ตอนที่ 1362 โอ่วหยางอู๋เต๋อ
………………..
หลังจากพักผ่อนในสำนักถังหนึ่งคืนเย่เชียนกับหลินเฟิงและจินเหว่ยห่าวก็รีบไปที่เขตบ้านพักของตระกูลโอ่วหยางทันที
เมื่อพวกเขาได้ยินจากเย่เชียนว่าตั๋วโพ่กำลังจะไปท้าทายโอ่วหยางอู๋เต๋อนั้นทั้งหลินเฟิงกับจินเหว่ยห่าวต่างก็ตกตะลึงและแน่นอนว่าพวกเขาไม่ต้องการพลาดการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่นี้ไป
เดิมทีถังจิงหนานคิดว่าจินเหว่ยห่าวสามารถอยู่ที่นี่ต่ออีกหน่อยเพื่อที่เขาจะได้สอนเคล็ดลับการใช้อาวุธลับของสำนักถังให้แต่เย่เชียนก็บอกเขาว่าจินเหว่ยห่าวจะกลับมาหลังจากเรื่องของตระกูลโอ่วหยางจบลงแล้วไม่อย่างนั้นจินเหว่ยห่าวจะไม่มีทางปล่อยวางสิ่งที่อยู่ในใจได้และเขาจะไม่มีสมาธิในการฝึก ซึ่งหลังจากถังจิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พยักหน้าเห็นด้วย
อย่างไรก็ตามเย่เชียนเห็นว่าใบหน้าของจินเหว่ยห่าวก็ดูไม่มีความสุขเลยและเย่เชียนก็คิดว่าการฝึกฝนของถังจิงหนานในวันนี้อาจทำให้จินเหว่ยห่าวรู้สึกท้อและเมื่ออยู่ในรถเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัยว่า “พี่จินพี่เป็นอะไรหรือเปล่า..พี่มีอะไรในใจอย่างงั้นเหรอ?..ไม่ต้องห่วงหรอกผมบอกปู่ไปแล้วและเขาก็ตกลงเพราะงั้นพี่จินจะกลับไปฝึกต่อหลังจากเรื่องของตระกูลโอ่วหยางจบลง..ผมคิดว่าปู่อยากจะสอนพี่จินด้วยความตั้งใจดังนั้นอย่าทำให้เขาผิดหวังล่ะ”
“ฉันเข้าใจแต่มันไม่ใช่เรื่องนั้น!” จินเหว่ยห่าวพยักหน้าและพูดว่า “จินถิงซานโทรมาหาฉันเมื่อคืนนี้” ถึงแม้ว่าจินเหว่ยห่าวจะยอมรับและให้อภัยจินถิงซานกับจินเจิ้งผิงแล้วแต่เขาก็ลำบากใจที่จะเรียกปู่กับพ่ออยู่
“มีบางอย่างเกิดขึ้นกับตระกูลจินหรือเปล่า?” เย่เชียนขมวดคิ้วและถาม
จินเหว่ยห่าวส่ายหัวเล็กน้อยและพูดว่า “ไม่ใช่ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับตระกูลจินแต่มีบางอย่างเกิดขึ้นกับจินเจิ้งผิงต่างหาก..เพราะเมื่อคืนก่อนเขาแขวนคอตัวเองในที่พักของเขา!”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปชั่วขณะแต่เมื่อคิดอย่างรอบคอบแล้วนี่อาจเป็นหนทางเดียวสำหรับจินเจิ้งผิงก็ได้เพราะเขาทนไม่ได้กับความเจ็บปวดจากการสูญเสียอำนาจดังนั้นหากปล่อยให้เขาใช้ชีวิตแบบนั้นต่อไปเขาก็มีแต่จะเจ็บปวด สำหรับเขาแล้วการมีชีวิตก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่ดี เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ตบไหล่จินเหว่ยห่าวและปลอบใจว่า “บางทีนี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดของเขาแล้ว..พี่จินไม่ต้องโทษตัวเองไปหรอกเพราะยังไงซะทุกคนก็เลือกเส้นทางของตัวเองและไม่ว่ามันจะผิดหรือถูกเขาก็ยอมรับแล้ว”
จินเหว่ยห่าวพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันเข้าใจดีว่าการใช้ชีวิตแบบนั้นของเขามันจะแย่ยิ่งกว่าความตายจริงๆและบางทีความตายอาจเป็นการบรรเทาทุกข์ที่ดีสำหรับเขาแล้วแต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังเป็นพ่อของฉันอยู่ดีและถึงแม้ว่าเขาจะเคยทำผิดต่อฉันมากแต่อย่างที่นายพูดเพราะสุดท้ายแล้วเขาก็เป็นเหยื่อของการชิงดีชิงเด่นของตระกูลและฉันเองก็รู้สึกผิดอยู่มาก”
“ในเมื่อพี่เข้าใจความจริงข้อนี้แล้วพี่ก็ไม่ควรโทษตัวเองเพราะการเปลี่ยนแปลงของตระกูลจินจะขึ้นอยู่กับพี่จินและสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกในตระกูลจินหรือไม่นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับพี่เอง” เย่เชียนพูด
จินเหว่ยห่าวพยักหน้าอย่างหนักหน่วงและไม่พูดอีกและเย่เชียนก็ไม่รบกวนเขาอีกต่อไปเพราะเย่เชียนรู้ว่าจินเหว่ยห่าวยังมีความผูกผันต่อครอบครัวมากและไม่ว่าจินเจิ้งผิงจะเฉยเมยและโหดร้ายแค่ไหนแต่จินเหว่ยห่าวก็ยังคงมีความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับจินเจิ้งผิงอยู่ดีแต่ตอนนี้เขาไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้วและจินเวยห่าวก็รู้สึกเศร้าใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตระกูลโอ่วหยางในสมัยก่อนนั้นมีชื่อเสียงอย่างมากในโลกศิลปะการต่อสู้โบราณแต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตระกูลโอ่วหยางไม่มีผู้สืบทอดที่ดีดังนั้นสถานะของตระกูลโอ่วหยางจึงค่อยๆตกต่ำลง อย่างไรก็ตามก็ไม่มีใครกล้าที่จะประมาทโอ่วหยางอู๋เต๋อผู้นำตระกูลโอ่วหยางคนปัจจุบันเลย
ในโลกศิลปะการต่อสู้โบราณนั้นกันว่ามีปรมาจารย์เซียนดาบจำนวนนับไม่ถ้วนและทุกคนที่ไปท้าทายตระกูลโอ่วหยางต่างก็พ่ายแพ้ให้กับบรรพบุรุษของตระกูลโอ่วหยางและเป็นเวลานับร้อยๆปีที่ตระกูลโอ่วหยางสะสมดาบชื่อดังมากมายจำนวนนับในคลังสมบัติของตระกูล
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตระกูลโอ่วหยางภาคภูมิใจที่สุดคือการต่อสู้ระหว่างโอ่วหยางอู๋เต๋อกับเลิ่งหานปิงด้วยเพลงดาบหกเล่มของโอ่วหยางอู๋เต๋อที่สามารถเอาชนะเลิ่งหานปิงได้และกลายเป็นปรมาจารย์นักดาบอันดับหนึ่งของโลกและอวดอ้างว่าสามารถเผชิญหน้ากับเย่เจิ้งหรานสุดยอดปรมาจารย์อันดับหนึ่งได้เลย ซึ่งอัฐิของเลิ่งหานปิงก็ยังคงฝังอยู่ในลานสุสานของตระกูลโอ่วหยางจนถึงตอนนี้และนั่นก็เป็นหลุมฝังศพขนาดใหญ่และดูเหมือนจะแสดงถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตระกูลโอ่วหยางแทนการสรรเสริญ
สามวันก่อนโอ่วหยางอู๋เต๋อได้รับสารท้ารบและในความเป็นจริงเขาก็รู้สิ่งต่างๆในสมัยก่อนเป็นอย่างดีและเมื่อพูดถึงความแข็งแกร่งจริงๆแล้วมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเลิ่งหานปิงเลยและเมื่อย้อนกลับไปในตอนนั้นเขาใช้เพลงดาบหกเล่มหกกระบวนท่าแต่ทว่าเขากลับพ่ายแพ้ให้กับเลิ่งหานปิงเพียงหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น อย่างไรก็ตามในเวลานั้นโอ่วหยางอู๋เต๋อก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อฆ่าเลิ่งหานปินจนได้ในที่สุดและฝังร่างของเลิ่งหานปิงเอาไว้ในลานประลองครั้งนั้นและสร้างสุสานเพื่อประกาศศักดิ์ดาและเกียรติยศของตระกูลโอ่วหยางและจุดประสงค์ก็เพื่อบอกผู้คนในโลกใบนี้ว่าไม่มีใครสามารถท้าทายความยิ่งใหญ่ของตระกูลโอ่วหยางได้อีก ซึ่งหลังจากศึกดวลครั้งใหญ่ครั้งนั้นก็ไม่มีใครในโลกที่กล้าท้าทายตระกูลโอ่วหยางอีกเลยและถึงแม้ว่าจะมีแต่มันก็ไม่ได้ถูกเปิดเผย
นอกจากนี้เขายังวางดาบกลืนวิญญาณตั๋งโพ่เอาไว้บนสุสานของเลิ่งหานปิงด้วยแต่หลังจากการตายของเลิ่งหานปิงสามวันจู่ๆก็มีคนบุกเข้ามาในตระกูลโอ่วหยางและขโมยดาบกลืนวิญญาณไปและถึงแม้ว่าในใจของโอ่วหยางอู๋เต๋อจะประหลาดใจมากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่ได้คิดมากมายอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หลังจากผ่านไปหลายปีลูกหลานของเลิ่งหานปิงดันหวนกลับมาเพื่อที่จะแก้แค้นเขา
อย่างไรก็ตามโอ่วหยางอู๋เต๋อก็ไม่ได้จริงจังอะไรเพราะหลังจากผ่านมาหลายปีฝีมือการใช้ดาบของเขาก็พัฒนาขึ้นมากและจากเพลงดาบหกเล่มกลายเป็นเพลงดาบเก้าเล่มไปแล้วและถึงมันจะไม่ใช่การก้าวกระโดดแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ธรรมดาๆเลย ซึ่งโอ่วหยางอู๋เต๋อยังมั่นใจมากว่าถ้าหากเย่เจิ้งหรารยังมีชีวิตอยู่เขาก็สามารถเอาชนะเย่เจิ่งหรานได้ง่ายๆ
ในตอนเช้าโอ่วหยางอู๋เต๋อเดินออกจากห้องหลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็สวมชุดประจำที่สง่าผ่าเผยและเหล่าสมาชิกของตระกูลโอ่วหยางก็รวมตัวกันที่ลานประลองเพราะนี่เป็นการต่อสู้ที่เกี่ยวข้องกับเกียรติยศและศักดิ์ศรีดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกประหม่าเล็กน้อย อย่างไรก็ตามพวกเขาก็เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวโอ่วหยางอู๋เต๋อเพราะในสายตาของพวกเขานั้นโอ่วหยางอู๋เต๋อคือสุดยอดปรมาจารย์ที่ยังมีชีวิตอยู่และเด็กที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนั้นจะมาเป็นคู่ต่อสู้ของโอ่วหยางอู๋เต๋อได้อย่างไร?
จากนั้นเย่เชียนก็เขามองไปที่ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆโอ่วหยางอู๋เต๋อและเห็นกล่องดาบอยู่ในอ้อมแขนของเขาแล้วเย่เชียนก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “ฝีมือของโอ่วหยางอู๋เต๋อคงจะไม่ธรรมดาจริงๆสินะ”
“ใช่แล้วบอส..ข้างในกล่องดาบบนมือของชายหนุ่มคนนั้นมีดาบอยู่เก้าเล่มและมันก็เป็นดาบที่มีชื่อเสียงทั้งเก้าเล่มเลยซึ่งแต่ละเล่มล้วนมีเรื่องราวและประวัติศาสตร์อันน่าอัศจรรย์และไม่มีใครเคยเห็นดาบเก้าเล่มของเขามาก่อนเพราะงั้นการดวลครั้งนี้ฉันเกรงว่าชายหนุ่มคนนั้นคงลำบากแน่” ม่อหลงพูด
“มันน่าสนใจดี” เย่เชียนพูด “ในตอนแรกผมอยากจะท้าทายโอ่วหยางอู๋เต๋ออยู่เหมือนกันเพราะงั้นการที่เราได้เห็นความสามารถของเขาก่อนแบบนี้มันจะเป็นประโยชน์ต่อเรามาก”
“แล้วเราจะเอายังไงกันดี?” หลินเฟิงมองไปยังเย่เชียนและถามเพราะเห็นได้ชัดว่าเขารู้ได้ถึงสิ่งที่เย่เชียนกำลังคิดและนั่นก็เป็นเหตุผลที่เขาถามคำถามนี้
“ว่ากันตามสถานการณ์” เย่เชียนพูด “ลองดูไปก่อนแต่ถ้าเป็นไปได้พวกเราควรจะเข้าไปช่วยเขา” จากนั้นเย่เชียนก็หันไปมองม่อหลงและถามว่า “แล้วคนของพี่ม่อหลงพร้อมหรือเปล่า?”
.
.
.
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดนักรบจอมราชัน