บทที่ 115 หน้ากากจำแลงกาย
เมื่ออ่านสารจากฟ่านเสียวอวี่ สวี่หยางก็โอดครวญเบา ๆ
ไม่กี่วันก่อน ฟ่านเสียวอวี่เชิญพวกเขาไปสังสรรค์และกล่าวถึงการระดมทุนหลอมโอสถ
หากโชคดี ได้โอสถสองเม็ดขึ้นไป ก็แบ่งกันคนละเม็ด ที่เหลือให้นักปรุงยาไป
หากโชคร้ายหลอมยาสร้างรากฐานได้เพียงหนึ่ง ก็ยกโอสถให้ผู้ที่ให้วัตถุดิบทำยามากที่สุด
สำหรับเรื่องนี้ สวี่หยางไม่ได้อยากร่วมระดมทุน
เขาไม่ได้ต้องการมันเลย เพราะถึงอย่างไร เขาก็ไม่ได้รีบร้อน และยังไม่ได้ทุ่มเทตามหาสมุนไพรวิญญาณอย่างเต็มความพยายาม
ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่เชื่อใจฟ่านเสียวอวี่ด้วย
แต่สวี่หยางก็ยังตกลง
เหตุผลนั้นเป็นเพราะ เขาต้องการใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักกับนักปรุงยาผู้นั้น
สวี่หยางถามไปว่า สถานที่ซึ่งต้องไปเยือนไกลหรือไม่
“ไม่ไกล อยู่ที่เกาะซวงจื้อตรงโน้น”
เกาะซวงจื้อตั้งอยู่ห่างออกไปร้อยกว่าลี้
ไม่ได้ไกล แต่ต้องเดินทางทางน้ำ หมายความว่าไม่อาจหยุดพักตลอดการเดินทางร้อยกว่าลี้ได้
สำหรับสวี่หยาง ระยะทางแค่นี้เขายังไหว แต่การสิ้นเปลืองพลังนับว่ามากไปหน่อย หากเขาเผชิญปัญหาระหว่างทาง…
ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่
เว้นแต่จะมีเรือวิญญาณสักลำ
เรือวิญญาณหรือเรือเหาะนั้นขับเคลื่อนโดยใช้หินวิญญาณ เมื่อขึ้นเรือ ผู้บำเพ็ญก็ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงใด ๆ ซ้ำความเร็วยังสูงกว่าเหาะเหินไปเอง จึงสะดวกสบายยิ่ง
มันคือพาหนะจำเป็นในการล่องทะเลของผู้บำเพ็ญอย่างหนึ่ง
แต่ราคาของเรือวิญญาณสูงมาก อย่างถูกที่สุดว่ากันว่าราคาสองสามพันหินวิญญาณ นับว่าชวนขนลุก
เนื่องจากตระกูลหลินมีทะเลทางทิศเหนือหนุนหลัง จึงมีธุรกิจเรือวิญญาณอันเฟื่องฟู
ผู้บำเพ็ญไร้สังกัดมากมายยามออกตกปลา หากไม่ระดมทุนกันซื้อเรือวิญญาณสักลำ ก็จะมาขอเช่าเรือวิญญาณจากตระกูลหลิน
ฟ่านเสียวอวี่กล่าวว่านางติดต่อคนผู้หนึ่งซึ่งคุยกับเจ้าของเรือวิญญาณไว้แล้ว เมื่อไปถึงก็แค่ช่วยจ่ายค่าโดยสารส่วนหนึ่ง ก็สามารถใช้เรือวิญญาณของเขาเดินทางสู่เกาะซวงจื้อได้
สวี่หยางตกลง และฟ่านเสียวอวี่ก็นัดหมายออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า
“สามี หากคิดเดินทางไกล ก็ควรเตรียมเรือวิญญาณของตัวเองไว้จะปลอดภัยกว่านะ”
เสิ่นม่านอวิ๋นขมวดคิ้วน้อย ๆ ขณะกล่าวเตือน “ไม่ว่าอย่างไร ภายหน้าเราก็ยังได้ใช้มันอีก ซื้อเผื่อไว้ก็ดี”
สวี่หยางฟังแล้วก็คิดว่าสมเหตุสมผล
เขาจึงส่งสารถามหลินหวั่นชิงว่าจะซื้อเรือวิญญาณราคาถูกได้ที่ใด
หลินหวั่นชิงปรีดา ตอบกลับว่าไม่ต้องหาซื้อ นางมีอยู่กับตัว
“โอ้ หวั่นชิงมีอยู่กับตัวละ” สวี่หยางหันไปบอกเสิ่นม่านอวิ๋น
เสิ่นม่านอวิ๋นยกมือทาบอก ถลึงตาพลางเตือนเขาเบา ๆ “สหายเต๋าสวี่ หวั่นชิงยังต้องใช้เรือวิญญาณในการไล่ล่าสังหารมือขลุ่ยชั่วร้ายนั่นอยู่นะ”
สวี่หยางกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าจะไปหานางก่อน หากไม่ไหวค่อยไปหาซื้อ”
“ก็ดี สามี ไปไวมาไวนะ”
ขณะเขาเดินออกจากร้าน หลินอวี้รีบนำปลาย่างร้อน ๆ ออกมาจากในครัว “สามี รับไว้กินระหว่างทางสิ”
“จุ๊บ”
หลังจูบหน้าผากหลินอวี้ เขาก็ออกจากร้านไปโดยมีสายตาภรรยาทั้งสองมองส่ง
…
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ประตูเมืองเป่ยไห่ฝั่งติดทะเล
สวี่หยางพบหลินหวั่นชิงผู้แต่งกายเยี่ยงบุรุษในชุดสีดำ
เมื่อพบนางในเครื่องแต่งกายนี้ สวี่หยางก็ผงะไป
“หวั่นชิง เจ้า… ดูหล่อสุด ๆ เลย”
“ฮ่า ๆ… สหายเต๋าสวี่ ยามนี้เราต้องเรียกกันเป็นสหายแล้วนะ” หลินหวั่นชิงขยิบตาอย่างเย้าหยอกให้สวี่หยาง
นางแต่งกายเยี่ยงบุรุษ คลุมด้วยชุดคลุมดำ บรรยากาศทรงพลังสุดขั้ว หาได้ปกปิดใบหน้าไม่ หากมองใกล้ ๆ ก็ดูเหมือนคนผู้นี้เป็นหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง
อืม เป็นหนุ่มรูปงามที่แข็งแกร่งคนหนึ่งน่ะนะ
สวี่หยางยิ้มกว้างพลางพยักหน้า “อืม กลางวันเป็นสหายสังสรรค์ กลางคืนอยู่กันฉันสามีภรรยา”
ว่าแล้ว เขาก็ขยับเข้าไปใกล้และเอ่ยถาม “สหายเต๋าหวั่นชิง ช่วงนี้เจ้าไม่ได้ปรนนิบัติข้านานเลยหนอ”
หลินหวั่นชิงหน้าแดงแปร๊ด ไม่คาดว่าสวี่หยางจะกล้าหยอกนางในที่สาธารณะเช่นนี้
แต่นั่นไม่น่าตื่นเต้นหรอกหรือ?
“หากสหายเต๋าสวี่คิดถึงข้า ภายหลังค่อยหาโรงเตี๊ยมกัน…”
“ได้!”
สวี่หยางแย้มยิ้ม หวั่นชิงน่าจะพบเครื่องหอมอันนั้นมาด้วย เช่นนั้นก็ต้องให้นางรู้สึก ‘สุขสันต์’ จะปฏิบัติกับภรรยาอย่างเลวร้ายไม่ได้
พอดีกับที่เขาไม่ได้ใกล้ชิดกับหลินหวั่นชิงมาหลายวัน คะแนนพิเศษของหลินหวั่นชิงร่วงวูบลงตามกัน เขาจึงต้องรับมือนางให้ดีในวันนี้ คะแนนพิเศษของนางจะได้คืนกลับมา
ขณะที่ทั้งสองเดินชมวิวอยู่ด้วยกัน สวี่หยางก็กล่าวถึงเรื่องการเดินทางสู่เกาะซวงจื้อ
“นักปรุงยาที่เกาะซวงจื้อ?” หลินหวั่นชิงกล่าวอย่างประหลาดใจ ก่อนจะตอบด้วยใบหน้าแดงก่ำ “เกาะซวงจื้อเป็นถิ่นของผู้อาวุโสใหญ่ ข้าไม่เคยไปที่นั่นเลย และไม่เคยได้ยินถึงสถานการณ์ที่นั่นด้วย”
“งั้นหรือ เช่นนั้นไว้ถึงเวลาข้าจะไปดู หากนักปรุงยาที่นั่นมีความสามารถ ข้าจะถามสหายทางฝั่งสำนักชิงหยางดูว่าสนใจระดมทุนหรือไม่”
“ได้ จริงด้วย รับนี่ไปสิ”
หลินหวั่นชิงส่งถุงเก็บของใบหนึ่งให้ด้วยรอยยิ้ม “นี่คือเรือวิญญาณของข้า ลุงใหญ่ให้ข้ามา คุณภาพอยู่ในระดับหนึ่ง”
“เจ้าให้มันกับข้า แล้วตัวเจ้าเองเล่า?”
สวี่หยางไม่ได้รีบรับมา แต่ถามหลินหวั่นชิงก่อน
“ช่วงนี้ข้าไม่ได้ไปไหน เมื่อเจ้ากลับมาก็ค่อยเอามาคืน อีกอย่าง ต่อให้เจ้าไปหาซื้อยามนี้ เกรงว่าก็คงไม่อาจซื้อของคุณภาพดี ๆ ได้ เรือวิญญาณแบบนี้ หากคิดซื้อคุณภาพสูง ๆ ต้องจองล่วงหน้า! และสามารถปรับเปลี่ยนมันตามความต้องการของเจ้าได้”
สวี่หยางเข้าใจแล้ว เมื่อครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาก็รับถุงเก็บของไป
จากนั้น ทั้งสองก็ซื้อขนมจากข้างถนน เดินแวะแผงลอยกันสักพักดุจคู่รักวัยเยาว์
ท้ายที่สุด ทั้งสองก็เข้าโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งไปในยามบ่าย
ในห้องขนาดกะทัดรัด ตกแต่งให้บรรยากาศอบอุ่น
เสียงผู้คนสัญจร พ่อค้าตะโกนขายของ ทารกร่ำไห้โยเยดังไม่ขาดสายที่นอกหน้าต่าง
“ก็ได้”
หลินหวั่นชิงกอดแขนสวี่หยางพลางกล่าวเสียงเบา “เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ”
สวี่หยางหยิกแก้มนางขณะเอ่ยยิ้ม ๆ “ภายหน้า เราจะมีวันดี ๆ มากกว่านี้ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก”
ว่าแล้วเขาก็กดร่างหลินหวั่นชิงลงอีกครั้ง
หลินหวั่นชิงยิ้มออดอ้อน “อย่าสิ อีกแล้วหรือ เจ้านี่ดุดันยิ่ง”
…
ยามออกจากโรงเตี๊ยม ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดลงเล็กน้อย
บนถนนมีผู้คนประปราย บ้านเรือนสองข้างถนนมีควันลอยกรุ่น แต่ละบ้านเริ่มเตรียมอาหารเย็นกันแล้ว
หนนี้ยามอยู่กับหลินหวั่นชิง คำนวณเวลาไว้ไม่ดี รู้ตัวอีกทีก็ค่ำเสียแล้ว
สวี่หยางยืนยันความปลอดภัยกับเสิ่นม่านอวิ๋นและหลินอวี้ แล้วหลังจากออกจากเมืองเป่ยไห่ เขาก็ทะยานกลับสู่เกาะหงเยี่ย
ระหว่างทาง สวี่หยางไม่ได้ดึงหน้ากากจำแลงกายออก
เขาพบผู้บำเพ็ญเหินผ่านไปมาอยู่นาน ๆ ครั้ง พวกเขาส่วนใหญ่มีสายตาคมกริบ ดูเหมือนเป็นผู้ล่วงเกินไม่ง่าย
‘ว่าแล้วเชียว ในเมืองเป่ยไห่มียอดฝีมือพยัคฆ์หมอบมังกรเร้นมากมายยิ่ง’
สวี่หยางสรุปในใจ
ยามเขาอยู่ในเมืองสวีเจียฟาง เขาจำได้ว่าผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่ที่พบ ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับกลาง ๆ ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
แต่ที่นี่ ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ดถึงแปดเป็นค่าเฉลี่ย
กระทั่งขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหกบางคนยังมีปราณแข็งแกร่ง เห็นได้ชัดว่าตอแยด้วยไม่ง่าย
“หือ…”
ขณะนี้ จู่ ๆ สวี่หยางก็พบคลื่นพลังจากการต่อสู้อย่างดุเดือดแผ่มาไกล ๆ
คลื่นทะเลถูกพลังวิญญาณกวนสาด ซัดเข้าใส่เรือน้อยทรุดโทรมลำหนึ่งในทะเล
ผู้บำเพ็ญที่ไม่แข็งแกร่งนักบางคนจะเลือกใช้เรือวิญญาณครึ่งขั้นแบบดั้งเดิมเพื่อข้ามทะเล และขณะนี้ คนบนเรือตรงหน้ากำลังถูกผู้บำเพ็ญกลุ่มหนึ่งล้อมสกัดโจมตี
“ล่มเรือนั่นให้ข้าเสีย”
ชายผู้หนึ่งในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าตะคอกอย่างดุร้าย ในมือถือมีดเล่มใหญ่ติดโซ่อยู่
ใบหน้าของเขาสวมหน้ากากสีดำ ปิดบังรูปลักษณ์เอาไว้
เขามากับผู้ติดตามสามคน ทุกคนล้วนอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับกลาง
ได้ยินเช่นนี้ ผู้ติดตามทั้งสามก็ไม่ยั้งมือ ต่างใช้ไม้ตาย จู่โจมเรือลำน้อยกลางทะเลอย่างไม่เกรงใจ
คนบนเรือดูจะเป็นคู่บำเพ็ญหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ซึ่งไม่อาจขัดขืนการโจมตีของคนเหล่านี้ได้เลย
เปรี้ยง!
คู่บำเพ็ญฝ่ายชายไม่ทันตั้งตัวถูกโจมตี สิ้นลมจมร่างร่วงสู่ทะเลไปทันที
“อู๋หลาง…”
ผู้บำเพ็ญหญิงร่ำไห้กับทะเล
เมื่อสวี่หยางเห็นเช่นนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดเล็กน้อย หลังครุ่นคิดแล้ว เขาก็หันกายจากไป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน