………………..
ข้าเคยเห็นด้วยตาตัวเอง
ประโยคนี้ ฉู่หลิวเยว่ไม่ได้พูดออกไป
สีหน้าของซูหลี่ไม่คล้ายว่าเสแสร้งแกล้งทำ
นางเป็นตัวตนที่เก่งกาจถึงขั้นใด ครั้งหนึ่งเคยมีผู้แข็งแกร่งระดับเหนือเทพกระทั่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ยินยอมที่จะติดตามนางไม่รู้ว่ามากน้อยเท่าใด
ในเมื่อนางพูดถึงเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นจะต้องเป็นความจริงไม่แปดก็เก้าเต็มสิบส่วน
แต่ถ้าเป็นเช่นนี้จริง เช่นนั้น…เรื่องของพี่เป่านั่นมันเป็นมาอย่างใดกัน
ฉู่หลิวเยว่จดจำได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ในตอนแรกเริ่มนั้นเขากำลังฟื้นคืนร่างศักดิ์สิทธิ์ใหม่ด้วยตนเองอยู่ที่ทะเลทรายจันทราสีชาด
อีกทั้งในตอนนั้นยังเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นเด็กน้อยภายใต้ความรีบร้อนเพื่อช่วยเหลือนาง
หากบอกว่าเป็นพลังภายนอก…ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายนั้นก็คือพี่เป่าใช้เลือดของนาง
แต่ฉู่หลิวเยว่ไม่เคยนำเรื่องนี้มาใส่ใจโดยตลอด
เพราะดูจากปฏิกริยาตอบสนองของพวกพี่เป่าทั้งสามแล้ว อันที่จริงก็ไม่เคยคิดว่าต้องการให้นางช่วยเหลือเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
พวกเขานั้นวางแผนจะฟื้นฟูร่างศักดิ์ใหม่ด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้ฉู่หลิวเยว่จึงคิดมาโดยตลอดว่า ทุกผู้คนล้วนเป็นเช่นนี้
แต่เวลานี้ได้ยินวาจาของซูหลี่ นางถึงได้พบว่า ความเข้าใจของตนเองคล้ายว่าผิดไปอยู่บ้าง
“เยว่เออร์ เยว่เออร์”
ซูหลี่ยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าฉู่หลิวเยว่
“เจ้ากำลังคิดอันใดหรือ?”
ฉู่หลิวเยว่ได้สติโดยพลัน โค้งมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ไม่มีอันใด อันที่เรื่องพวกนี้ก็เป็นข้าก่อนนี้ไปได้ยินผู้อื่นเอ่ยถึงเข้าโดยมิได้ตั้งใจ ที่แท้นึกไม่ถึงว่าจะผิดแล้ว…เช่นนั้นท่านซู บนโลกใบนี้ไม่มีใครสามารถทำเรื่องนี้ได้จริงหรือ?”
“เรื่องเช่นนี้ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
ฉู่หลิวเยว่หลุบตาลงต่ำ
“แต่…”
ซูหลี่หรี่ตาลงเล็กน้อย คล้ายว่ากำลังครุ่นคิดอันใดบางอย่าง
“บางทีตัวตนอย่างผู้ยิ่งใหญ่ระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอาจจะสามารถทำได้หรือไม่ ก็ไม่รู้”
ฉู่หลิวเยว่ช้อนตาขึ้นมองนางอย่างประหลาดใจ
“ตัวตนอย่าง ระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไป”
“ก็ใช่น่ะสิ แต่ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้มีตัวตนอยู่แค่ในตำนาน แม้แต่ข้าและถังเคอเองก็ไม่เคยพบมาก่อน ใช่แล้วได้ยินว่าเจ้าเป็นนักเรียนของสำนักหลิงเซียวใช่หรือไม่?”
“เจ้าค่ะ”
“มีคนบอกว่า เจ้าสำนักผู้นำของสำนักหลิงเซียวก็เป็นบุคคลเช่นนี้ เพียงแต่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่เคยได้ยืนยันด้วยตนเอง อีกทั้งในภายหลังเขาก็หายไปอย่างเงียบงันไร้ร่องรอย เกี่ยวกับข่าวคราวเหล่านั้นของเขาก็ค่อยๆ เลือนไปตามเวลา ไม่มีใครเอ่ยถึงอีก”
ซูหลี่ส่ายศีรษะอย่างน่าเสียดายอยู่บ้าง
แต่ก้นบึ้งหัวใจของฉู่หลิวเยว่กลับเป็นความปั่นป่วนล้นทะลักทั่วทั้งผืน
เอ่ยเช่นนี้ พี่เป่า…
เมื่อเห็นว่าฉู่หลิวเยว่จมลงสู่ความเงียบงัน ซูหลี่ก็คิดว่านางยังกังวลกับเรื่องการฟื้นคืนกายเนื้อใหม่อยู่ จึงเอ่ยปลอบใจ
“เยว่เออร์ ที่จริงเจ้าไม่ต้องกังวล ต่อให้สุดท้ายแล้วทำไม่สำเร็จก็ไม่เป็นอันใด แม้ว่าจะไม่มีกายเนื้อแต่ยังมีวิญญาณอยู่ ข้าก็พึงพอใจเป็นอย่างมากแล้ว”
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า นางในเวลานี้ยังสามารถออกมาได้ ได้พบกับสายลมและแสงตะวันนี้ ได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาบนโลกใบนี้
สำหรับนางแล้ว นี่ก็เป็นโชคดีอย่างมากแล้ว
ฉู่หลิวเยว่เก็บความคิดกลับ ระงับอารมณ์นับไม่ถ้วนในดวงตาลง
…
จวนเยว่
ภานในห้องตำรา หรงซิวกำลังจับพู่กันเขียนอันใดบางอย่าง
อวี๋มั่วเดินเข้ามาหาอย่างรีบร้นอ
“ฝ่าบาท ตระกูลเว่ยฝั่งนั่นมีข่าวคราวแล้ว”
หรงซิวหยุดการกระทำลง
“ว่ามา”
อวี๋มั่วเอ่ย
“ช่วงก่อนหน้านี้ ผู้อาวุโสตระกูลเว่ย เว่ยเค่อหานนั้นเคยออกไปตัวคนเดียวจริง ไม่มีใครทราบว่าเขาไปที่ใด หรือไปทำอันใด”


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...