บทที่ 112 ภายหน้า ข้าคงต้องเกาะเจ้ากินแล้ว
ชอบสิ แน่นอน
ชายใดบ้างจะไม่พิสมัยภรรยาผู้เป็นฝ่ายริเริ่ม?
หลินหวั่นชิงกล่าวยิ้ม ๆ “โอสถนี้มีผลกับผู้มีความประทับใจที่ดีต่อกันเท่านั้น หากในใจนึกรังเกียจ มันก็รังแต่จะทวีความรังเกียจ”
“หวั่นชิง เจ้าทำเช่นนี้ ข้าย่อมต้องทำโทษเจ้าให้สาสม นอนลง!”
สวี่หยางกล่าวอย่างเปี่ยมคุณธรรม
หลินหวั่นชิงทำท่าทางน่าสงสาร “สหายเต๋าสวี่ ไว้ชีวิตข้าด้วย”
ไม่ยักรู้ว่าหลินหวั่นชิงจะรู้จักการเล่นสวมบทบาท ยิ่งเล่นยิ่งตีบทแตกไปใหญ่แล้ว
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ทุกฝ่ายล้วนสดชื่นแจ่มใส
โอสถเสน่หาเช่นนี้ให้ผลไม่เลว ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยได้จริง ๆ
สวี่หยางกล่าวได้เต็มปากว่าชอบมันสุด ๆ
“หวั่นชิง เหตุใดเฉินหู่จึงฟังเจ้านัก?” ขณะโอบกอดหลินหวั่นชิง สวี่หยางก็ถามขึ้น
“เฉินหู่เป็นเช่นนี้เสมอ สมาคมหู่เวยของเขามีตระกูลหลินของข้าให้การสนับสนุนอยู่ เขามีบุคลิกระมัดระวัง บุคคลระดับสูงผู้ใดจากตระกูลหลินของข้าล้วนไม่กล้าล่วงเกิน! ครั้งหนึ่ง ผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสรองเคยคิดดึงเขามาเข้าพวก แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพกลับไปทั้งสิ้น”
“ดึงมาเป็นพวก?” สวี่หยางจับใจความได้ “ดูเหมือนตระกูลหลินของเจ้าจะมีหลายฝ่ายนะ”
“อื้อ ใช่เลย สงครามภายในทั้งนั้นแหละ”
แล้วหลินหวั่นชิงก็เริ่มสาธยาย
ขณะนี้ ผู้นำตระกูลหลิน หลินอีหลุนและผู้อาวุโสสูงสุดล้วนเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย4!
ทว่าคนทั้งสองชรามากแล้ว เหลืออายุขัยอีกไม่ถึงสามสิบปี
เมื่อทราบว่าพวกตนอยู่ได้อีกไม่นาน ทั้งสองจึงตัดสินใจฝึกฝนคนหนุ่มสาวสักคนให้บรรลุขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางภายในอายุสามสิบให้ได้สักคน
หลังจากมาถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ก็จะมีหวังบรรลุขั้นปลาย ก่อนจะไปถึงขอบเขตจินตาน!!
เพื่อคัดเลือกผู้สืบทอดที่ถูกต้อง ในยามแรก ทั้งสองจึงจับตามองสองคนที่มีโอกาสเป็นไปได้
หนึ่งคือหลานของผู้อาวุโสใหญ่ อีกหนึ่งคือบุตรชายของผู้อาวุโสรอง
ผู้น้อยทั้งสองมีการฝึกฝนขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าแล้ว ขณะนี้พวกเขาขาดเพียงยาสร้างรากฐานหนึ่งเม็ด ก็จะทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นได้
กล่าวได้ว่าอนาคตไร้จำกัด
แต่พวกเขาไม่คาดเลยว่าหลินหวั่นชิงจะถูกผู้อาวุโสสามเชิญตัวกลับมา
ผู้อาวุโสสามนี้ก็คือลุงใหญ่ของหลินหวั่นชิง
หลินหวั่นชิงมากสามารถที่สุดในหมู่ทายาทรุ่นเยาว์ของตระกูลหลิน การกลับมาของนางย่อมดึงความสนใจของผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสสูงสุด
หลังฝึกฝนปีกว่า หลินหวั่นชิงก็เผยความสามารถยอดเยี่ยมออกมาอีกครั้ง จึงเกิดข่าวลือว่าหลินหวั่นชิงมีโอกาสก่อจินตานสูงที่สุด
สองเครือญาติฝ่ายผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสรอง แม้ยามนี้จะมีขอบเขตสูงกว่าระดับหนึ่ง แต่พวกเขาก็เติบโตมาด้วยทรัพยากรมหาศาล
แต่หลินหวั่นชิงเล่า?
ตลอดกาลผ่านมา นางอยู่ลำพังนอกตระกูล แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ นางก็ยังเพิ่มพูนการฝึกฝนสู่ระดับแปด ต่ำกว่าพวกเขาเพียงระดับเดียวได้
เมื่อเกิดความคิดนี้ ผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสสูงสุดก็ให้ค่าหลินหวั่นชิงมากขึ้น ทำให้นางกลายเป็นเสี้ยนตำใจของผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโสรอง
“ขณะนี้ ผู้อาวุโสทั้งสองกำลังแอบชักจูงคนมาเข้าฝ่าย หวังว่าคนเหล่านั้นจะช่วยสนับสนุนแลกกับโอสถวิญญาณ ขณะที่ฝ่ายลุงใหญ่ของข้ามีคนน้อยที่สุด”
หลินหวั่นชิงกล่าวอย่างอับจน
“เวลา หวั่นชิง สิ่งที่เจ้าขาดในขณะนี้คือเวลา ขอเพียงเจ้ามีเวลามากพอ การฝึกฝนของเจ้าก็จะก้าวข้ามสองคนนั้นในไม่ช้าก็เร็ว”
สวี่หยางตบต้นขาขาวนุ่มนิ่มของนางพลางกล่าวปลอบใจเบา ๆ
“ลุงใหญ่ของข้าบอกว่า ผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสสูงสุดหารือกันไว้ว่าอย่างมากที่สุด พวกเขาก็จะให้เวลาว่าที่ผู้สืบทอดทั้งสามห้าปี และในห้าปีนี้ หากคิดเป็นผู้สืบทอด ก็ต้องบรรลุสามเงื่อนไขให้ได้ก่อน”
“เงื่อนไขแรกคือบรรลุสู่จุดสูงสุดของขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า”
“สองคือฝึกฝนเคล็ดปลูกถ่ายพินิศวิญญาณ อย่างน้อยต้องเป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสองขั้นกลาง”
“สามคือเอาชนะว่าที่ผู้สืบทอดอีกสองคน”
“ผู้บรรลุทั้งสามเงื่อนไขจะได้ยาสร้างรากฐานจากตระกูล และหลังจากสร้างรากฐานลุล่วง ก็จะได้รับการฝึกฝนดูแลในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลอย่างสมบูรณ์!”
สวี่หยางแย้มยิ้ม “หวั่นชิง เวลาห้าปีนี้ ถึงจะบอกว่าเป็นเวลาให้ทุกผู้เสมอกัน แต่ที่จริงคงต้องบอกว่าเป็นการให้เวลาเจ้าคนเดียวมากกว่า เพราะถึงอย่างไร คนทั้งสองก็ฝึกฝนถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้ากันแล้ว มีเพียงเจ้าที่ยังตามไม่ทัน ข้าเดาว่าผู้นำและผู้อาวุโสสูงสุดยังคงให้ค่าเจ้าสูงกว่าคนอื่นนะ”
“ลุงใหญ่และพ่อแม่ข้าก็คิดเช่นนั้น ขณะนี้ เป้าหมายสองข้อแรกนับว่าง่าย แต่สิ่งที่ข้ากังวลคือจะเอาชนะอีกสองคนเช่นไรดี ทั้งสองอายุมากกว่าข้า และเจนการต่อสู้กว่าข้านัก”
หลังเสวนากันครู่หนึ่ง ทุกคนก็ล้วนรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย
สวี่หยางกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ก่อนจะไปนอน สามีผู้นี้อยากประกาศข่าวดีเรื่องหนึ่ง”
ดวงตากระจ่างพราวสามคู่หันจ้องสวี่หยางอย่างฉงนใจท่ามกลางแสงเทียน
สวี่หยางแย้มยิ้ม ก่อนจะทำเล่นตัว “แต่ข้าจะยังไม่บอก ลองเดาดูก่อนสิ”
เสิ่นม่านอวิ๋นได้ยินเช่นนี้ก็ร้อนใจ “แหม สหายเต๋าสวี่ ยังพูดจามีลับลมคมในอีก รีบพูดออกมานะ ไม่เช่นนั้นเจ้าโดนแน่”
นางตะครุบคุนคุนของสวี่หยาง
สวี่หยาง “……”
เสิ่นม่านอวิ๋นผู้นี้หาเรื่องโดนดีเสียแล้ว
แต่ข้ายังเหนื่อยไม่หาย ดังนั้นจะปล่อยนางไปก่อน
ขณะเดียวกันนั้น ปราณของสวี่หยางแผ่ออกมา
“ขอบเขตกลั่นลมปราณ… ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า!”
ดวงตาทั้งสามคู่เบิกกว้างพร้อมเพรียง
“เจ้าฝึกฝนถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
หลินหวั่นชิงตกตะลึง
เสิ่นม่านอวิ๋นคว้ามือสวี่หยาง “สามี ข้าตื่นเต้นยิ่งนัก”
“เจ้าในยามนี้อยู่ในช่วงสำคัญของการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลหลิน ของเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับเจ้า รับไว้เถอะ!”
“สามี……” หลินหวั่นชิงตื้นตันเจียนร่ำไห้
“เจ้าควรพัฒนาฝีมือ ภายหน้า ข้าคงต้องเกาะเจ้ากินแล้ว”
หลินหวั่นชิงย่อมรู้ว่าสวี่หยางล้อเล่น นางซุกเข้าไปในอ้อมแขนของสวี่หยาง “ภายหน้า ทุกอย่างขึ้นกับเจ้าแล้ว”
…
ยามฟ้าสาง อากาศแจ่มใส หมอกขาวลงหนาปกคลุมทั่วฟ้าเหนือเกาะหงเยี่ย วิหควิญญาณฝูงหนึ่งโบยบิน เกิดเป็นภาพงดงามตรึงตา
จากการชี้นำของหลินหวั่นชิง สวี่หยางไปยังเมืองเป่ยไห่เพื่อรับป้ายศิษย์นอกสกุลของตระกูลหลินผู้บำเพ็ญเซียน
เมื่อมีป้ายนี้ ก็จะเลี่ยงปัญหาไปได้มากมาย
เดิมที หลินหวั่นชิงอยากให้สวี่หยางทำเช่นนี้ในภายหลัง แต่เนื่องจากเรื่องของสมาคมหู่เวย นางจึงตัดสินใจให้สวี่หยางทำเช่นนี้ก่อน
เมื่อเปิดร้านใหม่ การแข่งขันระหว่างร้านรวงที่นี่ดุเดือด ขณะที่ธุรกิจอยู่ในระดับปานกลาง
เมื่อพิจารณาว่ารายจ่ายในช่วงนี้สูงเกินไป และหลินหวั่นชิงอาจต้องซื้อโอสถบางอย่างเพิ่ม สวี่หยางจึงตัดสินใจแอบขายโอสถบางส่วน
เพราะเหตุนี้ เขาจึงใช้กระบี่บินทะยานออกจากเกาะหงเยี่ยสู่เมืองเป่ยไห่แต่เช้า
ทันทีที่มาถึง สวี่หยางไม่ได้เริ่มขายของ แต่สำรวจบริเวณรอบข้างก่อนว่าไร้ผู้ใดตามมา จึงเดินเข้าตรอกแห่งหนึ่งไป
เมื่อออกมาอีกครั้ง เขาก็เปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเป็นชายวัยกลางคนผิวเหลืองผู้หนึ่ง ใช้วิชาอำพรางกลิ่นอาย เผยการฝึกฝนเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ด
ครู่ต่อมา เขาก็มายังร้านซื้อขายโอสถ
ที่แห่งนี้มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ เถ้าแก่ร้านเป็นผู้อาวุโสผู้หนึ่งของตระกูลหลิน!
“สวัสดี ไม่ทราบว่าสหายเต๋าท่านนี้ต้องการซื้อโอสถใดหรือ ข้าเป็นคนของผู้อาวุโสรองตระกูลหลิน ขายแต่ของดีราคาถูกทั้งนั้นเลย”
เถ้าแก่ร้านเหลือบมองสวี่หยาง หน้ากากหนังมนุษย์ของสวี่หยางถือว่าดาษดื่น ผู้อื่นจึงเห็นเบาะแสได้โดยง่าย
เถ้าแก่ร้านยิ้มในใจ แต่ไม่ได้พูดเปิดโปง
สวี่หยางเอ่ย “ข้ามีโอสถอยู่กับตัว ช่วยประเมินหน่อยได้หรือไม่”
สวี่หยางนำหญ้าอวี๋ซิงและหลินจือแดงออกมาทันที
ทั้งสองล้วนเป็นโอสถระดับสองซึ่งค่อนข้างมีค่า แต่ถึงอย่างไร สวี่หยางก็กล้าขายเพียงโอสถคุณภาพดีเท่านั้น หากคุณภาพดีเกินไปอาจสะดุดตาเกินเหตุได้
“เอ๋ สองสิ่งนี้ล้วนเป็นวัตถุดิบใช้ทำยาสร้างรากฐานทั้งนั้นนี่!”
เถ้าแก่ร้านประหลาดใจ “สหายเต๋า เจ้ายังมีมากกว่านี้หรือไม่ เรารับซื้อทั้งหมดเลย ส่วนเรื่องราคา เจ้าวางใจได้เลยนะ”
แล้วเถ้าแก่ร้านก็เสนอราคา รวมสองอย่างแล้วก็ได้ราว ๆ สองร้อยหินวิญญาณ
หากคุณภาพเยี่ยมยอด ราคาน่าจะดีกว่านี้ แต่นี่คุณภาพดี ราคานับว่าสมเหตุสมผล
สวี่หยางพยักหน้า นำสมุนไพรทั้งสองออกมาอย่างละหกชิ้น พร้อมทั้งขายผลเสาวรสกับโสมหญ้าโลหิตไปอีกนิดหน่อย
ท้ายที่สุดก็ขายได้มาพันหกร้อยหินวิญญาณ
“สหายเต๋าเก็บหินวิญญาณไปเถิด ต้องการให้ร้านเล็ก ๆ ของเราหาคนไปส่งหรือไม่ ไม่ต้องห่วงไป ร้านเล็กของเราให้ค่ากับความร่วมมือระยะยาว จะไม่ก่อเรื่องอย่างแน่นอน” เถ้าแก่ร้านเสนอ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน