือดลงบนค้อน
ครั้งแรกที่เขาหันศีรษะมามองนาง ดวงตาของเขามัวหมองราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา
แม้หลังจากนั้น เขาก็กลับมาเป็นปกติดังเดิมได้โดยไว เหลือเพียงความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในดวงตาของเขา แต่กระนั้นฉู่หลิวเยว่ก็ยังคิดว่ามันผิดปกติอยู่ดี
“ประมุขเว่ยเจ้าคะ วลีที่ท่านกล่าวไว้กับข้าก่อนหน้านี้ ยามนี้ข้าขอคืนมันให้ท่าน แม้การแข่งขันจะสำคัญยิ่ง แต่ร่างกายของท่านสำคัญที่สุด”
ยามนี้ ทัณฑ์สวรรค์เหล่านั้นล้วนไม่มาตามแรงยุของนางแล้ว
แม้แต่ขวานสุริยันมรกตอันยิ่งใหญ่และของอื่นๆ ก็ยังมีช่องโหว่อยู่
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป คงไม่ได้การแน่…
หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง พลันยกมือขึ้นแล้วตั้งสมาธิเรียกวัตถุทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้ากลับคืนมา
ไม่นานรอบตัวนางก็เหลือเพียงความว่างเปล่า
ผุ้ชมทั้งหมดพลันเงียบเสียงไปโดยปริยาย
หรือว่านาง…จะยอมแพ้แล้ว?
“ถอนฟืนใต้กระทะ[1]งั้นหรือ! ประมุขเว่ยช่างเก่งกาจโดยแท้”
ฉู่หลิวเยว่กล่าว
เว่ยเจ๋อหันกลับมามองนางอีกครั้ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ยอมแพ้ตอนนี้ก็ยังไม่สายนะ”
ฉู่หลิวเยว่หัวเราะเบาๆ และเมินคำพูดของเขา นางปรบมือเบาแล้วปัดฝุ่นตามตัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง
“ในชีวิตคนอย่างข้า เกลียดผู้ที่ช่วงชิงของของข้าไปมากที่สุด”
เสียงของนางแผ่วเบา ราวกับจะปลิวหายไปตามลมได้ทุกเมื่อ
“ประมุขเว่ยเจ้าคะ ถ้าเป็นเช่นนั้น เหตุใดพวกเราไม่มาลองทายกันดู ว่าใครจะปล้นใครกันแน่?”
เว่ยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง พลันขมวดคิ้วฉับ
“เจ้าไม่ใช่คู่…”
ทว่าขณะนั้นเองไม่ทันพูดจบ เขาก็อึ้งไป มองดูเด็กสาวคนนั้นเขย่งปลายเท้าเล็กน้อย ร่างของนางพุ่งทะยานออกไปราวลูกธนู!
มุ่งหน้าสู่ทะเลแห่งอัสนีบาตรอันไร้ที่สิ้นสุดบนท้องนภา!
[1]ถอนฟืนใต้กระทะ เป็นการอุปมาว่า ตัดไฟเสียแต่ต้นลม
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...