บทที่ 154 ข้อเรียกร้องสามข้อของตระกูลลู่
“นี่ ผู้อาวุโสเฉิน มีอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ?”
สวี่หยางวิ่งออกไป
เฉินหู่กับกลุ่มลาดตระเวนประมาณห้าสิบคนกำลังขนเสบียงจำนวนมาก ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังเตรียมที่จะออกจากเกาะหงเยี่ยแล้ว
“น้องสวี่ มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เมืองเป่ยไห่ถูกโจมตี มีคนต้องการขัดขวางการสร้างรากฐานของหลินอี้เตา พวกเราได้รับคำสั่งว่าให้มุ่งหน้าไปที่นั่นเสริมกำลังป้องกันให้เมืองเป่ยไห่”
“เจ้าอยู่ที่นี่ก็ระวังตัวเอาไว้ด้วย ตอนนี้มีคนคุ้มกันประจำอยู่บนเกาะไม่ถึงยี่สิบคนนำโดยสหายเต๋าหลินอี้”
หลังจากอธิบายจบ เฉินหู่ก็รีบร้อนจากไป
“สหายเต๋าหลินอี้!” สวี่หยางทราบเพียงว่าหลินอี้เพิ่งอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น แต่เนื่องจากขาดการพัฒนามานาน ทำให้พลังการต่อสู้มีจำกัด
“ข้าหวังว่าพวกเฉินหู่จะกลับมาโดยไว”
สวี่หยางพึมพำ เขาไม่อยากเปิดเผยไพ่ตายในช่วงเวลาเช่นนี้
เพราะการต่อสู้ช่วงแรก ตระกูลลู่น่าจะเพียงลองเชิงเท่านั้น ทำให้ไม่มีใครเปิดเผยไพ่ตายตั้งแต่เริ่มสงคราม
สวี่หยางติดต่อหาหลินหวั่นชิงเพื่อแจ้งเรื่องที่เฉินหู่กำลังนำกำลังคนไปที่นั่น
หลินหวั่นชิงตอบกลับว่าหลินอี้เตาฝึกฝนอยู่ในถ้ำลับ แม้แต่นางก็ไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัด
ทว่ามันก็ยังถูกเปิดเผย
กลุ่มผู้บำเพ็ญที่ลอบเข้ามาในเมืองนำโดยยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานสามคนบุกเข้ามาเพื่อขัดขวางหลินอี้เตาไม่ให้สร้างรากฐาน
หลินอี้เตาถูกบีบให้ออกจากถ้ำ ทำให้การสร้างรากฐานหยุดชะงัก
โชคดีที่ผู้นำตระกูลหลินอีหลุนมาช่วยได้ทันเวลา
หลังจากนั้น ผู้บำเพ็ญจำนวนมากจากตระกูลลู่ก็มาปักหลักที่นอกเมือง
พวกเขามีข้อเรียกร้องสามข้อเพื่อพิจารณาว่าจะสงบศึกกับตระกูลหลินหรือไม่
“ข้อเรียกร้องสามข้อมีอะไรบ้าง?” สวี่หยางขมวดคิ้ว
“ข้อที่หนึ่ง ให้ตระกูลลู่ตั้งถิ่นฐานในเกาะทั้งเจ็ดซึ่งอยู่บริเวณชายขอบ ส่วนใหญ่จะเป็นเกาะซวงจื้อกับเกาะหงเยี่ย โดยต้องสละดินแดนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อบริหารจัดการร่วมกันในอนาคต”
“ข้อที่สอง ชดเชยความเสียหายให้กับตระกูลลู่ในครั้งนี้ด้วยโอสถวิญญาณหนึ่งชุดกับหินวิญญาณห้าหมื่นก้อน”
“ข้อที่สาม หลินอี้เตามีความแค้นต่อพวกเขา หากยอมหักแขนข้างหนึ่งก็จะยอมไว้ชีวิต”
“หากปฏิบัติตามข้อเรียกร้องทั้งสามนี้ได้ ตระกูลลู่ก็จะพิจารณาเรื่องลงนามในสัญญาสงบศึกหรืออาจยอมเป็นพันธมิตรกับตระกูลหลิน”
สวี่หยางประหลาดใจ นี่ไม่เหมือนสัญญาสงบศึกเลยสักนิด เห็นได้ชัดว่ามันคือสัญญาหักหน้าตระกูลชัด ๆ หากแพร่งพรายออกไป เกรงว่าตระกูลหลินจะไม่สามารถลืมตาอ้าปากในภายภาคหน้าได้
แต่บางครั้งความจริงมันก็โหดร้าย
ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของโลกเซียน ตระกูลนับไม่ถ้วนได้แสดงความกล้าหาญเพื่อขัดขืนยามเผชิญกับการรุกราน
แต่จะมีสักกี่ตระกูลที่สามารถทำสำเร็จ?
ท้ายที่สุดก็จะมีสมาชิกตระกูลบางส่วนหลบหนีไปได้ ส่วนคนที่เหลือก็ถูกจับ
พวกคนจะถูกบังคับให้กลายเป็นทาสและโสเภณีที่ต้องทนทุกข์ต่อความอับอายไปชั่วชีวิต
สมาชิกตระกูลที่หลบหนีไปได้ก็จะมีชีวิตในฐานะผู้บำเพ็ญธรรมดาเพราะสูญเสียทรัพยากรการบำเพ็ญจนหมดสิ้น
ดังนั้นยามเผชิญกับการรุกราน จึงมีหลายตระกูลที่เลือกประนีประนอม
พวกเขาจะยกดินแดน ชดเชยด้วยหินวิญญาณ รวมถึงยกลูกสาวผู้แสนภาคภูมิและโดดเด่นให้แต่งงานกับศัตรูเพื่อให้กำเนิดทายาทที่มีพรสวรรค์
ตระกูลบางส่วนที่เลือกยอมจำนนจะทรัพยากรจนเติบโตขึ้นมาได้อีกครั้ง
แต่บ่อยครั้งเมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาจะค่อย ๆ ถูกผนวกเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์
สวี่หยางถาม “แล้วผู้นำตระกูลว่าอย่างไรบ้าง??”
“ปฏิเสธ ท่านประมุขเพียงบอกว่าถ้าอยากสู้ก็เข้ามา”
“สมาชิกตระกูลส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยหรือ?”
ในเวลาแบบนี้ ความสำคัญของการสามัคคีถือเป็นที่สุด
“พวกเขาส่วนใหญ่สนับสนุนให้สู้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่คิดว่าการต่อสู้จะทำให้เกิดผลเสียต่อพวกเรา! แต่ผู้นำตระกูลบอกแล้วว่าหากไม่ได้ผลก็ต้องมีแผนสำรอง! ตอนนี้คนหนุ่มสาวกลุ่มแรกออกจากทะเลเพื่อลี้ภัยไปยังเกาะห่างไกลแล้ว มันคือการป้องกันไม่ให้ถูกยึดครองในคราวเดียว”
“หวั่นชิง ดูเหมือนว่าถ้าเจ้าต้องการสร้างรากฐานก็คงไม่สามารถทำในเมืองได้ หาเวลาไปเกาะหลิงถังสักครั้ง หากเป็นที่นั่นทุกอย่างจะต้องราบรื่นแน่”
เกาะหลิงถังคือสถานที่ที่มีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสาม
นอกจากนี้ยังมีถ้ำที่พร้อมใช้งานอยู่ด้วย
มันเป็นถ้ำแห่งเดียวกับที่ได้รับหมอนจินตนิมิตมา
หลินหวั่นชิงรู้สึกว่ามันอาจเหลือเพียงวิธีนี้เท่านั้น
“แต่ข้าไม่สามารถออกไปได้ ทุกที่มีสายลับตระกูลลู่อยู่เต็มไปหมด แถมยังมีข่าวลืออีกว่าตระกูลหลี่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”
“เป็นตระกูลหลี่อีกแล้ว!!”
สวี่หยางขมวดคิ้ว
ตอนอยู่เมืองสวีเจียฟาง เคยมีสงครามระหว่างตระกูลสวีกับจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจว ซึ่งในช่วงวิกฤต ผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหลี่เคยสร้างปัญหาให้กับตระกูลสวี
หลังจากนั้น จักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวก็แพ้พ่าย ตระกูลหลี่ล่าถอยกลับไป
ตอนนี้ตระกูลลู่กับตระกูลหลินอยู่ในช่วงสงคราม แล้วตระกูลหลี่ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง
“จะว่าไป เจ้าได้ขอการสนับสนุนจากตระกูลสวีหรือยัง?” สวี่หยางถามอีกครั้ง
“ท่านประมุขส่งคำขอไปแล้ว ทางตระกูลสวีบอกว่าจะสนับสนุนด้วยการจัดหาอาวุธให้ แต่ถ้าให้ส่งคนมาช่วย เกรงว่าจะยากเกินไปสำหรับพวกเขา”
สวี่หยางไม่แปลกใจ
หากส่งคนมา ย่อมเท่ากับเป็นการสร้างความขุ่นเคืองต่อตระกูลลู่
ตระกูลสวียังมีศัตรูอย่างจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวอยู่ การที่สามารถจัดหาอาวุธได้ก็ถือเป็นการช่วยอย่างมหาศาลแล้ว
…
ผ่านไปอีกหลายวัน
ในที่สุดวิกฤตในเมืองเป่ยไห่ก็ผ่านพ้นไป
ในวันนี้ เฉินหู่นำคนกลับมา ทว่ากลับไม่มีใครจากหน่วยลาดตระเวนกลับมา
หลังจากสอบถามอย่างละเอียด เขาก็ทราบว่าผู้คนบางส่วนอยู่ในเมืองเป่ยไห่เพื่อทำหน้าที่ต่อไป
หมายความว่าตระกูลหลินให้ความสำคัญกับการป้องกันที่เมืองเป่ยไห่มากกว่า
เฉินหู่ถอนหายใจ “หลังจากนี้ หากมีอะไรเกิดขึ้นที่นี่ พวกเราต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น”
“ผู้อาวุโสเฉิน ท่านพูดแบบนี้มันออกจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไปหน่อย”
สวี่หยางรู้สึกว่าหลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ เฉินหู่ดูซีดเซียวไปมาก
“เฮ้อ ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่ใช่ตระกูลหลิน ยามตกอยู่ในอันตรายก็เป็นได้เพียงนักรบไร้ค่าในสงคราม”
เฉินหู่ส่ายหน้า “ยิ่งกว่านั้น เห็นได้ชัดว่าการโจมตีของตระกูลลู่ในครั้งนี้เป็นเพียงการลองเชิงเท่านั้น การป้องกันของตระกูลหลินค่อนข้างหละหลวม การกลับไปที่นั่นหลังจากนี้อาจเป็นเรื่องยากก็ได้”
เฉินหู่อธิบายสถานการณ์ให้ฟังอย่างละเอียด แล้วในที่สุดก็จากไปพร้อมกับถอนหายใจ
คาดไม่ถึงว่าในคืนนั้นจะเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวบนเกาะซวงจื้อ
“คาดว่าเกาะซวงจื้อจะถูกโจมตี ผู้อาวุโสหลินเวยนำกำลังคนไปต่อต้านจนเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่กับตระกูลลู่”
วันรุ่งขึ้นก็มีข่าวออกมา
ผู้บำเพ็ญจากเกาะซวงจื้อยังคงอพยพมาเกาะหงเยี่ยกับเมืองรอบข้างอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเมืองเป่ยไห่ หากไม่ใช่คนจากกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันก็ไม่สามารถเข้าไปได้
“หนีงั้นหรือ??”
แม้สวี่หยางอยากไล่ตาม แต่เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ในน้ำไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดเท่าไหร่
ส่วนอีกด้าน เฉินหู่ลงไปในน้ำจนเกิดเสียง ‘จ๋อม’
จิตเทวะของเขาแผ่กระจายออกไป ดังคาด ไม่ช้าเขาก็สังเกตเห็นว่ามีบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ที่ก้นทะเล จากนั้นมันก็ยิ่งถอยห่างออกไปก่อนจะหายไปในที่สุด
“นึกแล้วเชียว ดูเหมือนจะเป็นอสรพิษจูหลิงจริง ๆ”
หากเป็นอสรพิษจูหลิง เฉินหู่ผู้ใช้ชีวิตอยู่ริมทะเลมานานหลายปีย่อมเข้าใจดีว่ามันคืออะไร
“สวี่หยางอยู่เพียงขอบเขตกลั่นลมปราณ แต่การรับรู้ของเขาแข็งแกร่งกว่าข้าเสียอีก!! ขนาดข้ายังไม่เห็น แต่เขาเป็นคนแรกที่สัมผัสได้”
เฉินหู่ถอนหายใจ การทำนายของอวี๋ซื่อหลินถูกต้องจริงด้วย สวี่หยางช่างเป็นคนที่โชคดีนัก
ครู่ต่อมา เฉินหู่ก็ทะยานขึ้นไป
“สหายเต๋าสวี่ อสรพิษจูหลิงหลบหนีไปแล้ว”
“มันคงไม่ปรากฏตัวที่นี่โดยไร้เหตุผล ต้องมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังเป็นแน่”
“อสรพิษจูหลิงมีขนาดใหญ่และไม่เก่งในการลอบโจมตีและการต่อสู้อื่น แต่มันสามารถทำให้เกิดน้ำท่วมได้ หากมีคนอาศัยน้ำท่วมโจมตีค่ายกลขึ้นมา เกรงว่า…”
แค่คิด เฉินหู่ก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เพราะภายใต้ผลกระทบของน้ำท่วม ค่ายกลที่อยู่ฝั่งพวกเขาอาจจะต้านไม่ไหว
“ข้าจะรายงานและขอความช่วยเหลือจากตระกูลหลิน”
สวี่หยางพยักหน้า ก่อนจะแยกทางกับเฉินหู่
ทันทีที่กลับถึงร้าน สวี่หยางก็ได้รับการติดต่อจากหลินหวั่นชิง
หลินอี้เตาเตรียมสร้างรากฐานอีกครั้ง
ตระกูลลู่เลือกที่จะโจมตีเมืองเป่ยไห่ในครั้งนี้เช่นกัน นางจึงไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้
“เจ้าปกป้องตัวเองให้ดีก็พอ ไม่ต้องห่วงข้า ต่อให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานจะปรากฏตัว ข้าก็ยังมีวิธีจัดการ”
สวี่หยางเอ่ย
หลินหวั่นชิงตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนี้
“สามีของข้าสามารถจัดการผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานได้แล้วหรือ”
ถึงจะฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่นางไม่คิดว่าสวี่หยางพูดจาเหลวไหลแม้แต่น้อย
…
ในเวลาเดียวกัน
บนเรือเหาะเหนือผิวน้ำ ผู้บำเพ็ญหลายคนสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของอสรพิษจูหลิงจากใต้ทะเล
“การรับรู้ของเฉินหู่ช่างเฉียบคมนัก หากเขาเจอมันแผนการใหญ่ของพวกเราคงจะพังไม่เป็นท่า!!” ผู้บำเพ็ญที่มีไฝขนาดใหญ่บนหน้าผากเอ่ยเสียงเครียด
“เหอะ ตอนนี้บนเกาะหงเยี่ยมีเพียงเฉินหู่กับหลินอี้ที่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น ยังต้องกลัวอะไรอีก?”
บุรุษร่างกำยำเปลือยอกโบกมืออย่างเหยียดหยัน “ถ้าเจ้าต้องการ เดี๋ยวข้าจัดการให้เอง”
“ถ้าเลือกเก็บแรงได้ก็ควรเก็บแรงเอาไว้ก่อน จักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวอย่างพวกเราจะไม่ยอมสูญเสียมากไปกว่านี้แล้ว!”
ผู้บำเพ็ญที่มีไฝขนาดใหญ่บนหน้าผากส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ว่าอย่างไร งานของพวกเรามีเพียงจัดการค่ายกลที่นี่ ส่วนที่เหลือปล่อยให้ตระกูลลู่จัดการ จากนั้นพวกเราค่อยเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์”
“ถูกต้อง เมื่อพวกเราโค่นตระกูลหลินได้ ตระกูลสวีก็จะเป็นรายต่อไป!”
“แม้ตอนนั้นพวกเราจะพ่ายแพ้ให้กับตระกูลสวี แต่ครั้งนี้ผลลัพธ์จะไม่เหมือนเดิม”
“พวกเราจะโจมตีเมื่อใด?”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่มีไฝขนาดใหญ่บนหน้าผากมองผู้บำเพ็ญทั้งสี่แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “อีกสามวัน เมื่อตระกูลลู่โจมตีเมืองเป่ยไห่ พวกเราจะโจมตีที่นี่ เมื่อกองกำลังของตระกูลลู่มาถึง เกาะซวงจื้อกับเกาะหงเยี่ยจะถูกยึดพร้อมกัน แล้วเมืองเป่ยไห่จะหมดทางหนีโดยสมบูรณ์”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน