บทที่ 109 ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า
“หากอยากได้ก็รับไปสิ จะถามมากมายเพื่อการใด?”
สวี่หยางเขี่ยจมูกจิ้มลิ้มของหลินหวั่นชิงพลางกล่าวยิ้ม ๆ
“ไม่ได้ สามี เจ้าต้องการมันมากกว่าข้า ข้าอยู่กับบ้านตลอด เช่นไรก็ปลอดภัย ไม่ต้องการมันหรอก”
หลังคิดดูแล้ว หลินหวั่นชิงก็ส่ายหัวปฏิเสธ
“หวั่นชิง เจ้าต้องการมันมากกว่าเรานะ” เสิ่นม่านอวิ๋นกล่าวเบา ๆ “ซ่งผิงนั่นคิดทำร้ายเจ้า ในตระกูลมีคนไม่ชอบเจ้า เจ้าต้องใส่ใจปกป้องตนเองมากกว่านี้สิ”
“แต่… มันล้ำค่าเกินไป” หลินหวั่นชิงหวั่นไหวอย่างยิ่ง
ขณะนี้ สวี่หยางสังเกตเห็นว่าความชอบของหลินหวั่นชิงเพิ่มอีกครั้ง มาถึง 96 แล้ว
อืม เท่าความชอบของเสิ่นม่านอวิ๋นแล้ว
“เจ้ารับไปเถอะ ข้ายังมีอยู่กับตัว” สวี่หยางนำยันต์แสงทองออกมาอีกใบราวกับเล่นกล
หลินหวั่นชิงกอดสวี่หยาง “สามี เหตุใดเจ้าจึงมีความสามารถนัก มีของดีเยอะเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ความลับสวรรค์ แพร่งพรายไม่ได้” สวี่หยางยิ้มแฝงนัย “ยังมีอีกอย่างหนึ่งนะ”
ทันทีที่ผ้าหลากสีหลงเฟิ่งถูกนำออกมา รัศมีก็เรืองส่องทั่วบ้าน งดงามจับตายิ่ง
อย่าว่าแต่หลินหวั่นชิงเลย กระทั่งหลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นที่ไม่ได้ใช้ศัสตราเช่นนี้ก็ตะลึงไปเช่นกัน
“ขั้นกลางระดับสอง ไอ้หยา ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางระดับสอง!”
หลินหวั่นชิงกลืนน้ำลายเอื๊อก
นางก็มีศัสตราศักดิ์สิทธิ์รูปแบบผ้าในมือเช่นกัน แต่เป็นเพียงขั้นกลางระดับหนึ่งเท่านั้น
ยามนี้เมื่อสวี่หยางมอบศัสตราขั้นกลางระดับสองแก่นาง ของดีเช่นนี้ แม้แต่ในตระกูลนางยังไร้ผู้ใดมี
“ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ดีขนาดนี้ สามี เจ้าไปแอบซื้อมาเมื่อไรกัน?”
หลินหวั่นชิงถามอย่างตื้นตัน
“อืม ก่อนหน้านี้เคยฝากสหายซื้อ ผู้ชายของเจ้าก็มีความลับอยู่เล็กน้อยนะ”
สวี่หยางกล่าวแฝงนัย
หลินหวั่นชิงฉลาดยิ่ง นางย่อมไม่รุกไล่เซ้าซี้ ซบตัวเข้าในอ้อมแขนของสวี่หยาง “ผู้ชายของข้าแข็งแกร่งยิ่ง ข้าย่อมต้องตกรางวัลให้อย่างงาม”
หัวใจของสวี่หยางสะท้าน เอื้อมมือออกไปอย่างไม่ได้คิดดี
หลินอวี้ผงะไป ก่อนจะรีบร้อนพูดว่า “ข้าจะไปทำกับข้าวนะ”
“ไปด้วย ไปด้วยสิ”
เสิ่นม่านอวิ๋นถูกจัดการไปเมื่อคืน ยามนี้เห็นสีหน้าท่าทางสวี่หยางก็ขวัญผวา
ทั้งสองรีบเผ่นออกไป ขณะที่สวี่หยางตะครุบตัวกอดหลินหวั่นชิงไว้ มอบสัมผัสดุจล่องลอยเหนือเวหาให้กับนาง
หลังสิ้นเหตุการณ์
หลินหวั่นชิงเองก็เปี่ยมชีวิตชีวา นำแผนที่สมบัติแผ่นหนึ่งออกมา
“เมื่อวานยามข้ากลับไป ข้าขอแผนที่สมบัติส่วนที่เหลือจากพ่อแม่มาแล้ว เจ้าดูสิ”
“แผนที่สมบัตินี้อยู่บนเกาะโพ้นทะเลแห่งหนึ่ง”
หัวใจของสวี่หยางเต้นกระตุก ถามอย่างฉงนใจ “ยามเจ้าได้แผนที่สมบัติมา เหตุใดจึงไม่คิดไปตามหามัน?”
“ข้าอ่อนแอเกินไป เพราะถึงอย่างไรนี่ก็คือถ้ำพำนักของผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน พ่อแม่ข้าเคยบอกว่า ยามข้าฝึกขอบเขตกลั่นลมปราณถึงระดับเก้าจึงไปได้ หากอยากให้ปลอดภัยกว่านี้ ค่อยไปยามอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานก็ได้”
สายตาของหลินหวั่นชิงครุ่นคิด หันมองสวี่หยางพลางกล่าวอย่างจริงจัง “สามี ยามนี้มันเป็นของเจ้าแล้ว”
“อืม ได้ ข้าจะกลับไปพินิจดู”
ลึก ๆ แล้ว สวี่หยางไม่ได้สนใจแผนที่สมบัตินี้
แม้สมบัติจะดี แต่ก็ยังเหมือนเดิม ต้องมีชีวิตรอดก่อนจึงได้มา
…
เปิดร้านใหม่ สวี่หยางทำตัวเงียบเชียบ ไม่ได้ประกาศใหญ่โต ทำเพียงเปิดประตูเฉย ๆ
ชั้นวางของอะไรก็ซื้อเอาแถวนั้น แล้วเชิญช่างไม้สองคนมาซ่อมโน่นตกแต่งนี่
วันที่สาม
สวี่หยางอยู่หลังร้านเพียงลำพัง
ปราณวิญญาณในห้องนั้นอัดแน่นด้วยผลของค่ายกลควบแน่นวิญญาณ หล่อเลี้ยงไปทั่วร่างกาย
“อีกไม่มากแล้ว!”
สวี่หยางพยักหน้าเงียบ ๆ!
เขานำหินวิญญาณออกมากำหนึ่ง
ไม่กี่วันก่อน เขาได้รับรางวัลเป็นการฝึกฝนสิบปีสองหน ทำให้เขาฝึกฝนมาถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด ติดคอขวดเกือบเลื่อนระดับต่อได้ทันที!
เมื่อมาจ่อที่คอขวด อะไร ๆ ก็ง่ายไปหมด และเมื่อสวี่หยางเริ่มทะลวงขั้นอย่างจริงจัง ปราณวิญญาณทั่วทั้งห้องก็หลากโถมเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง
“ทะลวงสิ! ทะลวง!”
ครืน!!!
ปราณของสวี่หยางโถมทวีมหาศาล
จิตเทวะอันแข็งแกร่งตรวจสอบปราณในกายตลอดเวลา พินิจปราณมากมายที่เริ่มไหลเวียนไปทั่วทุกเส้นลมปราณ
ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าคือจุดสูงสุดของขอบเขตกลั่นลมปราณ
การพัฒนาถึงระดับนี้ตัดสินชี้ชัดว่าภายหน้าจะสร้างรากฐานได้ง่ายขึ้นหรือไม่ จึงกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสุดขั้วสำหรับผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณ
โชคดีที่จิตเทวะของสวี่หยางแข็งแกร่ง
ในจุดตันเถียนของเขาเต็มไปด้วยปราณวิญญาณ โคจรรวดเร็วและเป็นจังหวะขึ้นเรื่อย ๆ ให้ความรู้สึกพร้อมทะลวงขอบเขตได้เดี๋ยวนี้
ทว่าสวี่หยางลอบสะกดมันไว้ เพราะเขาไม่ได้รีบร้อนทะลวงขอบเขต อยากเสริมรากฐานให้สมบูรณ์กว่านี้เสียก่อน
และขณะนี้ อานิสงส์ของการมีจิตเทวะแข็งแกร่งกำลังปรากฏ
จิตเทวะนั้นทรงพลัง ให้ความสนใจกับทุกตารางชุ่นบนร่างกายทุกเวลา
ตู้ม!!
ในที่สุด ภายใต้การคุ้มกันของจิตเทวะ การเลื่อนระดับก็ผ่านไปอย่างลุล่วง
…
“หือ?”
“ภวังค์จิต?”
สวี่หยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลิงโลด รีบหลับตาลง ตั้งจิตจดจ่อในมโนสำนึก
จริงเช่นนั้น ในมโนสำนึกของเขาปรากฏกลุ่มแสงสีขาวซึ่งเดิมเป็นที่เก็บจิตเทวะ และขณะนี้ จิตเทวะทั้งหมดถูกกักเก็บอยู่ในกลุ่มแสงสีขาว
“จิตเทวะแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนสองเท่าแน่ะ!! แล้วยัง…”
หัวใจของสวี่หยางเต้นกระตุก ภวังค์จิตนี้เป็นสถานที่ฝึกฝนจิตเทวะ และการจะสร้างภวังค์จิตเช่นนี้ขึ้นมา ก็ทำได้เพียงฝึกฝนเคล็ดวิชาบางอย่างเท่านั้น
แต่ขณะนี้ เขาได้มันมาอย่างปุบปับทันใด
“ฝึกฝนเคล็ดปลูกถ่ายพินิศวิญญาณจนถึงจุดนี้ ไม่คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นปัจจุบัน อัศจรรย์แท้”
สวี่หยางแย้มยิ้มอย่างตื่นเต้น
ประโยชน์ของการมีภวังค์สติแข็งแกร่งนั้นมากมายเหลือคณนา
ขณะนี้ จู่ ๆ นอกร้านก็เกิดเสียงเอะอะ
หัวใจของสวี่หยางกระตุก “มีคนทะเลาะกันหรือ?”
…
“ค่าคุ้มครอง? แม้เราเพิ่งย้ายมา ก็ไม่เคยได้ยินถึงการเก็บเงินค่าคุ้มครองใด ๆ พวกเจ้าเห็นเรามาจากข้างนอกจึงมารังแกกันมากกว่า”
หน้าบ้านชิงเฟิง
หลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นยืนอยู่ด้วยกัน กล่าวกับผู้บำเพ็ญสามคนในชุดลำลองซอมซ่อที่หน้าประตูร้านอย่างเดือดดาล
พวกนางไม่คาดเลยว่าแค่มาต้อนรับลูกค้า จู่ ๆ ก็มีคนมาบอกว่าพวกเขาเป็นสมาชิกสมาคมผู้บำเพ็ญไร้สังกัดที่นี่ ผู้ใดมาเปิดร้านก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองแก่พวกเขา
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงทะเลาะกัน ทำให้ลูกค้าที่คิดมาซื้อของต้องถอยหนี
เสิ่นม่านอวิ๋นไม่ได้กลัวผู้บำเพ็ญไร้สังกัดท่าทางเยี่ยงคนพาลเช่นนี้เลย กลิ่นอายขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดแผ่ออกมาจากกาย!
ในหมู่ผู้บำเพ็ญทั้งสาม คนหนึ่งขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ด ขณะที่อีกสองคนอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสาม
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายนี้ พวกเขาก็ตกใจ
คนผู้นี้รับมือยาก!
ทว่าบุคคลเบื้องหลังพวกเขาแข็งแกร่งกว่านี้ จึงหาได้กลัวไม่
ผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ดซึ่งเป็นผู้นำดูอายุราวห้าสิบ จอนผมหงอกขาว กล่าวกับหลินอวี้อย่างดูแคลน “มนุษย์เช่นเจ้าจะรู้อะไร!”
ป้าบ!!
อึดใจต่อมา เสิ่นม่านอวิ๋นก็เหวี่ยงแขนตบเข้าใส่
“เจ้ากล้าตบข้า? เราเป็นสมาคมใหญ่ที่สุดที่นี่ ระวังเถิด ฤทธายิ่งใหญ่ของเราจะทำให้เจ้าเกิดปัญหา”
ผู้บำเพ็ญซึ่งถูกตบยกมือปิดหน้า ตกใจกับความกล้าของเสิ่นม่านอวิ๋น
ในใจเขา มนุษย์นั้นรังแกง่าย เขาจึงเดาว่ามนุษย์อย่างหลินอวี้เป็นเพียงสาวใช้ ต่อให้ด่าไปก็ไม่เสียหาย
ใครจะทราบว่าเถ้าแก่เนี้ยจะตบเขาทันที โดยที่เขาไม่กล้าตอบโต้สวนคืน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน