………………..
ในค่ำคืนที่กระจ่างชัด สะพานสีเงินทอดยาวท่ามกลางอากาศ
ด้านหนึ่งของสะพานเชื่อมต่อกับเส้นขอบฟ้าที่ห่างไกล ส่วนอีกด้านหนึ่งทอดยาวบนท้องฟ้าจมลงไปในปุยเมฆและเชื่อต่อกับสถานที่ที่มิอาจะรู้ได้
ทั้งงดงามเจิดจรัส และสง่างามล้ำค่า
แสงสว่างแต่ละดวงมารวมกันและก่อตัวเป็นสะพานสีเงินที่เหมือนจริงดังที่เห็นนี้
แต่หากมองดูอย่างละเอียดแสงสว่างเหล่านั้นแทบไม่ใช่แสงธรรมดา แต่ดูเหมือนถูกสลักด้วยลวดลายบางอย่าง
เพียงแต่ระยะห่างไกลมาก ดังนั้นจึงมองเห็นได้ไม่ชัดเพียงชั่วคราวเท่านั้น
“ตั้งแต่คืนที่ตัวอักษรเริ่มวาบวับอยู่บนท้องฟ้าในอาณาจักรเสิ่นซวี่ สะพานนั่นก็ปรากฏขึ้น”
เมื่อฉู่หลิวเยว่นึกถึงคำพูดของเฉินอี ความคิดมากมายนับไม่ถ้วนก็ผุดขึ้นมาในหัวของนาง
“ในตอนแรกเป็นการรวมตัวกันของแสงเล็กๆ เกิดการเชื่อมต่อระหว่างสวรรค์และโลกที่ยากจะเข้าถึงและมันไม่เคยหลับใหลตลอดคืน แต่แสงเหล่านั้นก็แพร่กระจายออกไปทีละน้อยบนท้องฟ้า และค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างสะพานขึ้น”
“จนถึงตอนนี้สะพานนั่นยังคงปรากฏออกมาตอนเย็นของทุกวัน อีกทั้งยังขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง”
“ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นคืออันใด แต่ทุกคนเชื่อว่าจุดสิ้นสุดที่ทอดยาวของสะพานจะต้องเป็นตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ในตำนานเป็นแน่ วันที่สะพานเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อประตูนแดนสวรรค์เปิดออก!”
…
ฉู่หลิวเยว่จ้องมองสะพานที่ขอบฟ้านั่น หลังจากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
การคาดเดาของเฉินอี น่าจะเป็นการคาดเดาของผู้ฝึกตนทั้งหมดในอาณจักรเสิ่นซวี่ก่อนหน้านี้
สถานการณ์ที่แปลกประหลาดและงดงามเช่นนี้ สำหรับพวกเขาแล้วถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ก็เท่านั้น
สำหรับเรื่องที่ไม่รู้ ความกลัวมักมาพร้อมกับความอยากรู้อยากเห็น แม้รู้ว่าเต็มไปด้วยอันตราย แต่ก็อยากลองดูด้วยตนเองสักครั้ง
ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด
“ยังดูสิ่งนี้อยู่อีกหรือ”
หรงซิวเดินออกมาจากห้องและสวมเสื้อคลุมบนตัวของฉู่หลิวเยว่
ฉู่หลิวเยว่ขยับเสื้อคลุมและเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นจึงเอ่ยถามขึ้น
“เจ้าบอกว่าสถานที่ที่เชื่อมต่อหลังสะพานนั่นแท้จริงแล้วคือตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ในตำนานใช่หรือไม่ หากเป็นจริงดังว่า เช่นนั้น…พวกพี่เป่าก็น่าจะอยู่ที่นั่นด้วยอย่างนั้นหรือ”
หรงซิวกุมมือของนางเอาไว้
อาจเป็นเพราะลมหนาวที่พัดผ่าน จึงทำให้ปลายนิ้วของนางหนาวเย็น
เขาจึงกุมมือนางไว้ในฝ่ามือ เมื่อสัมผัสได้ว่าตัวของนางค่อยๆ อุ่นขึ้น หรงซิวจึงพูดขึ้นต่อว่า
“สิ่งนี้ใครก็มิอาจบอกได้ เมื่อไปถึงแล้วถึงรู้ได้”
“ก็จริง”
ฉู่หลิวเยว่ที่อยู่ด้านข้างหันไปมองเขา
ในดวงตาหงส์ที่ล้ำลึกและสงบนิ่งคู่นั้น ความสงบและมั่งคงได้สะท้อนเงาร่างเล็กๆ สองร่างของนาง
เขาถามขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“กำลังคิดอันใดอยู่หรือ”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและอบอุ่นอยู่เสมอ
ฉู่หลิวเยว่ลังเลครู่หนึ่งจึงพูดขึ้น
“หรงซิว ข้ามักรู้สึกว่ามีมือหนึ่งผลักข้าออกไป”
แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นใคร แต่มีมือใหญ่ที่มองไม่เห็นค่อยๆ ผลักนางไปยังทิศทางนี้
ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นั่นจะต้องมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับนางเป็นแน่
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางในตอนนี้ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
หรงซิวก้มลงจูบบนหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา
เดิมทีฉู่หลิวเยว่รู้สึกไม่สบายใจอยู่เล็กน้อย แต่ใจกลับสงบลงได้ในทันที
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและเข้ามาจูบที่ริมฝีปากของเขา ก่อนที่เขาจะตอบสนองกลับ นางวางศีรษะลงบนไหล่ของเขาและขยับไปมาเบาๆ
“ข้าไม่กลัวหรอก เพราะข้ามีเจ้าอยู่”
…
“อันใดนะ? อาเยว่ยังเชิญปู่โหมวเจินมาด้วยหรือ”
ในลานบ้านของอีกฝั่งหนึ่ง ถวนจื่อกับจื่อเฉินกำลังนั่งหันหน้าเข้าหากันตรงโต๊ะหิน
ผลไม้ที่สดใหม่และดูฉ่ำน้ำวางอยู่บนโต๊ะมากมาย
ผลไม้เหล่านี้ซานซานเป็นคนส่งมาให้โดยเฉพาะ ทั้งหมดล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่ยากจะพบเห็นและยังได้ผลดีเยี่ยมสำหรับการฟื้นฟูพลัง
เดิมทีมอบให้จื่อเฉิน แต่ตอนนี้ล้วนเป็นของถวนจื่อไปเสียแล้ว
ในขณะที่ถวนจื่อกำลังกอดผลไม้สีแดงกลมที่ผลใหญ่กว่ากำมือของนางและกัดมันอยู่นั้น

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...