ตอนที่ 1085 โจมตีสำนักม่อจื๊อ
………………..
ถึงแม้ว่าโอ่วหยางหมิงซวนจะรู้ว่าเป็นเย่เชียนที่โจมตีชาฮัวเอียนอย่างเต็มกำลังแต่เขาก็เลือกที่จะเพิกเฉยเพราะก่อนหน้านี้การกระทำของชาฮัวเอียนทำให้โอ่วหยางหมิงซวนไม่สบอารมณ์อย่างมาก ซึ่งโอ่วหยางหมิงซวนก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าการที่ม่อหลงได้พับกับชาฮัวเอียนครั้งแรกที่บ้านของเขาและชาฮัวเอียนก็บอกว่าม่อหลงเป็นลูกหลานของตระกูลม่อดังนั้นเขาจึงรู้ว่าสักวันเย่เชียนก็จะต้องขัดแย้งกันชาฮัวเอียนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ก็ไม่สำคัญสำหรับโอ่วหยางหมิงซวนในปัจจุบันอีกต่อไปเพราะเมื่อเขาอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดอย่างน้อยๆเย่เชียนกับเขาก็ช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆและอาศัยอิทธิพลของเครือน่านฟ้ากรุ๊ปจึงทำให้เขาถูกสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติปล่อยตัว ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเย่เชียนกับตระกูลโอ่วหยางก็ตามแต่ความไว้วางใจของโอ่วหยางหมิงซวนที่มีต่อเย่เชียนก็ดีขึ้นและพูดได้เลยว่าการกระทำของชาฮัวเอียนก่อนหน้านี้ทำให้เขาไม่สามารถยอมรับได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นความจริงที่ว่าชาฮัวเอียนขุดร่างของตู้ฟู่เหว่ยขึ้นมาแล้วทำร้ายร่างอันไร้วิญญาณนั้นก็ทำให้โอ่วหยางหมิงซวนถึงกับส่ายหัวทำให้แต่ไม่ใช่เพราะเขาเห็นใจตู้ฟู่เหว่ยแต่เป็นเพราะการกระทำของชาฮัวเอียนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันไร้สัจธรรมและโหดเหี้ยมเกินไป ดังนั้นถ้าหากเขายังคงร่วมมือกับชาฮัวเอียนแบบนี้สิ่งนี้ก็มีแต่จะทำให้ตระกูลโอ่วหยางตกเป็นข่าวซุบซิบของผู้อื่นเท่านั้น
แน่นอนว่าโอ่วหยางหมิงซวนก็ไม่ได้ช่วยเย่เชียนจัดการกับชาฮัวเอียนเพราะนี่ถือว่าเป็นการกระทำที่ดีที่สุดในเวลานี้ เพราะเขาจะช่วยชาฮัวเอียนจัดการกับเย่เชียนได้อย่างไร? โอ่วหยางหมิงซวนไม่ใช่คนโง่เพราะเขาเห็นผลลัพธ์การต่อสู้ครั้งนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเขาเกรงว่าชาฮัวเอียนจะไม่มีที่ยืนเพราะการรุกรานของเย่เชียน ดังนั้นโอ่วหยางหมิงซวนจึงเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
ถึงแม้ว่าจะมีการกล่าวกันว่าในสถานที่แห่งนี้ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีกลุ่มที่มอำนาจมากที่สุ่มอยู่ 3 ฝ่าย และนั่นคือสำนักม่อจื๊อ,ตระกูลโอ่วหยางและลัทธิมารแต่ทุกคนก็รู้ดีว่าลัทธิมมารนั้นไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ครั้งสุดท้ายที่ลัทธิมารโจมตีภาคกลางนั้นทุกคนก็เข้าใจอย่างชัดเจนว่ามันเป็นเพียงข้ออ้างของหยานตงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและลัทธิมารก็ได้พัฒนากองกำลังของตนเองในกองทัพตามเขตชายแดน
อันที่จริงแล้วในภาคตะวันตกเฉียงเหนือการแข่งขันระหว่างตระกูลตระกูลโอ่วหยางกับสำนักม่อจื๊อนั้นดุเดือดจริงๆแล้วทำไมโอ่วหยางหมิงซวนถึงยินดีที่จะช่วยชาฮัวเอียนจัดการกับตู้ฟู่เหว่ย? ไม่เพียงเพราะความสัมพันธ์ของเขากับชาฮัวเอียนเท่านั้นแต่ที่สำคัญกว่านั้นโอ่วหยางหมิงซวนก็หวังว่าสำนักม่อจื๊อจะค่อยๆอ่อนแอลงและด้วยวิธีนี้จะทำให้ผลประโยชน์ของตระกูลโอ่วหยางมีมากขึ้น
นี่คือส่วนได้ส่วนเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะนอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับชาฮัวเอียนนั้นยังห่างไกลจากพี่น้องที่เกื้อหนุนกันทั้งในชีวิตและความตายและพูดตามตรงพวกเขาแค่มีผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น
การโจมตีขององค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่ากับสาวกหมิงม่อเป็นไปอย่างราบรื่นมากจนสาวกเหล่านั้นแทบไม่มีที่ว่างสำหรับการตอบโต้และหลายคนเลือกที่จะยอมจำนนหลังจากพยายามต่อต้านเล็กน้อย สิ่งที่เย่เชียนต้องการคือสำนักม่อจื๊อที่สมบูรณ์แบบดังนั้นการสังหารหมู่จึงไม่เกิดขึ้น ถ้าหากสาวกอันม่อทั้งหมดตายมันก็จะเหลือเพียงชื่อสำนักม่อจื๊อเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นเย่เชียนก็รู้ถึงความคิดของม่อหลงเพราะม่อหลงไม่ต้องการที่จะทำให้เกิดการสูญเสียมากเกินไป
เห็นได้ชัดว่าชาฮัวเอียนไม่ได้คาดหวังว่าทำไมเขาถึงไม่มีโอกาสได้ตอบโต้และต่อต้านเลยและเมื่อเห็นเย่เชียนโจมตีอย่างดุเดือดชาฮัวเอียนก็ไม่สบอารมณ์อย่างมาก ขณะที่เขาสั่งให้สาวกอันม่อต่อต้านเขาก็ได้โทรไปหาโอ่วหยางหมิงซวนเพื่อหวังว่าโอ่วหยางหมิงซวนจะช่วยเขาได้
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นเพียงการเย้ยหยันจากโอ่วหยางหมิงซวนและถึงแม้ว่าชาฮัวเอียนจะโกรธแต่เขาก็สวนกลับไปว่าเย่เชียนจะจัดการกับโอ่วหยางหมิงซวนต่อไปอย่างแน่นอนหลังจากที่เย่เชียนทำลายเขา อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าโอ่วหยางหมิงซวนจะไม่สนใจเลยและเขาไม่ฟังสิ่งที่ชาฮัวเอียนพูดและตัดสายทิ้งทันที
“เจ้าสำนักเราทนต่อไปไม่ไหวแล้วเราประสบความสูญเสียครั้งใหญ่และตอนนี้พี่น้องหลายคนก็ยอมจำนนโดยไม่ต่อต้านเลย” สาวกคนหนึ่งของสำนักม่อจื๊อรีบเข้ามาพูดอย่างเร่งรีบ
ชาฮัวเอียนก็ถอนหายใจอย่างเย็นชาและพูดว่า “ไอ้พวกขยะไร้ประโยชน์เลือกที่จะทรยศ” หลังจากนั้นชาฮัวเอียนก็จ้องมองไปที่สาวกคนนั้นอย่างดุเดือดและพูดว่า “แกเลือกแล้วสินะ?..แกพร้อมที่จถูกลงโทษแล้วหรือยัง?
ดวงตาที่เย็นชานั้นทำให้เขาสั่นโดยไม่ได้ตั้งใจและเขาก็รีบพูดว่า “ไม่..ผมไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ”
“หึ” ด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและชาฮัวเอียนอันก็พุ่งออกไปทันทีแล้วใช้มีดเชือดคอของสาวกคนนั้น เขานั้นไม่คาดหวังเลยว่าผู้ที่อยู่ภายใต้เขาจะเลือกทรยศเขา ชาฮัวเอียนนั้นยังนึกไม่ออกเลยว่าเขาที่เป็นถึงเจ้าสำนักแต่เหล่าสาวกดูไม่จริงใจกับเขาเหมือนเมื่อก่อนเพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนคนเหล่านี้ก็พร้อมที่จะทำตามเขาอย่างซื่อสัตย์และเขาเชื่ออย่างแน่นอนว่าถ้ามีคนมารุกรานเขาล่ะก็เหล่าสาวกจะต่อสู้เพื่อเขาโดยไม่ลังเลแต่แล้วตอนนี้ล่ะ? พอแต่พวกเขาเลือกที่จะทรยศเขาแทนและเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมและไม่คิดว่ามันเป็นเพราะตัวเขาเองแต่เขาเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเพราะความโลภในการใช้ชีวิตและการกลัวความตายของเหล่าสาวกเท่านั้น
ชาฮัวเอียนก็นั่งลงอย่างช้าๆเพราะสถานการณ์ได้จบลงแล้วและชาฮัวเอียนก็ดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยแต่เขาไม่รู้ว่าทำไมเพราะในตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกสบายใจขึ้นมากทั้งความเกลียดชังทั้งความแค้นมันกลับหายไปหมด ณ เวลานี้เขารู้สึกสบายใจขึ้นจริงๆและดูเหมือนว่าทุกอย่างจะหายไปจนจิตใจสงบและสงบอย่างผิดปกติ
เมื่อประตูถูกผลักเปิดเย่เชียน,ม่อหลง,หลี่เหว่ย,ชิงเฟิงและหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็มาปรากฏตัวต่อหน้าชาฮัวเอียนและเหลือบมองไปที่ชาฮัวเอียนที่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น จากนั้นเย่เชียนก็หันไปมองม่อหลงแล้วพูดว่า “พี่ม่อหลงพี่ออกไปข้างนอกเพื่อทำให้สาวกอันม่อสงบลงก่อนก็แล้วกัน..ตอนนี้พี่เป็นเจ้าสำนักม่อจื๊อเพราะงั้นพี่ต้องให้พวกเขารู้สึกไว้วางใจและเคารพจากก้นบึ้งของหัวใจ..ปู่หวงฟู่เองก็เป็นผู้อาวุโสของสำนักม่อจื๊อเพราะงั้นปู่ไปกับม่อหลงเถอะ..มันคงง่ายกว่าถ้าให้ปู่ไปจัดการส่วนเรื่องที่นี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง”
เมื่อได้ยินแบบนั้นชาฮัวเอียนก็ถึงกับตกใจเพราะเขาไม่เคยใช้วิชาผนึกอมตะมาก่อนยกเว้นตอนที่เขาจัดการกับหยานซื่อฉุยและชายสวมผ้าปิดหน้าครั้งก่อน แต่พอเย่เชียนพูดแบบนี้แล้วชาฮัวเอียนก็ถอนหายใจพร้อมกับพูดว่า “ชายสวมหน้ากากที่พิธีงานศพในวันนั้นคือแกเองเหรอเย่เชียน..หืม..ดูเหมือนว่าแกคิดที่จะจัดการกับฉันมานานแล้วสินะ..ดูจากท่าทางของแกแล้วดูเหมือนว่าแกจะพบวิธีรับมือกับวิชาผนึกอมตะได้แล้วสินะ..ถ้างั้นก็มาลองกันใหม่เลย”
จากนั้นชาฮัวเอียนก็สูดลมหายใจอย่างเย็นชาและพึ่งออกมาทันทีพร้อมกับการประสานมือเพื่อใช้วิชาผนึกอมตะอย่างรวดเร็วและหมัดแปลกๆก็พุ่งเข้าใส่เย่เชียนแต่ก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะสังเกตการประสานมือนั้น ดวงตาของเย่เชียนยังคงจับจ้องอยู่ที่มือของชาฮัวเอียนจนกระทั่งหมัดของชาฮัวเอียนมาถึงใบหน้าของเขาและเย่เชียนก็ตั้งสติได้แล้วใช้ฝ่ามือปัดป้องทันที
เพียงแค่เสียง “ปัง” หมัดของชาฮัวเอียนก็ปะทะเข้ากับฝ่ามือของเย่เชียนจนเย่เชียนถอยหลังไปสองสามก้าวและมีเลือดไหลออกมาจากมุมปากของเขาเล็กน้อย จากนั้นจู่ๆพลังในร่างกายของเขาก็ดูเหมือนจะอ่อนแอลงและหมุนเวียนอย่างผิดปกติ
เมื่อเห็นแบบนั้นหลี่เหว่ยกับชิงเฟิงก็ตกตะลึงและรีบพูดด้วยความเป็นห่วงว่า “บอสเป็นไงบ้าง?”
เย่เชียนก็เช็ดเลือดที่มุมปากของเขาแล้วส่ายหัวเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันไม่เป็นไร.พวกนายถอยไปก่อน!”
ชาฮัวเอียนก็แสยะยิ้มอย่างเย็นชา “อะไรนะ..แกยังอยากลองอีกเหรอ?..อยากตายขนาดนั้นเลยเหรอเพราะงั้นฉันจะบอกให้ว่านี่เป็นเพียงขั้นแรงของวิชาผนึกอมตะเท่านั้น..ครั้งต่อไปฉันจะไม่ยั้งมืออีกแล้ว..ฉันอยากรู้จริงๆว่าแกจะทำลายวิชาผนึกอมตะได้ยังไง”
.
.

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดนักรบจอมราชัน