“ท่านประมุข ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่”
เว่ยเค่อหานเอ่ยสอบถามอย่างเป็นกังวลพลางกวาดสายตามองสำรวจเว่ยเจ๋อรอบหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าลมปราณในกายของเว่ยเจ๋อถดถอยลงไปหลายส่วน เขาก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด
ดูแล้วสถานการณ์คงไม่ราบรื่นเหมือนอย่างที่จินตนาการไว้
เว่ยเจ๋อนิ่วหน้า
“มรดกของถังเคอถูกซั่งกวนเยว่ชิงไปแล้ว”
เว่ยเค่อหานถึงกับใจหล่นวูบ
“ซั่งกวนเยว่? เจ้าของท่าเรือดอกท้อผู้นั้นหรือ?”
ระยะนี้นามนี้โด่งดังระบือไกลอย่างมาก เกรงว่าไม่ได้อยากได้ยิ่งคงทำได้ยากยิ่งนัก
“จะเป็นไปได้อย่างไร? มิใช่ว่าท่านถือครองง้าวว่านเฟิงของผู้อาวุโสถังเคอไว้ในมือหรอกหรือ? อีกอย่าง ท่านยังมี…”
สีหน้าของเว่ยเจ๋อเย็นเยียบขึ้นมาทันใด เขาตวัดสายตาไปมองเขาเป็นเชิงปรามแวบหนึ่ง
เว่ยเค่อหานเงียบปากในทันที
สีหน้าเว่ยเจ๋อค่อยๆ ผ่อนคลายลง ก่อนจะกล่าวว่า
“ง้าวว่านเฟิงยอมรับหรงซิวเป็นเจ้านายแล้ว ส่วนเรื่องอื่น… คงอธิบายให้ฟังสั้นๆ ไม่ได้ เอาเป็นว่าตอนนี้ผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้เรียบร้อย พูดสิ่งใดไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว“
เว่ยเค่อหานเปี่ยมด้วยความตื่นตะลึงระคนสงสัย ทว่าเมื่อเห็นเว่ยเจ๋อไม่คิดอยากพูดไปมากกว่านี้ ก็ไม่ซักไซ้ไล้เลียงต่ออย่างรู้ความ
“นี่… ตราบที่ท่านปลอดภัยไร้อาการบาดเจ็บก็ยอดเยี่ยมแล้ว”
เว่ยเจ๋อสาวเท้าก้าวไปด้านหน้า
“สถานการณ์ในตระกูลเป็นอย่างไรบ้าง”
“เช่นนั้นก็ดี”
ยามได้ยินคนทั้งสองพูดคุยโต้ตอบกัน คนตระกูลเว่ยที่ตามเว่ยเจ๋อมาทีหลังพลันตกใจกันทั่วถ้วน ต่างคนต่างลอบสบสายตากันด้วยความตกตะลึง
นี่…ท่านประมุขส่งข่าวแจ้งท่านผู้อาวุโสเว่อเค่อหานก่อนจะออกมาอย่างนั้นรึ?
เว่ยเค่อหานกวาดสายตามองคนเหล่านี้คราหนึ่ง
“ท่านประมุข คนเหล่านี้…”
ยามคนเหล่านี้ได้ยินเช่นนั้น ความกระวนกระวายอย่างรุนแรงพลันแล่นปราดขึ้นมาในใจ
“ท่านประมุข…”
เว่ยเจ๋อมิได้หยุดฝีเท้า กระทั่งศีรษะยังไม่หันกลับไปมอง เขากล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบไร้ความรู้สึก
“จัดการให้เรียบร้อย บอกไปว่าตายอยู่ในป่าศิลาแล้ว”
“ขอรับ!”
เว่ยเค่อหานรับคำสั่งทันที ชายเสื้อคลุมของเขาสะบัดไหว!
คนเหล่านั้นยังไม่ทันได้ร้องขอความเมตตา ก็ล้วนถูกปาดคอเรียบร้อยจนหมดสิ้น
โลหิตสดสาดกระเด็นไปทั่วสี่ทิศ!
ในไม่ช้า คนเหล่านี้ก็ทยอยล้มลงบนพื้นในสภาพร่างไร้ลมหายใจ
เว่ยเค่อหานหยิบขวดหยกใบเล็กออกมา ก่อนจะเทของเหลวสีใสไร้กลิ่นลงไป
ซากไร้วิญญาณของคนเหล่านั้นแปรสภาพกลายเป็นคราบของเหลวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ระเหยไปในทันที กระทั่งคราบเลือดแม้แต่หยดเดียวก็ไม่ทิ้งไว้ให้เห็น
การเคลื่อนไหวต่อเนื่องเป็นชุดทำอย่างเป็นธรรมชาติ ดูแล้วชำนิชำนาญอย่างมาก เห็นได้ชัดเลยว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำเช่นนี้
หลังจัดการจนเสร็จเรียบร้อย เขาก็ก้าวตามฝีเท้าของเว้ยเจ๋อไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้า เงาร่างของคนทั้งสองก็หายวับไป
เว่ยเจ๋อลัดเลาะไปตามเส้นทางอย่างชำนาญ ก่อนพุ่งเข้าไปในถ้ำตรงไหล่เขา
ส่วนเว่ยเค่อหานจัดการปิดบังพรางตัวตน รับหน้าที่คอยเฝ้าอยู่ด้านนอกปากถ้ำ
เว่ยเจ๋อสาวเท้าเดินมุ่งหน้าลึกเข้าไปในถ้ำ
ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไร ความมืดมืดก็ยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเท่านั้น
แต่เว่ยเจ๋อดูราวกับคนที่เคยมาหลายครั้งแล้วก็มิปาน ความเร็วของเขาไม่ลดลงแม้แต่น้อย พุ่งทะยานเร็วรี่เข้าไปในถ้ำ
ตึ๋งตึ๋ง
ตึ๋งตึ๋ง
ยามเอ่ยถึงเรื่องนี้ เว่ยเจ๋อเองก็ใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“สองคนนั้นมันเจ้าแผนการกันจริงๆ…ซีผิง ช่วงนี้เจ้าพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ไปก่อน พ่อรู้สึกมาตลอดว่าหรงซิวเหมือนจะเจอสิ่งใดบางอย่าง…ประจวบเหมาะกับที่เจ้าจะได้ใช้โอกาสนี้ฟื้นฟูร่างกายให้ดี…”
“ท่านพ่อวางใจเถิด เรื่องที่ท่านพูดลูกล้วนเข้าใจดี แม้ครั้งนี้จะกระทำไม่สำเร็จ แต่ดีร้ายอย่างไรก็ได้ดูดซับพลังทัณฑ์สวรรค์ไปไม่น้อยแล้ว ใช้เวลาอีกไม่นาน พลังของลูกก็จะสามารถพัฒนาไปได้อีกขั้น”
เว่ยเจ๋อจึงนับว่าวางใจลงได้โดยสิ้นเชิง
“ดี ระยะนี้พ่อจะคอยเฝ้าเจ้าไปก่อน รอพวกซั่งกวนเยว่ออกมาจากป่าศิลา พวกเราค่อยหาทางแก้แค้นก็ยังไม่สาย!”
…
การจากไปของพวกเว่ยเจ๋อไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อทุกคนมากนัก
หลังพวกเขาจากไป ป่าศิลาก็ฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
บรรดาฝูงชนจึงเริ่มกลับรอกันอีกคราหนึ่ง
เวลาแบบนี้ช่างยาวนานและทรมานยิ่ง แต่พวกเขาต่างก็สงสัยใคร่รู้ในสถานการณ์ของฝั่งฉู่หลิวเยว่กันมากจริงๆ ดังนั้นจึงทำได้แค่รั้งรอต่อไป
เมื่อซูหลี่กล่าวจบ ฉู่หลิวเยว่ก็ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่
จะอย่างไรนางก็คาดไม่ถึงว่าเบื้องหลังของสิบสมบัติศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่จะยังซ่อนความลับสะเทือนฟ้าเช่นนี้เอาไว้!
หากบอกว่า สมบัติศักดิ์สิทธิ์พวกนี้ล้วนพึ่งพาพลังจากโล่ผสานนภาในการตีหลอมขึ้น เช่นนั้นตัวโล่ผสานนภาเองเล่า?
การมีอยู่ของมันคืออะไรกันแน่!
มือของซูหลี่ลูบไล้แผ่วเบาไปบนแผ่นจารึกสุสานอย่างเชื่องช้า อักษรโบราณที่สลักลงไปนั้นขรุขระไม่ราบเรียบเสมอ ทั้งหยาบกระด้างด้วยผ่านร้อนผ่านหนาวมา
“แม้พวกเราจะตีหลอมสมบัติศักดิ์สิทธิ์ออกมาห้าชิ้น แต่พวกเราก็ต้องจ่ายราคามหาศาลเพื่อสิ่งนี้ ร่างเนื้อของข้าแหลกสลาย วิญญาณก็จวนเจียนจะสูญสิ้น แม้นสถานการณ์ของถังเคอจะดีกว่าข้าอยู่บ้าง แต่การตั้งจารึกสุสานสองอันนี้ขึ้นมาก็สูบพลังทั้งหมดของเขาไปจนสิ้น”
ฉู่หลิวเยว่ที่ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ถามขึ้นมาว่า
“เช่นนั้น…เหตุใดผู้อาวุโสถังเคอถึงต้องแบ่งอักษรโบราณบนโล่ผสานนภาออกเป็นสองส่วน แล้วสลักไว้บนจารึกสุสานแต่ละอันด้วยเล่า”
ซูหลี่หันศีรษะกลับมา
“แน่นอนว่าเป็นเพราะ…มีเพียงการกระทำเช่นนี้เท่านั้นจึงทำให้โล่ผสานนภายอมรับเป็นเจ้านายได้ในวันนั้น”
นางชี้ไปทางสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามชิ้น
“ตอนนั้นพลังภายในโล่ผสานนภาถูกพวกข้าสองคนแบ่งออกเป็นสองส่วน หลังจากนั้นก็ปันส่วนถ่ายทอดลงไปในสมบัติศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น หากเจ้าคิดจะปลุกให้โล่ผสานนภาตื่นขึ้นโดยสมบูรณ์ ก็ต้องนำพลังส่วนที่ว่ามานี้ถ่ายเทกลับเข้าไปเหมือนเดิม!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...