บทที่ 114 ระดมทุนหลอมโอสถ
สวี่หยางไม่ได้อ้อมค้อม เขาถามตรง ๆ “แม่นางฟ่านอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด เหตุใดจึงอยากหลอมยาสร้างรากฐานเร็วนักเล่า?”
ฟ่านเสียวอวี่กล่าวอย่างจนใจ “ข้าหรือจะสามารถเช่นนั้น ข้าตั้งใจทำให้พ่อบุญธรรมของข้าต่างหาก”
“พ่อบุญธรรม?”
“อืม ยามพี่สาวข้าถูกโจรชั่วสังหาร ข้าย่อมไม่พ้นพิษของมันไปด้วย! โชคดีที่ข้าได้พ่อบุญธรรมช่วยเหลือและฝึกฝน…”
“แล้วเขาเล่า?”
ฟ่านเสียวอวี่ “เขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญไร้สังกัดคนหนึ่ง วัน ๆ ล่าสัตว์อสูรประทังชีวิต ไม่ได้อาศัยที่นี่หรอก”
“ไม่ทราบว่าแม่นางฟ่านมีวัตถุดิบทำยาสร้างรากฐานมากน้อยเท่าใดแล้วหรือ?” สวี่หยางถาม
“ครึ่งหนึ่งได้! แล้วเถ้าแก่สวี่ล่ะ?”
“บอกตามตรง เราก็มีครึ่งหนึ่งเช่นกัน” สวี่หยางแอบกั๊กไว้หนึ่งส่วน “บางทีอาจเป็นครึ่งเดียวกัน เกรงว่าคงช่วยอะไรไม่ได้”
“เช่นนี้เป็นไร อีกสองสามวันจากนี้ ข้าจะติดต่อนักปรุงยาคนนั้น แล้วเรารวมตัวกันให้เขาตรวจสอบ หากขาดอะไรก็ซื้อจากนักปรุงยาได้ ว่ากันว่าเขามีสมุนไพรวิญญาณหายากมากมายกับตัว! หากทำสำเร็จ เราก็จะหลอมยาด้วยกัน หากได้ยาสร้างรากฐานสองเม็ด เราก็แบ่งกันคนละเม็ด ไร้ผู้ใดเสียหาย”
ฟ่านเสียวอวี่เสนอ
สวี่หยางขมวดคิ้ว “แล้วหากทำสำเร็จแค่เม็ดเดียวล่ะ?”
“ก็ดูว่าผู้ใดให้วัตถุดิบมากกว่า ยาก็เป็นของผู้นั้น จากนั้นก็ชดเชยให้อีกคนด้วยหินวิญญาณอันสมราคา เจ้าว่าเช่นไร”
“ก็ยุติธรรมดี”
สวี่หยางพยักหน้า
มันดูเหมือนยุติธรรม แต่สวี่หยางเดาได้ว่าตอนท้าย อะไรก็อาจเกิดขึ้นได้เพื่อยาสร้างรากฐาน!!
แต่เรื่องนั้นหาสะท้านถึงเขาไม่
ท้ายที่สุด จุดประสงค์สุดท้ายของเขาก็ไม่ใช่การทำยาสร้างรากฐาน แต่เพื่อทำความรู้จักกับนักปรุงยา เตรียมพร้อมในการหลอมโอสถต่อจากนี้ต่างหาก
อันที่จริง
ในตระกูลหลินก็มีนักปรุงยาอยู่
แต่หลินหวั่นชิงเคยกล่าวไว้ว่า ในตระกูลหลินขณะนี้มีศึกอันดุเดือด เขากังวลว่าหากส่งสมุนไพรวิญญาณแก่นักปรุงยาเหล่านั้น อาจโดนยักยอกทำพังจนทุกอย่างเสียเปล่าหมด
เพราะเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจยอมจ่ายเงินจ้างนักปรุงยาจากภายนอก
แน่นอน เขายังมีลู่ทางกับสำนักชิงหยางอยู่ สามารถเชิญคนของทางนั้นมาได้
…
หลังสังสรรค์เสร็จสิ้น
ฟ่านเสียวอวี่ให้ใบ้น้อยออกมาเก็บกวาด
ขณะที่นางพาอวี้เอ๋อร์กับอวิ๋นเอ๋อร์ไปเลือกชุดคลุมที่หน้าร้าน
สวี่หยางพิจารณาเสื้อคลุมมือสองแถวนั้น และพบว่ารูปแบบของมันดูแปลกยิ่ง เนื่องจากปกติแล้ว ผู้บำเพ็ญจะขายเพียงเสื้อคลุมเชย ๆ ที่ไม่มีฤทธิ์เดชอะไรมากนัก
แต่ที่นี่นับว่าไม่เลวเลย
“มิน่าเล่า กิจการของฟ่านเสียวอวี่จึงเฟื่องฟู ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
จากนั้น หลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นต่างเลือกชุดคลุมสวยเก๋มาคนละตัว
สองสิ่งนี้ไม่ได้ซื้อมาเพื่อปกป้องตัวเอง แต่เพื่อแต่งกายให้ดูดีสวยสง่าเท่านั้น
“เถ้าแก่สวี่ ข้ายังจะเลือกชุดชั้นในสยิวหัวใจให้อวี้เอ๋อร์กับอวิ๋นเอ๋อร์ต่อ รบกวนเจ้าเลี่ยงออกไปก่อนนะ”
ฟ่านเสียวอวี่กล่าวยิ้ม ๆ
สวี่หยางดูเขินอาย “เป็นสามีภรรยากันแล้วแท้ ๆ ยังต้องมาสยงสยิวอะไรอีกเล่า??”
แต่หัวใจของเขาเบิกบานนัก
สยิวสิดี สยิวสิชอบ
ขณะภรรยาทั้งสองเลือกซื้อเสื้อผ้า
สวี่หยางก็ครุ่นคิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของฟ่านเสียวอวี่ไปพลาง
ระดมทุนหลอมโอสถ!!
เป็นวิธีที่ไม่เลวเลย
แน่นอน เขาไม่มาระดมทุนกับฟ่านเสียวอวี่หรอก
คิดไปคิดมา เขาก็รู้สึกว่าบุคคลเบื้องหลังฟ่านเสียวอวี่ลึกลับอยู่เอาการ และสตรีผู้นี้ไม่มีทางอ่อนแอเช่นภายนอกแสดง
…
หลังออกจากร้านของฟ่านเสียวอวี่ ทันทีที่กลับถึงบ้าน ภรรยาทั้งสองก็นำเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อมาใหม่ไปซักอย่างปรีดา
ขณะเดียวกันก็ใส่เครื่องหอมเพิ่มกลิ่นแก่อาภรณ์
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าชุดชั้นในบางตัวดูจักจี้หัวใจเสียจริง ขนาดยังไม่ได้สวมกับตัว เพียงมองยังชวนกำเดาย้อย
วันนี้ หลินหวั่นชิงไม่ได้มาเนื่องจากเรื่องบางอย่างในตระกูล และได้ยินว่าที่นอกเมืองมีโจรแข็งแกร่งคนหนึ่งปรากฏ ก่อกวนความสงบอยู่ที่นี่ หลินหวั่นชิงและสมาชิกในตระกูลบางส่วนจึงออกเดินทางไปจับโจร
เรื่องความปลอดภัยของหลินหวั่นชิงในปฏิบัติการนี้ สวี่หยางผ่อนคลายอย่างยิ่ง
โจรผู้นี้ กล่าวกันว่ารูปลักษณ์เยาว์วัยยิ่ง อาวุธที่ใช้คือขลุ่ยหยกดำ เด่นล้ำด้านการโจมตีด้วยเสียง
ผู้มีสภาพจิตใจเปราะบาง อำนาจอ่อนแอจะถูกบงการจิตใจได้ง่าย ส่วนจุดแข็งของคนผู้นี้คือการฝึกฝนอยู่ในจุดสูงสุดของขอบเขตกลั่นลมปราณ
ในมือหลินหวั่นชิงขณะนี้มีทั้งยันต์แสงทอง เสื้อคลุมจักจั่นไหมทองและผ้าหลากสีหลงเฟิ่งที่เขาให้ไว้ อย่าว่าแต่ผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณเลย ต่อให้เจอขอบเขตสร้างรากฐาน หลินหวั่นชิงก็ไม่ใช่อ่อนแอ
หลังฝึกฝนครู่หนึ่ง สวี่หยางก็นำสินเดิมของเสิ่นม่านอวิ๋น ‘ตำราลับเคล็ดการสร้างยันต์’ ออกมาอ่าน
วิถีแห่งยันต์นั้นละเมียดละไม เขายังไม่ได้บรรลุประจักษ์
อ่านแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้ มิน่าช่างทำยันต์จึงน้อยนัก และต่อให้มี ช่างทำยันต์ระดับสูงยิ่งน้อยกว่าอีก เพราะมันยากเกินไปนี่เอง
เมื่อพินิจคะแนนพิเศษในขณะนี้ ก็เกินห้าพันแต้มแล้ว
สวี่หยางคิดว่ายามนี้ ฝึกฝนเคล็ดมารทมิฬอเวจีก่อนดีกว่า
เคล็ดมารทมิฬอเวจีเป็นวิชาสำหรับทั้งป้องกันและโจมตี สามารถซ่อนปราณของมันเองได้อย่างแนบเนียน ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง
เขาถือม้วนหยกไว้ในมือ ส่งปราณเข้าไปตรวจสอบ
หนึ่งภาพปรากฏขึ้นตรงหน้า
ชายชราชุดดำผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิบนยอดเขา และที่ยอดเขา อินทรีขนาดยักษ์ตัวหนึ่งโฉบผ่านพร้อมเสียงร้องแหลม
ภาพนั้นดูประหนึ่งภาพวาดทิวทัศน์ เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งศิลปะ เพียงมองภาพนี้ก็ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอันยากเข้าใจ
“คนผู้นี้แข็งแกร่งนัก”
สวี่หยางตกตะลึง
เขากล้าสาบานว่าปราณจากบุคคลในม้วนหยกนี้ต้องเลยขอบเขตจินตานไปแล้วแน่ ๆ เผลอ ๆ เกินขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดด้วยซ้ำ!!
ในเมื่อเขาไม่เคยพบผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดมาก่อน จึงหารู้ไม่ว่าปราณในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเป็นเช่นไร
“วิชายุทธ์ที่ยอดฝีมือเช่นนี้ถ่ายทอด ต้องไม่ง่ายเป็นแน่แท้!”
หัวใจของสวี่หยางเต้นระทึก แล้วพินิจพิเคราะห์ต่อไป
รบกวนภรรยาทั้งสองหาใช่เรื่องดี เขาจึงล้มตัวนอนที่พื้นข้าง ๆ ลำพัง
เช้าตรู่รุ่งขึ้น หลินอวี้อุทาน “สามี เจ้านอนพื้นทั้งคืนเลยหรือ”
“เมื่อคืนข้าฝึกจนดึกไปหน่อยน่ะ!” สวี่หยางหาวหวอด รู้สึกสดชื่น
หลังเปิดประตูร้าน สวี่หยางก็ไปยังโรงเตี๊ยมข้างบ้าน ตั้งใจซื้อเต้าหู้สามชาม
“เถ้าแก่เนี้ย ขอเต้าหู้สามชาม ใส่พริกกับต้นหอมหน่อยนะ”
ทันทีที่สวี่หยางเข้ามา เขาก็สั่งอาหารกับเถ้าแก่เนี้ยซึ่งกำลังเช็ดโต๊ะอยู่
“ได้เลย เถ้าแก่สวี่รอสักครู่”
ขณะรอ จิตเทวะของสวี่หยางก็ถูกปล่อยออกมาสำรวจบริเวณรอบข้าง
ไม่นานนัก จากคำพูดผู้คนรอบข้าง เขาก็ได้ข่าวหนึ่งซึ่งน่าประหลาดใจ
เมื่อคืน ตระกูลหลินไล่ล่าโจรใช้ขลุ่ยผู้ดูเยาว์วัย
แต่ปรากฏว่าถูกอีกฝ่ายตอบโต้ตลบหลัง ศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณหกคนของตระกูลหลินถูกฆ่า
ภายหลัง จากการไล่ล่าของหลินหวั่นชิง สุดท้ายเจ้าเด็กร้ายกาจก็หนีลงทะเลไปได้
จากตำแหน่งของเขา น่าจะเป็นบริเวณใกล้ ๆ เกาะหงเยี่ย
เมื่อได้ยินว่าหลินหวั่นชิงปลอดภัย สวี่หยางก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก
หลังกินเต้าหู้ของเขาหมด เขาก็นำเต้าหู้อีกสองชามกลับไปให้หลินอวี้กับเสิ่นม่านอวิ๋น
…
กาลเวลาผันผ่าน
สองสามวันถัดมา
คะแนนพิเศษที่เหลืออยู่ของสวี่หยางล้วนถูกนำไปเพิ่มระดับเคล็ดมารทมิฬอเวจี
ขณะนี้ เขาใช้เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณเพาะปลูก ผลลัพธ์นับว่าไม่เลว
หลินอวี้รับหน้าที่ดูแลร้าน เสิ่นม่านอวิ๋นสร้างยันต์และช่วยเหลือหลินอวี้
เมื่อมีเวลา สวี่หยางก็จะไปเรียนสร้างยันต์กับเสิ่นม่านอวิ๋น
ช่วงนี้ เขาตั้งใจใช้เวลาว่างในการสร้างยันต์
ว่าถึงเรื่องยันต์ เสิ่นม่านอวิ๋นก็บอกว่านางประสบคอขวดเข้าเช่นกัน
สวี่หยางเบนสายตาไปยังช่างทำยันต์เฒ่าจางฉางหลิ่ง คิดถามเขาเกี่ยวกับวิถียันต์
ดังนั้น ในช่วงนี้เขาจึงแวะเวียนไปหาอีกฝ่ายบ่อย ๆ นอกจากของขวัญแล้ว เขายังให้ผลประโยชน์มากมายกับสาวรับใช้ของจางฉางหลิ่งด้วย
เพราะได้ของกำนัลซื้อใจ สาวรับใช้จึงกล่าวถึงเขาในแง่ดีให้จางฉางหลิ่งฟังบ่อยครั้ง และเพราะเหตุนี้ สวี่หยางกับจางฉางหลิ่งจึงกลายเป็นสหายกัน เมื่อถามถึงวิชาการทำยันต์ จางฉางหลิ่งก็ยอมสอนให้
เมื่อกลับถึงบ้าน สวี่หยางก็กลับไปสอนเสิ่นม่านอวิ๋นต่อ เสิ่นม่านอวิ๋นจึงเกิดความเข้าใจเพิ่มเติม
…
ยามเที่ยงของวันนี้
ด้วยความไม่มีอะไรทำ สวี่หยางกับเสิ่นม่านอวิ๋นจึงฝึกทำยันต์ด้วยกันหลังร้าน
เสิ่นม่านอวิ๋นเป็นผู้ลงมือ สวี่หยางคอยสนับสนุน ทำความเข้าใจลำดับขั้นตอนการทำยันต์ไปพลาง
ขณะนั้นเอง สวี่หยางได้รับคำเชิญจากฟ่านเสียวอวี่
“สหายเต๋าสวี่ เรื่องดีมาแล้ว นักปรุงยาคนนั้นออกจากการเก็บตัว เราสามารถไปหาเขาได้แล้ว”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน