ทว่าซือถูซิงเฉินมิได้หยุดเพียงเท่านี้ กลับยังมีอัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้น กลืนกินพลังงานของแผ่นฟ้าและผืนปฐพีโดยรอบเอาไว้! เห็นเป็นประจักษ์ว่ามิสามารถทำให้ลำแสงสีแดงนั้นดับสูญลงไปได้
นางทอดสายตาไปยังเมฆดำที่หมุนเป็นระลอกอย่างมิหยุดยั้งบนฟากฟ้า รวมทั้งอัสนีบาตรซึ่งปรากฏอยู่เป็นนิจในชั่วขณะหนึ่ง ฉู่หลิวเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ว่าตามสภาพโดยทั่วไป มีเพียงตอนที่ผู้ปราดเปรื่องเหนือมนุษย์ทำพลั้งพลาดเท่านั้นถึงจะส่งผลกระทบอันน่าพิศวงต่อโลกเช่นนี้ได้
แต่ประหนึ่งว่าเป็นนักพรตที่ต้องการกระตุ้นด้วยสุรเสียงที่กึกก้องขนาดนี้ ว่าอย่างน้อยที่สุดต้องทะลวงไปให้ถึงนักรบระดับห้า!
ใคร่รู้นัก ในคราแรกที่ฉู่หนิงหายจากอาการบาดเจ็บป่วยที่เป็นอยู่นาน ตอนที่ตีฝ่าไปถึงนักรบระดับห้า ทุกอย่างก็ดูมิเหมือนกันกับสิ่งที่เป็นตอนนี้…
ถ้าทำแบบนั้นต่อไป ก็มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ซือถูซิงเฉิงจะทะลวงระดับของนักรบได้อย่างต่อเนื่อง
ทว่ากล่องไม้ที่อยู่ภายใต้การแบกรับของฟากฟ้าและแผ่นดิน กลับเกิดการสั่นคลอนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ฉู่หลิวเยว่เกือบเกิดความสนใจแล้ว
นางรู้สึกเหมือนว่าในกล่องไม้นั้นจะมีอันใดบางอย่าง ที่ต้องการจะออกไปโจมตี!
ในขณะนั้นเอง จักรพรรดิจยาเหวินก็ได้ยินเสียงนั้น เขาหันหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว
พลันฉู่หลิวเยว่ก็เข้าไปแอบตรงโต๊ะหนังสืออย่างรีบเร่ง
จักรพรรดิจยาเหวินในตอนนี้มีสภาพจิตใจที่มิสู้ดีนัก เหลือเพียงแต่สติสัมปชัญญะและการตั้งใจจดจ่ออันน้อยนิด จิตใจของเขาถูกปล่อยทะยานขึ้นสู่ลำแสงบนนภาผืนนั้น มิได้สนใจถึงการมีอยู่ของฉู่หลิวเยว่มาตั้งแต่แรก
เขาเดินอย่างเชื่องช้าไปจนถึงริมหน้าต่าง แต่หน้าต่างถูกตรึงไว้แน่นจากด้านนอก และไม่สามารถเปิดออกได้ตั้งแต่แรก เขาจึงมองไม่เห็นสภาพการณ์ของภายนอก
เขามองเห็นเพียงแค่แสงจากดวงสุริยนที่ถูกส่องสะท้อนมายังหน้าต่าง
“เหตุใดถึง…เหตุใดมันถึงเป็นเช่นนี้…”
จักรพรรดิจยาเหวินตกตะลึงพรึงเพริด พึมพำเสียงแผ่ว
“หรูเยว่…ในที่สุด ถึงคราวที่ข้าต้องขอการอภัยจากเจ้า…”
ฉู่หลิวเยว่งงงัน
หรูเยว่?
หากนั่นมิใช่สนมเอกตำแหน่งหว่านอี๋ผู้แสนอ่อนโยนในปีนั้น ก็เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของหรงซิวอย่างนั้นหรือ
ในตอนนี้ จักรพรรดิจยาเหวินเอ่ยคำพูดนี้ออกมามีความหมายว่าอย่างใดกัน?
ทั้งยัง…ฟังดูแล้ว ในน้ำเสียงนั้น มีความเสียใจและคับแค้นใจอย่างสุดซึ้งจากการกระทำผิดของตน
มีการเล่าลือกันว่าในปีนั้นจักรพรรดิจยาเหวินหลงรักหว่านอี๋มาก ต่อให้มีนางสนมสามพันคน แต่ก็ล้วนเทียบนางเพียงผู้เดียวมิได้
ทว่าหลังจากนั้นต่อมา… ตอนที่หว่านอี๋ได้ให้กำเนิดหรงซิวออกมาได้ไม่นาน นางก็ได้มีปากเสียงกับจักรพรรดิจยาเหวินอย่างหนักหน่วง นางย้ายออกจากพระราชวัง ตรงไปยังสำนักเทียนลู่
หลังจากอยู่ที่สำนักวิชาได้สองปี นางก็ถึงแก่มรณกรรม
จักรพรรดิจยาเหวินมิสามารถลบนางออกไปจากใจได้ แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องสามัญ แต่เหตุใดถึงจงใจพูดถึงนางขึ้นมาในตอนนี้กันล่ะ?
ขณะนั้นเอง จักรพรรดิจยาเหวินก็หยิบบางอย่างมาจากลำคอ
เนื่องจากเขาเอี้ยวตัวให้กับตำแหน่งที่ฉู่หลิวเยว่อยู่ จึงทำให้ฉู่หลิวเยว่แค่พอมองเห็นรูปร่างของมัน หากแต่ยังเพ่งมองให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแท้จริงแล้วนั่นคือสิ่งใดกันแน่
“เจ้ายังคงตำหนิในตัวข้า…ก็ใช่ มันเป็นความผิดของข้าเอง…ด้วยเหตุนั้น วันนี้ถึงได้ตกต่ำจนน่าอัปยศอดสู”
จักรพรรดิจยาเหวินว่าเสียงเบาราวกับกระซิบกระซาบ มองไปยังสิ่งของที่อยู่ในมือ ดูเหมือนจะหัวเราะ แต่ก็คล้ายว่าจะร้องไห้
เพียงครู่เดียว ของในมือของเขาก็หลั่งพรั่งพรูออกมาเป็นเส้นแสงวาววับอย่างกะทันหัน! ประหนึ่งเหมือนสายลำธาร เลียบไปตามแขนของจักรพรรดิจยาเหวินจนลุกลามแผ่ขยายไปทั่วทั้งร่าง!
ด้วยความรวดเร็ว จักรพรรดิจยาเหวินถูกแผ่คลุมอยู่ภายใต้แสงอันรุ่งโรจน์ที่ดูประหลาดและน่ามหัศจรรย์นั่นไปทั่วทั้งตัว!
นัยน์ตาดำของฉู่หลิวเยว่หดตัวลง!
เป็นเพราะลมปราณบนเรือนร่างของจักรพรรดิจยาเหวิน กำลังค่อยๆ ถูกเสริมให้มีกำลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างมิน่าเชื่อ
ทว่าพละกำลังนั้น มันหลั่งทะลักออกมาจากภายในร่างกายของตัวเขาเอง!
บนกระหม่อมของเขา ปรากฏอักขระชนิดหนึ่งซึ่งดูแปลกประหลาดขึ้นมา
ฉู่หลิวเยว่แอบมองอย่างเร็วปรือ พบว่าลวดลายนั้นกับลวดลายที่อยู่บนลำแสงสีแดงด้านนอกเหมือนกันอย่างกับแกะ!
ทว่าพลังปราณของสิ่งที่อยู่บนกระหม่อมของจักรพรรดิจยาเหวินนั้นดูแล้วธรรมดามาก ไม่เหมือนกับสิ่งนั้นที่อยู่ข้างนอกเลย
แควก!
จู่ๆ รอยแยกเป็นแนวยาวก็ปรากฏบนอักขระนั่น
และเมื่อเกิดรอยแยก พลังปราณในร่างกายจักรพรรดิจยาเหวินก็ เปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งขึ้นอย่างมิทันคาดคิด!
ในที่สุดฉู่หลิวเยว่ก็เข้าใจถ่องแท้ถึงอันใดบางอย่าง
จักรพรรดิจยาเหวินฝังอักขระไว้ในร่างกาย!
และตอนนี้ เขาเกือบจะทำให้ลวดลายอักขระเหล่านั้นขาดออกจากกันอยู่แล้ว!
เห็นได้ชัดว่ากำลังวังชาและความสามารถของจักรพรรดิจยาเหวิน มิได้ธรรมดาอย่างที่ปรากฏให้เห็นอยู่ภายนอก!
ลมปราณบนลำแสงนั่นดูอันตรายถึงเพียงนั้น แม้แต่เว่ยหลินที่เป็นนักรบระดับห้ายังหมดหนทาง นับประสาอันใดกับคนอื่น
“ในเมื่อไม่มีผู้ใดอยากไป…เช่นนี้แล้วยังไม่รีบจัดเตรียมเปิดค่ายกลอีกหรือ!”
หรงจิ่วออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด คนผู้นั้นตกใจขึ้นมา มิกล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก พลันรีบรุดถอยหลังออกไป
ด้วยความรวดเร็ว คนที่อยู่รอบข้างล้วนตามหลังกันไปแล้ว
หรงจิ่วมองไปยังซือถูซิงเฉินอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นกลับนึกถึงเรื่องหนึ่งได้อย่างกะทันหัน
“ตอนนี้เยี่ยเหล่าอยู่ที่ใด”
…
เยี่ยเหล่าในขณะนี้ กำลังรวมตัวกับผู้อาวุโสจงเยี่ย
หลังจากออกมา เขาก็วางแผนที่จะขัดขวางซือถูซิงเฉินก่อน แต่กลับถูกผู้อาวุโสจงเยี่ยขัดขวางหนทางที่จะไป
สองคนที่มีพละกำลังไล่เลี่ยกัน ตอนนี้ผู้อาวุโสจงเยี่ยไม่ได้ถูกแบกรับภาระจนมากเกินไป กำลังสู้รบจึงแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนเยอะ
ดังนั้น หลังจากผ่านกระบวนการวิทยายุทธ ทั้งสองคนก็ยังคงตีเสมอกันอยู่!
เมื่อมองเห็นซือถูซิงเฉินทะลวงผ่านนักรบระดับสี่แล้ว อีกทั้งยังวางแผนที่จะทะลวงอย่างต่อเนื่อง เยี่ยเหล่าก็ยิ่งรู้สึกร้อนใจ
“จงเยี่ย รู้หรือไม่ว่าหลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าน่ะ กำลังทำสิ่งใดอยู่กัน?”
ผู้อาวุโสจงเยี่ยหัวเราะเยาะ
“นางกำลังทำสิ่งใดอยู่ ยังไม่ชัดเจนพออีกหรือ? โอกาสที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ เจ้าอยากไปขัดขวาง ก็ให้ตีฝ่าคนอาวุโสอย่างข้าไปให้ได้ก่อนเถอะ!”
ลำแสงที่แฝงเร้นไปด้วยกำลังที่แข็งแกร่งนั้น ซือถูซิงเฉินเริ่มจากผ่านนักรับระดับสาม และผ่านฉลุยไปยังนักรบระดับสี่!
นางมีพรสวรรค์ในด้านการแพทย์หลวงอย่างดี ทว่าหากเกี่ยวกับนักรบ กลับมิได้มีการพัฒนาที่ดีเสียเท่าไร
หากเพียงคว้าโอกาสครั้งนี้เอาไว้ให้ดี นางจักแข็งแร่งมากกว่าเมื่อก่อนเป็นร้อยเท่า!
จิตใจของเยี่ยเหล่าเต็มไปด้วยความคับแค้น คนเขลาผู้นี้ คาดมิถึงว่ายังคงเข้าใจผิดอยู่ นั่นเป็นเพราะโชคชะตาของซือถูซิงเฉินดีถึงได้รับโอกาส! กระทั่งยังตั้งตารอนางฝ่าทะลวงครั้งแล้วครั้งเล่า กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่บรรลุถึงระดับมาตรฐานสูงสุด
ช่างเกินเยียวยาเหลือคน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คนอาวุโสอย่างข้าจะไม่เข้าไปขัดขวาง! เจ้าดูสถานการณ์ตรงนี้ไปก่อน ดูว่าท้ายที่สุดแล้ว นางจะสามารถกลายเป็นผู้แข็งแกร่งในระดับสูงสุดได้หรือไม่!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...